ตอนที่ 510 นิมิตมงคลที่แท้จริง
แปลโดย เนสยัง“ข้า เผยเฉียน ถวายบังคมฝ่าบาท!”
การมาเยือนฉางอันของเผยเฉียนในครั้งนี้ มาในนามของขุนนางที่นำนิมิตมงคลมาถวาย ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำย่อมเป็นการเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ ไม่ใช่ต่างคนต่างกลับบ้าน
ณ ท้องพระโรงใหญ่แห่งพระราชวังเว่ยหยาง พระเจ้าเหี้ยนเต้ประทับอยู่บนบัลลังก์ ด้วยสีหน้าเบิกบาน พระกระยาหงายตรง พระพักตร์ดวงน้อยๆ ราวกับกำลังเปล่งประกายแห่งความผ่อนคลาย
เบาะผ้าไหมใบใหญ่ที่เคยวางอยู่ข้างบัลลังก์ บัดนี้ถูกเก็บออกไปตั้งแต่แรกแล้ว พระเจ้าเหี้ยนเต้ถึงกับทอดพระเนตรเห็นเบาะผ้านั้นถูกสับเป็นชิ้นๆ แล้วเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน ก่อนจะถูกราดน้ำและกวาดทิ้งลงคูน้ำไป…
ราวกับว่าการทำเช่นนั้น จะช่วยให้เงามืดที่คอยบดบังพระองค์มาตลอด หายไปจากโลกนี้อย่างแท้จริงและหมดจด
นี่เป็นความรู้สึกแปลกใหม่ที่พระเจ้าเหี้ยนเต้ไม่เคยสัมผัสมาก่อน มันยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าตอนที่พระองค์ขึ้นครองราชย์เสียอีก แม้ตอนนี้จะมีหลายเรื่องที่พระองค์ยังไม่ค่อยเข้าใจ หรือยังไม่อาจแสดงทรรศนะอันเฉียบคม หรือแก้ปัญหาความขัดแย้งที่แท้จริงได้ ทว่าบัดนี้ พระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงพอพระทัยแล้ว ทรงเชื่อมั่นว่าอนาคตจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน
“ลุกขึ้นเถิด” พระเจ้าเหี้ยนเต้พยายามดัดพระสุรเสียงให้ดูเคร่งขรึม หวังจะให้ฟังดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น
“ขอบพระทัยฝ่าบาท!” เผยเฉียนโขกศีรษะอีกครั้ง แล้วจึงลุกขึ้นยืน
พระเจ้าเหี้ยนเต้ทอดพระเนตรเผยเฉียนที่ยืนอย่างสง่าผ่าเผยอยู่เชิงบันได เมื่อเทียบกับความทรงจำแล้ว เผยเฉียนในยามนี้ดูเหมือนจะมีผิวคล้ำขึ้นเล็กน้อย และเริ่มมีหนวดเคราขึ้นที่คาง ดูเหมือนแม่ทัพมากกว่าขุนนางฝ่ายบุ๋นเสียอีก…
พระเจ้าเหี้ยนเต้ลอบยิ้มบางๆ อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต ทรงกะพริบพระเนตรให้เผยเฉียน สีหน้าท่าทางแทบไม่ต่างจากวันนั้นที่หมู่บ้านตระกูลชุยเลย ที่คนหนึ่งอยู่ข้างใน อีกคนอยู่ข้างนอก…
ทว่าวันเวลาเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าเหี้ยนเต้หรือเผยเฉียน ล้วนเปลี่ยนแปลงไปมาก
อองอุ้นมองดูเผยเฉียน ด้วยความรู้สึกที่เบิกบานเช่นกัน กล่าวว่า “ท่านขุนพลจงหลางเผย ท่านว่าที่ดินแดนทางเหนือมีนิมิตมงคลมาถวายงั้นหรือ?”
ก่อนหน้านี้ ตอนที่เผยเฉียนบอกว่าด่านหานกู่มีไอหมอกสีม่วงซึ่งเป็นนิมิตมงคล แม้อองอุ้นจะไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ในใจกลับไม่เห็นด้วย และคิดว่าเผยเฉียนคงแค่พูดจาไร้สาระ
ทว่าในครั้งนี้ อืม อองอุ้นรู้สึกว่าชายหนุ่มผู้นี้ ดูเหมือนจะมีข้อดีอยู่บ้างเหมือนกัน…
อย่างน้อยก็ในโอกาสแรก เขาได้ชูธงสนับสนุนการทำความถูกต้อง และนำนิมิตมงคลมาถวาย การกระทำเช่นนี้มิใช่เป็นการพิสูจน์ว่า การลงดาบสังหารตั๋งโต๊ะในก่อนหน้านี้ ได้รับการเห็นชอบจากสวรรค์หรอกหรือ?
มิฉะนั้นจะมีนิมิตมงคลได้อย่างไร?
เผยเฉียนประสานมือ กล่าวด้วยน้ำเสียงดังกังวานว่า “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาททรงตอบสนองต่อสวรรค์เบื้องบน ปลอบประโลมราษฎรเบื้องล่าง เปิดทางให้ขุนนางผู้ภักดีได้กราบทูล จัดระเบียบราชวงศ์ให้เป็นธรรม สงบความวุ่นวายทั่วแผ่นดิน ยุติความโกรธแค้นของเหล่าผู้กล้า กอบกู้ราษฎรให้พ้นจากความทุกข์เข็ญ ปลดเปลื้องภยันตรายของสรรพชีวิต บัดนี้ พระกรณียกิจสำเร็จลุล่วง ฟ้าดินตอบรับ ทวยเทพปกปักรักษา จึงได้ประทานนิมิตมงคลมา ข้าพระพุทธเจ้าขอเป็นตัวแทนนำมาถวายแทบเบื้องพระบาท เพื่อแสดงถึงน้ำพระทัยของสวรรค์และดิน และเพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของราษฎร! นี่คือนิมิตหมายอันดีแห่งพระบารมีของฝ่าบาท และความปรีชาสามารถของเหล่าขุนนาง! ขอทรงพระเจริญ พระเจริญ พระเจริญยิ่งยืนนาน!”
เผยเฉียนท่องบทสรรเสริญได้อย่างคล่องแคล่ว อย่างไรเสีย นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาทำแบบนี้ และเมื่อสิ้นเสียงสรรเสริญ เหล่าขุนนางที่อยู่สองข้างทางก็ไม่ยอมน้อยหน้า พากันเปล่งเสียงสรรเสริญตาม ทันใดนั้น ทั่วทั้งท้องพระโรงก็ดังกึกก้องไปด้วยคำว่า “ทรงพระเจริญ” บรรยากาศดูชื่นมื่น กลมเกลียว ราวกับกษัตริย์และขุนนางต่างก็มีความสุขกันถ้วนหน้า…
นิมิตมงคลในยุคราชวงศ์ฮั่นนั้น อืม เป็นอะไรที่เชื่อถือไม่ได้สุดๆ
เรื่องนี้แทบจะเป็นความลับที่รู้กันทั่วไป อย่างเช่น การโห่ร้องคำว่า “ทรงพระเจริญ” ก็เคยถือเป็นนิมิตมงคลมาแล้ว…
ในฤดูใบไม้ผลิ ปีแรกแห่งรัชศกหยวนเฟิง พระเจ้าฮั่นอู่ตี้ได้เสด็จไปประกอบพิธีบวงสรวงที่ภูเขาไท่ซื่อ (ภูเขาซงซาน) ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ ก็มีคนได้ยินเสียงตะโกนว่า “ทรงพระเจริญ” ดังขึ้นสามครั้งซ้อน และดังมาก พระเจ้าฮั่นอู่ตี้จึงทรงถามคนที่อยู่บนเขาว่าใครเป็นคนตะโกน สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ขุนนางที่ติดตามอยู่บนเขาต่างก็ปฏิเสธว่าไม่ได้ตะโกน แต่ก็ได้ยินเสียงนั้นเช่นกัน จากนั้นพระเจ้าฮั่นอู่ตี้ก็ไปถามคนที่อยู่ตีนเขา พวกเขาก็บอกว่าได้ยินเสียง แต่ไม่ได้เป็นคนตะโกน
ดังนั้น เรื่องเสียงตะโกน “ทรงพระเจริญ” นี้ จึงถูกบันทึกไว้ว่าเป็น “นิมิตมงคล”
ขนาดเสียงตะโกนคำว่าทรงพระเจริญยังกลายเป็นนิมิตมงคลได้ แล้วมีอะไรในราชวงศ์ฮั่นที่จะยอมรับไม่ได้อีกล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้น “นิมิตมงคล” ที่เผยเฉียนนำมาถวายในครั้งนี้ ช่างเป็นสิ่งที่แปลกประหลาด และเป็นของจริงแท้แน่นอนเสียด้วย แกะสี่เขา…
นั่นคือแกะที่เขาและเจี่ยฉวีบังเอิญพบในฝูงแกะในวันนั้น
โชคดีที่เผยเฉียนรู้ถึงคุณค่าของแกะตัวนี้ จึงได้สั่งให้คนคอยดูแลอย่างดี จนกระทั่งวันนี้ ได้นำมาถวายถึงหน้าพระที่นั่ง ณ พระราชวังเว่ยหยางในนครฉางอัน
เมื่อแกะสี่เขาตัวนี้ ซึ่งถูกอาบน้ำจนขนขาวสะอาดตา และคลุมด้วยผ้าไหมสีแดง ถูกทหารรับใช้จูงเข้ามาในท้องพระโรง ทุกคนก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
หากมองในมุมมองของสายพันธุ์ ไม่ว่าจะในยุคราชวงศ์ฮั่นหรือในยุคหลัง แกะสี่เขาก็ถือเป็นสายพันธุ์กลายพันธุ์ที่หาได้ยากยิ่ง
ทันใดนั้น ขุนนางบางคนในท้องพระโรงก็เริ่มพูดจาชื่นชม ยกยอไปถึงขั้นว่ามันเหยียบเมฆมงคล หายใจมีไอหมอกสีม่วงออกมา ชั่วขณะนั้น เสียงอื้ออึงก็ดังไปทั่วราวกับอยู่ในตลาด
เนื่องจากแกะตัวนี้ได้รับการเลี้ยงดูจากคนโดยเฉพาะตั้งแต่วันที่เผยเฉียนพบมัน มันจึงไม่ตื่นกลัวคน และไม่ตื่นกลัวเสียงดัง มันยืนนิ่งอย่างมั่นคง ปากก็ยังคงเคี้ยวเอื้องหญ้าที่เพิ่งกินเข้าไป ท่าทางเช่นนี้ ยิ่งเป็นการยืนยันว่านิมิตมงคลที่อยู่ตรงหน้านี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริง…
อองอุ้นเมื่อได้เห็นแกะสี่เขาตัวนี้ ในใจก็รู้สึกโล่งอก แม้แต่สายตาที่มองเผยเฉียน ก็ดูอ่อนโยนพอๆ กับที่มองแกะสี่เขาตัวนั้น เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับพระเจ้าเหี้ยนเต้ แล้วกล่าวเสียงดังว่า “ราชวงศ์ฮั่นต้องประสบภัยจากกบฏตั๋งโต๊ะ ทำลายระบบการปกครอง ข่มเหงราษฎร ทำเรื่องเลวร้าย สร้างความโกรธแค้นไปทั่วแผ่นดิน…”
อองอุ้นพูดจาปลุกใจอย่างฮึกเหิมอยู่นานกว่าสิบห้านาที เริ่มตั้งแต่เรื่องสวรรค์ไปจนถึงแผ่นดิน จากตะวันตกไปจนถึงตะวันออก น้ำลายกระเซ็น บรรยายอย่างออกรส ทำเอาเผยเฉียนที่ฟังอยู่รู้สึกนับถือ แต่ก็รู้สึกปวดหัวตึบๆ…
ทว่าคำพูดทิ้งท้ายของอองอุ้น ก็ถือเป็นการสรุปและรับรองแกะสี่เขาตัวนี้ของเผยเฉียน โดยได้รับการยืนยันจากอองอุ้น ผู้ซึ่งเป็นเหมือนนักวิจารณ์อันดับหนึ่งของราชวงศ์ฮั่นในขณะนี้ ว่ามันคือหนึ่งในสิบนิมิตมงคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของราชวงศ์ฮั่น…
ส่วนอีกเก้านิมิตมงคลคืออะไรน่ะหรือ?
อองอุ้นไม่ได้บอก และเผยเฉียนก็ไม่รู้
ยังไงซะ ตอนนี้แกะสี่เขาตัวนี้ก็ถือเป็นหนึ่งในสิบอันดับแรกแล้ว!
ใครกล้ากินดีหมีหัวใจเสือแล้วบอกว่าไม่ใช่ล่ะ!?
เรื่องที่เหลือหลังจากนี้ โดยพื้นฐานแล้วก็ไม่เกี่ยวกับเผยเฉียนอีกต่อไป อองอุ้น ผู้ซึ่งอายุมากแต่เพิ่งจะได้กุมอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน ดูเหมือนจะมีพลังงานล้นเหลือ หลังจากเพิ่งจะพ่นคำสรรเสริญเยินยอไปยาวเหยียดถึงสิบห้านาที ก็รีบหันไปปรึกษาหารือกับไท่ฉาง เส้าฝู และจงเจิ้ง เรื่องการจัดงานบวงสรวงครั้งใหญ่โดยใช้แกะสี่เขาตัวนี้…
เผยเฉียนค่อยๆ ถอยกลับไปยืนประจำที่ของตน
ทางด้านหน้าของกลุ่มขุนนางฝ่ายบุ๋น ชัวหยงกำลังยิ้มกริ่ม และพยักหน้าให้เขาเบาๆ…
ส่วนลิโป้ก็เอียงคอเล็กน้อย เมื่อเห็นเผยเฉียนหันมามอง ก็ทำท่าทางเหมือนกำลังดื่มเหล้า เป็นการชวนเผยเฉียนไปดื่มเหล้าด้วยกันอย่างชัดเจน…

0 Comments