ตอนที่ 540 ใบไม้ร่วงหล่นจากปลายกิ่ง
แปลโดย เนสยังเผยเชียนนั่งบนเก้าอี้ ปล่อยให้ม่อโต่วหวีผมที่เริ่มแห้งของเขาให้เรียบร้อย ตอนแรกฮองเย่ว์อิงทำท่ากระตือรือร้นจะแย่งหวีจากม่อโต่วมาหวีให้เขาเอง แต่ผลคือลงน้ำหนักมือไม่ถูก หวีทีไรก็เหมือนดึงหนังหัวเผยเชียนไปด้วย เส้นผมหลุดร่วงไปหลายสิบเส้น จนเผยเชียนต้องรีบร้องห้าม ขืนปล่อยให้หวีต่อมีหวังหัวล้านแน่…
อย่าเห็นว่าเป็นแค่เด็กสาวผมเหลือง นางคงขลุกอยู่กับเครื่องยนต์กลไกในลานหลังบ้านไม่น้อย เรี่ยวแรงจึงมากกว่าเด็กผู้หญิงทั่วไป แต่พวกงานละเอียดอ่อนคอยปรนนิบัติคนแบบนี้คงไม่เคยทำเลย น้ำหนักมือจึงกะไม่ถูก
เห็นฮองเย่ว์อิงยืนหงอยทำหน้าจ๋อยๆ เหมือนถูกตอกหน้า เผยเชียนก็ยิ้ม แล้วเปลี่ยนเรื่องไปถามเกี่ยวกับการสร้างหน้าไม้ ฮองเย่ว์อิงก็ลืมเรื่องความผิดพลาดของการจับหวีไปทันที เริ่มอธิบายฉอดๆ ว่าหน้าไม้ต้องเลือกไม้แบบไหน ต้องผ่านการดัดแปลงกี่ขั้นตอน ต้องลงแล็กเกอร์และกาวแบบไหน และต้องทำอย่างไรไม้ถึงจะเชื่อมกับชิ้นส่วนสำริดได้
เผยเชียนพยักหน้าคล้อยตาม แต่ความจริงแล้วใจเขาลอยไปคิดเรื่องอื่นเสียแล้ว
ตระกูลฮองจัดงานเลี้ยงฉลองการเลื่อนตำแหน่งในครั้งนี้ แม้จะมีชื่อบังหน้าว่าเป็นการฉลองที่เผยเชียนได้รับตำแหน่งเทียบเท่าขุนนางรับเบี้ยหวัดสองพันต้าน แต่แท้จริงแล้ว จุดประสงค์หลักก็เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับสถานะของตระกูลฮองในเกงจิ๋ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่ตระกูลชัวอย่างชัวมอได้ดำรงตำแหน่งสำคัญใต้บังคับบัญชาของเล่าเปียว
ตระกูลบัง ตระกูลฮอง และตระกูลชัว แม้จะมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกันทางสายเลือด แต่หากตระกูลใดตระกูลหนึ่งตกต่ำลงเป็นเวลานาน และไม่มีคนหนุ่มสาวที่โดดเด่นก้าวขึ้นมา ตระกูลนั้นก็จะค่อยๆ ถูกลดความสำคัญลง จนหลุดออกจากวงสังคมเดิมในที่สุด
ตระกูลบัง ตราบใดที่บังสันบิ๋น และบังทอง ไม่ทำเรื่องโง่เขลา อย่างน้อยก็คงรักษาชื่อเสียงอันรุ่งโรจน์ไว้ได้อีกหนึ่งหรือสองชั่วอายุคน แต่สำหรับตระกูลฮอง หลังจากฮองเสงหงันแล้ว ดูเหมือนจะไม่มีผู้สืบทอดที่โดดเด่น นี่เป็นสิ่งที่ฮองเสงหงันกังวลที่สุด แต่ตอนนี้ จุดอ่อนนี้ของตระกูลฮองได้ถูกเผยเชียนช่วยอุดไปแล้วครึ่งหนึ่ง
เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นแค่ลูกเขย
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ตั้งแต่นี้ต่อไป จะไม่มีใครในตระกูลฮองกล้าตั้งข้อสงสัยในคำพูดและการกระทำของฮองเสงหงันอีก และในอีกแง่มุมหนึ่ง ก็ยังเป็นการปกป้องชื่อเสียงของตระกูลฮองในเกงจิ๋วด้วย
ชื่อเสียงเป็นสิ่งที่มีความน่าสนใจ ชื่อเสียงส่วนบุคคลในหลายๆ ครั้งสามารถควบคุมกระแสสังคมและสิทธิในการพูดได้ ส่วนชื่อเสียงของตระกูลในหลายๆ ครั้งก็สามารถควบคุมการจัดสรรผลประโยชน์และอำนาจในท้องถิ่นได้
ส่วนการตีความคัมภีร์และการแต่งหนังสือ เป็นทฤษฎีและข้ออ้างทางศีลธรรมที่ดูสูงส่ง เป็นการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ เมื่อมีจุดยืนนี้แล้ว บรรดาผู้ดีตระกูลขุนนางถึงจะกล้าเรียกตัวเองว่าตระกูลอันทรงเกียรติ…
ตระกูลอันทรงเกียรติ ความสัมพันธ์สลับซับซ้อน ราวกับใยแมงมุมขนาดยักษ์ที่ครอบคลุมไปทั่วราชวงศ์ฮั่น แต่สำหรับตัวเขาและตระกูลฮองในตอนนี้ ยังห่างไกลจากคำว่าตระกูลอันทรงเกียรติอยู่บ้าง เพียงแค่ครอบครองพื้นที่เล็กๆ เท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น ญาติมิตรที่อยู่รอบตัวเขาก็มีไม่มาก นอกจากคนในตระกูลฮองแล้ว คนในตระกูลเผยก็ใช้ประโยชน์ได้ไม่กี่คน…
คนที่คอยติดตามเขาและเปรียบเสมือนครอบครัวที่แท้จริง กลับมีเพียงลุงฮกคนเดียว
“จริงสิ ตอนนี้ลุงฮกเป็นอย่างไรบ้าง?” เผยเชียนถาม ลุงฮกไม่ค่อยชินกับการอยู่ในป้อมตระกูลฮอง คิดว่าตอนนี้น่าจะยังอยู่ที่เชิงเขาเขาลู่ซาน…
“เอ๊ะ… เรื่องนี้…” ฮองเย่ว์อิงชะงักไป
ม่อโต่วที่อยู่ด้านหลังก็ค่อยๆ หยุดมือลง
“เกิดอะไรขึ้น?” จู่ๆ เผยเชียนก็ใจคอไม่ดี
ฮองเย่ว์อิงยืดคอ เหมือนกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก แล้วพูดตะกุกตะกักว่า “…ลุงฮก ลุงฮกเขา… เมื่อสิบวันก่อน… จากไปแล้ว…”
เผยเชียนลุกพรวดขึ้นทันที ทำเอาม่อโต่วที่กำลังกำผมเขาอยู่เกือบหน้าคะมำ
เผยเชียนแทบไม่เชื่อหูตัวเอง…
ลุงฮก จากไปเงียบๆ แบบนี้…
ไปแล้วหรือ?
ชายชราคนนั้น ที่ตอนข้าลืมตาตื่นขึ้นมา ก็เห็นเขานั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง ตัวสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น ปาดน้ำตาไปพลางขอบคุณสวรรค์ไปพลาง…
ชายชราคนนั้น ที่ตอนข้าสวมเสื้อผิดด้าน ก็รีบเข้ามาช่วย อธิบายด้วยเสียงเบาๆ พลางคอยสังเกตสีหน้าข้าไปด้วย เพราะกลัวว่าข้าจะโกรธ…
ชายชราคนนั้น ที่ตอนข้าร้องตะโกนว่าจะเป็นนักชิมอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์ฮั่น ก็ยืนอยู่ข้างครัวด้วยความหวาดหวั่น ทั้งกังวลและไม่อยากเห็นความฝันของข้าพังทลาย…
ชายชราคนนั้น ที่มองข้าเหมือนเป็นของล้ำค่า ประคองไว้ในมือก็กลัวจะแตกหัก แม้แต่สิ่งประดิษฐ์เล็กๆ น้อยๆ ที่ข้าคิดค้นขึ้น เขาก็มองว่าเป็นผลงานชิ้นเอกสะท้านโลก…
ชายชราคนนั้น ที่มองว่าข้ายังเป็นเด็กเสมอ คอยเป็นห่วงว่าข้าจะกินไม่อิ่ม นอนไม่อุ่น มักจะคิดว่าข้าผอมลงอยู่ตลอดเวลา แต่กลับไม่เคยรู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังซูบผอมและแก่ชราลงทุกวัน…
เผยเชียนหันหลังกลับไป แหงนหน้าขึ้นฟ้า เพราะการทำเช่นนั้น จะช่วยไม่ให้น้ำตาไหลทะลักออกมา
ฮองเย่ว์อิงขยับเท้าเล็กน้อยไปยืนข้างหลังเผยเชียน ดึงชายเสื้อเขาอย่างหวาดๆ ซบหน้าผากเล็กๆ ลงบนแผ่นหลังของเผยเชียน แล้วพูดเสียงสั่นด้วยถ้อยคำที่สับสนว่า “ข้า… ข้าก็ไม่รู้… ช่วงก่อนหน้านี้ ท่านส่งจดหมายมา… ข้ายังไปที่เขาลู่ซาน อ่านให้ลุงฮกฟังด้วยตัวเอง ตอนนั้นลุงฮกยังดีๆ อยู่เลย…”
เผยเชียนกลั้นความปวดร้าวที่จมูก พูดว่า “…ตอนนั้น ลุงฮกพูดว่าอะไรบ้าง?”
ฮองเย่ว์อิงพูดเสียงเบา “ลุงฮกก็ถามว่า ท่านกินอยู่อย่างไร… เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็นอย่างไร… แล้วก็บอกว่าจัดเตรียมเสื้อผ้าไว้ให้บางส่วนแล้ว อากาศเริ่มหนาวขึ้น เลยฝากให้ข้าส่งไปให้ท่าน…”
สุดท้ายเผยเชียนก็กลั้นไว้ไม่อยู่ น้ำตาไหลรินอาบแก้ม
นี่แหละคือลุงฮก ลุงฮกที่เห็นเผยเชียนสำคัญกว่าสิ่งใด ลุงฮกที่ไม่เคยบ่นเรื่องของตัวเองเลย สิ่งที่ถาม สิ่งที่คิด ทุกความรู้สึกในใจมีแต่เผยเชียน!
ลุงฮก…
ไม่นึกเลยว่าการจากเกงจิ๋วครั้งก่อน จะเป็นการจากลากันชั่วนิรันดร์
เผยเชียนร้องไห้สะอึกสะอื้น
มือที่หยาบกร้าน เต็มไปด้วยรอยด้าน แต่ทว่าหนานุ่มและอบอุ่นคู่นั้น ตอนนี้ ไม่มีทางได้จับมันอีกแล้ว…
คนที่โดดเดี่ยว แต่ก็ยังฝืนยิ้ม ใจดีและมีเมตตาคนนั้น ตอนนี้ ไม่มีทางได้พบเจอกันอีกแล้ว…
“ลุงฮก… จากไป… อย่างไร?” น้ำเสียงของเผยเชียนสั่นเครือและขาดห้วง
ฮองเย่ว์อิงก็ร้องไห้กระซิกๆ ไปด้วย พลางพูดว่า “…ลุงฮกเขา ฟังที่บังทองบอก… ตอนเช้าตื่นมาไม่เห็นลุงฮก เลยไปตามหา… ผลปรากฏว่า… บังทองบอกว่า ลุงฮกจากไปอย่างสงบ…”
ฮองเย่ว์อิงพูดจบ ก็ซบหน้าลงบนหลังเผยเชียน แล้วปล่อยโฮออกมา “…ทำไมล่ะ ลุงฮกก็ด้วย ท่านแม่ก็ด้วย… ทำไมทุกคนถึงจากไปหมดเลย… ฮือๆ ทำไม… ฮือๆ ท่านแม่…”
เผยเชียนไร้ซึ่งคำพูดใด ได้แต่แหงนหน้ามองฟ้า
ลมฤดูใบไม้ร่วงอันเงียบเหงาพัดโหมกระหน่ำมาจากแดนไกล พัดพากลุ่มเมฆให้ม้วนตัวและคลายออก พัดผ่านคราบน้ำตาบนใบหน้าของเผยเชียน และพัดพาใบไม้ที่หลงเหลือบนปลายกิ่งให้ร่วงหล่นลงสู่ผืนดินทีละใบๆ…

0 Comments