You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

นกจาบฝนตัวหนึ่งวาดวงโค้งกลางอากาศ ก่อนจะเกาะลงบนต้นไม้ในลานบ้าน เอียงคอเล็กน้อยแล้วใช้จะงอยปากไซ้ขนจัดแต่งทรง จากนั้นก็ถีบตัวทะยานขึ้นสู่หมู่เมฆอีกครั้ง

เฟยหมิ่นเคาะโต๊ะแล้วกล่าวช้าๆ ว่า “หลานรัก เจ้ากุมกำลังในปิงโจวอยู่เท่าใดหรือ?”

นี่คือการประเมินไพ่ในมือซึ่งกันและกัน เฟยหมิ่นจำเป็นต้องรู้ว่าเฟยเฉียนมีกำลังอยู่ในมือเท่าไหร่ ถึงจะสามารถกำหนดได้ว่าในการลงเดิมพันครั้งนี้ ตนเองควรจะลงพนันไปมากน้อยเพียงใด

เฟยเฉียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “ผิงหยาง ยงอัน เป่ยชวี ติ้งหยาง เตียวอิน… ทั้งหมดอยู่ในมือข้า ทหารม้า… ทหารฮั่นสามพัน ทหารหูสองพัน ทหารราบ… ห้าพัน…” เฟยเฉียนไม่กล้าบอกหมด จึงลดยอดรวมพื้นฐานในปัจจุบันลงมาบ้าง ก่อนจะบอกกับเฟยหมิ่น

ยังมีสำนักศึกษาภูเขาดอกท้อ และการค้าระหว่างซีเหอ เหอตง เหอเน่ย ลามไปจนถึงจี้โจวและอิวโจว ซึ่งยังไม่ได้พูดถึง…

แต่แม้เพียงข้อมูลที่เฟยเฉียนเปิดเผยออกมา ก็ทำให้เฟยหมิ่นต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไปเฮือกใหญ่

จากนั้นเฟยหมิ่นก็หลับตาลง ลูกตาดำกลิ้งไปมาอย่างรวดเร็วภายใต้เปลือกตา

“ก่อนพิธีบวงสรวง…” เฟยหมิ่นลืมตาขึ้น กัดฟัน กล้ามเนื้อบนใบหน้ากระตุก กล่าวว่า “เรื่องนี้ต้องรีบจัดการ! อาจะรีบไปหาเพื่อนฝูงสองสามคน…”

เฟยเฉียนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย ไม่นึกว่าการประเมินสถานการณ์ของเฟยหมิ่นจะแม่นยำถึงเพียงนี้ เวลาที่เลือกก็ตรงกับช่วงเวลาที่เขาตั้งใจจะใช้ในการหาทางถอยพอดี

การบวงสรวงนิมิตมงคลในตอนนี้คือแผนการฉาบหน้าเพื่อเสริมบารมีของอ้องอุ้น ก่อนหน้านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าการบวงสรวงทั้งหมดจะดำเนินไปอย่างราบรื่น จะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ แต่เมื่อการบวงสรวงเสร็จสิ้นลง และใช้ความยิ่งใหญ่น่าเกรงขามนั้นกดดันลงมา…

เฟยหมิ่นไม่ได้ถามด้วยซ้ำว่าเฟยเฉียนเลือกที่จะรั้งอยู่ในเมืองหลวงหรือจะอยู่ปิงโจว…

หากพิจารณาจากดินแดนที่เฟยเฉียนมีอยู่ในมือตอนนี้ หากให้รับตำแหน่งในฉางอันและเลื่อนขั้นขึ้นไป ก็คงมีแต่ต้องแต่งตั้งให้เป็นเก้าเสนาบดี ซึ่งในปัจจุบัน มันจะเป็นไปได้งั้นหรือ?

ดังนั้นจึงมีทางเดียวคือ รั้งอยู่ที่ปิงโจว นี่คือหนทางที่สอดคล้องกับผลประโยชน์สูงสุด และสอดคล้องกับผลประโยชน์ของตระกูลเฟย…

“หลานจะรีบไปเข้าพบท่านซัวจงหลาง…” เฟยเฉียนรีบกล่าวตาม

“ดี!” เฟยหมิ่นกล่าว “ให้เฟยลู่ติดตามเจ้าไปด้วย หากมีข่าวคราวเปลี่ยนแปลงใดๆ…”

“รับทราบคำสั่งท่านอา หลานขอตัวลาก่อนขอรับ” เฟยเฉียนประสานมือคารวะ

เฟยหมิ่นพยักหน้า กล่าวว่า “เรื่องเร่งด่วน อาเองก็ต้องเตรียมตัวเล็กน้อย” พูดจบก็ลุกขึ้นเดินไปส่งเฟยเฉียนสองสามก้าว มองสบตากัน พยักหน้า แล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายไปทำธุระของตน

เฟยเฉียนขึ้นคร่อมม้า สะบัดแส้ม้า ทันใดนั้นในใจก็เกิดความรู้สึกบางอย่าง: นี่อาจจะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ข้ามเวลามายุคราชวงศ์ฮั่น ที่เขาได้ร่วมมือกับคนในตระกูลของตัวเอง?

ไม่รู้เลยว่าควรจะรู้สึกตลกร้าย หรือควรรู้สึกว่าเรื่องบนโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอนกันแน่?

××××××××××××××××××

ณ ห้องหนังสือในจวนตระกูลซัว

“เจ้ายึดซ่างจวิ้นมา… ง่ายดายเกินไปหน่อย…” ซัวหยงนั่งตัวตรง ลูบเครา หลังจากฟังคำบอกเล่าของเฟยเฉียนและครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวขึ้นมา

ง่ายดายเกินไปงั้นหรือ?

หมายความว่าข้าเริ่มเปิดศึกทวงคืนซ่างจวิ้นเร็วเกินไป หรือว่า…

ซัวหยงลุกขึ้น ค้นหาในชั้นหนังสือครู่หนึ่ง ดึงม้วนไม้ไผ่ออกมาม้วนหนึ่ง ยื่นให้เฟยเฉียน พยักพเยิดหน้าให้เขาอ่าน

เฟยเฉียนรับมาเปิดดู เห็นอักษรบนม้วนไม้ไผ่สองแถวแรกเขียนว่า: “กระหม่อมเห็นว่าอดีตจักรพรรดิทรงต้องการเปิดดินแดนตะวันตกตั้งตำแหน่งเจี้ยวเว่ย ทรงไตร่ตรองมาสิบกว่าปีจึงได้ออกนโยบายใหญ่นี้ ตีซยงหนูทางเหนือ ส่งทูตสู่ดินแดนตะวันตก…”

ยุคราชวงศ์ฮั่นไม่มีการเว้นวรรคประโยค น่ารำคาญจริงๆ

เฟยเฉียนกลั่นกรองและจัดระเบียบข้อมูลในหัว เงยหน้าขึ้นถามว่า “ฎีกาของปันติ้งหย่วนหรือขอรับ?”

ซัวหยงหลับตาพยักหน้าเบาๆ ไม่พูดอะไร เฟยเฉียนจึงอ่านต่อไป…

ฎีกาของปันกู้ไม่ได้ยาวนัก แค่ประมาณห้าหกร้อยคำ ไม่นานเฟยเฉียนก็อ่านจบ เขาขมวดคิ้วครุ่นคิด

ปันกู้เป็นยอดคนผู้บุกเบิกเส้นทางสู่ดินแดนตะวันตกในยุคราชวงศ์ฮั่น สังหารทูต ส่งนักฆ่าลอบสังหาร ใช้แผนบ่อนทำลาย อาศัยกำลังศัตรูทำลายศัตรู ปล่อยไปตามน้ำ ทำทุกวิถีทางไม่เลือกหน้า จึงสามารถสร้างอิทธิพลของราชวงศ์ฮั่นให้แข็งแกร่งและคงอยู่ในดินแดนตะวันตกมาได้อย่างยาวนาน

แล้วท่านอาจารย์ซัวหยงเอาม้วนไม้ไผ่นี้มาให้ดูหมายความว่ายังไง?

อย่าเห็นว่าปันเตียวเป็นคนในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันตก การเขียนฎีกาของเขากลับสอดคล้องกับหลักการเขียนสุดเจ๋งแบบ “แมคคินซีย์” ในยุคหลังๆ คือ เริ่มต้นด้วยการใช้คำไม่ถึงร้อยคำเพื่อสรุปใจความสำคัญของเรื่องทั้งหมด จากนั้นก็ใช้สี่มุมมอง “อดีตปัจจุบันทั้งในและนอก” มาเป็นข้อสนับสนุน จากนั้นก็เชื่อมโยงเข้ากับสถานการณ์จริงของตนเองเพื่อขยายความ พร้อมกับยกตัวอย่างมาตรการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และปิดท้ายด้วยการสรรเสริญความยิ่งใหญ่ของบ้านเมืองและแสดงความมุ่งมั่นปรารถนาอันดีงาม…

ถึงแม้จะเอาไปให้เด็กมัธยมปลายสมัยหลังสอบเข้ามหาลัย ก็คงได้คะแนนระดับท็อปอย่างง่ายดาย

เฟยเฉียนพิจารณาฎีกาฉบับนี้อีกครั้ง ตัดพวกคำพูดเยินยอจุกจิกทั้งหัวและท้ายออกไป แล้วเอาเรื่องที่เกี่ยวกับกุยจือออกไป ก็จะเหลือเพียงประโยคเหล่านี้:

“กระหม่อมคิดไตร่ตรองมาตลอด ขุนนางชั้นผู้น้อยเช่นกระหม่อม ปรารถนาจะติดตามก๊กเกียตไปพลีชีพในแดนไกล เพื่อตอบแทนท่านเตียวเกียนที่ยอมสละชีวิตในถิ่นทุรกันดาร”

“กระหม่อมเคยรับบัญชานำทหารและขุนนางสามสิบหกนายมุ่งหน้าสู่แดนไกล ประสบกับความยากลำบากแสนสาหัส”

“ตั้งแต่เฝ้าเมืองซูเล่อมาอย่างโดดเดี่ยวจนถึงบัดนี้เป็นเวลาห้าปีเต็ม กระหม่อมเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของพวกหูเป็นอย่างดี”

ความรักชาติอย่างเปี่ยมล้น มีแล้ว ความดีความชอบจากความยากลำบากแสนสาหัส มีแล้ว หลักฐานยืนยันประสบการณ์ที่โชกโชน มีแล้ว ถ้าเปลี่ยนเป็นคำพูดของยุคหลังก็คือ

พวกเกรียนคีย์บอร์ดทั้งหลายหลบไปเลย ตอนที่กูผจญภัยอยู่ในดินแดนตะวันตก พวกมึงยังดูดนมแม่กันอยู่เลย!

ดังนั้นเมื่อรวมกับคำว่า “ง่ายดายเกินไป” ที่ท่านอาจารย์ซัวหยงพูดก่อนหน้านี้ ความหมายก็คือ พวกปากหอยปากปูในราชสำนักเริ่มหวั่นไหวและกำลังจะเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว…

เป็นเพราะก่อนหน้านี้ซ่างจวิ้นถูกทิ้งร้างและย้ายที่ทำการ ข้อมูลมากมายจึงไม่ได้ถูกส่งมาถึงราชสำนัก หลายคนไม่รู้สถานการณ์ที่แท้จริงของซ่างจวิ้นเลย ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ก่อนที่ปันกู้จะเดินทางไปดินแดนตะวันตกมาก

รู้แค่ว่ามีคนพวกนั้นอยู่ตรงนั้น แต่เป็นยังไง ไม่รู้ สู้ได้ไหม ไม่รู้ ดังนั้นขุนนางใหญ่ในราชสำนักหลายคนจึงไม่กล้าเสี่ยงเข้าไปยุ่งในดินแดนที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบางแบบนั้น

ทว่าหมอกควันแห่งสงครามนี้กลับถูกเฟยเฉียนปัดเป่าออกไป ทำให้หลายคนต้องตกใจเมื่อพบว่า ที่แท้ซ่างจวิ้น…

เด็กหนุ่มอายุเพิ่งจะยี่สิบ แค่พริบตาเดียวก็สามารถยึดพื้นที่ในซ่างจวิ้นคืนมาได้อย่างง่ายดาย เริ่มทวงคืนอำเภอต่างๆ ในซ่างจวิ้นได้แล้ว ถ้าเปลี่ยนเป็นตัวข้าที่มีประสบการณ์มากกว่า ทำงานบริหารหรือการทหารมาหลายปีไปทำแทน มันจะไม่ยิ่ง…

เชี่ยเอ๊ย!

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง!

ผลงานใครบ้างไม่อยากได้ ของฟรีใครบ้างไม่อยากเอา? ยิ่งไปกว่านั้นเฟยเฉียนยังถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “ขุนนางชั้นผู้น้อย” ที่เพิ่งได้รับการเลื่อนขั้นมาได้ไม่นาน จะจัดการอะไรก็ง่ายแสนง่าย…

เฟยเฉียนวางม้วนไม้ไผ่ลง ม้วนเก็บเงียบๆ วางไว้บนโต๊ะ กล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้น… ฮองฮูสงหรือขอรับ?”

เรื่องแบบนี้ พอถูกกระชากม่านบางๆ ที่ใช้ปกปิดความน่าละอายออกไป รายละเอียดอันน่าเกลียดน่าชังมากมายก็จะถูกเปิดโปงออกมาให้เห็น…

ตำแหน่งสูงกว่าเฟยเฉียน ประสบการณ์มากกว่า มีชื่อเสียงโด่งดังกว่า มีประสบการณ์ในการนำทัพมากกว่า ทั่วทั้งราชสำนัก ยังจะมีใครอีก?

ขุนนางบุ๋นบู๊ทั่วราชสำนัก ผู้ที่เคยนำทัพ เดิมทียังมีโลติด มีเตียวอุ๋น มีจูฮี

แต่น่าเสียดาย คนหนึ่งเร้นกาย คนหนึ่งถูกฆ่าตาย อีกคนหนึ่งหนีหัวซุกหัวซุน เหลือเพียงคนเดียวก็คือฮองฮูสง…

หากมองประวัติศาสตร์ยุคราชวงศ์ฮั่นอย่างละเอียด บางครั้งก็เป็นแบบนี้แหละ คนรุ่นก่อนทำเรื่องบัดซบเอาไว้มากเกินไป ทำให้คนรุ่นหลังต้องแบกรับความฉิบหาย…

ถ้าโลติดไม่ถูกขันทีใส่ร้ายจนโดนปลดอำนาจทหาร ตอนที่ตั๋งโต๊ะเข้าเมืองหลวง อย่างน้อยก็ยังพอมีกำลังต่อสู้ได้…

ถ้าไม่ใช่เพราะตอนที่ขุนนางผู้มีประสบการณ์นำทัพเหล่านี้ถูกกลั่นแกล้ง แต่อ้องอุ้นเอาแต่นั่งดูดาย ไม่ยื่นมือเข้าช่วย ตอนนี้ก็คงไม่ถึงขั้นไม่มีคนให้ใช้หรอก…

ถ้าเตียวอุ๋นยังไม่ตาย การออกหน้าจัดการพวกขุนพลซีเหลียง ก็น่าจะยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง…

อย่างน้อยเตียวอุ๋นในฐานะไท่เว่ย ก็เคยเป็นผู้บังคับบัญชาของตั๋งโต๊ะ และเคยปราบปรามกบฏเผ่าเชียงตะวันตกมาก่อน…

แต่มันไม่มีคำว่า ‘ถ้า’ บนโลกใบนี้…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note