ตอนที่ 496 สหายธรรม โปรดออกเดินทาง
แปลโดย เนสยังณ ห้องโถงที่สว่างไสว เสื่อไม้ไผ่เนื้อละเอียด โต๊ะเตี้ยหนึ่งตัว ชายผู้หนึ่งนั่งอยู่เพียงลำพัง
อ้วนหงุยนั่งนิ่งอยู่ในท่านี้มาเป็นเวลานานแสนนาน จนกระทั่งมีเงาร่างของผู้หนึ่งมาบดบังอยู่เบื้องหน้า
“ขอคารวะท่านราชครูอ้วน!” อองอุ้นประสานมือคารวะ
อ้วนหงุยปรือตาขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “วันนี้ท่านซือถูอองอุ้นมีเวลาว่าง มาเยี่ยมเยียนคนใกล้ตายอย่างข้าหรือ?”
อองอุ้นไม่ได้ตอบโต้ประโยคนี้ เพียงแต่ยิ้มบางๆ แล้วค่อยๆ เดินเข้ามานั่งลงข้างโต๊ะ
ผู้ติดตามของอองอุ้นคุกเข่าลงข้างๆ ทั้งสอง จากนั้นก็จัดเตรียมเตาไฟ ถ่านหิน หม้อต้มน้ำทองแดง และกระบวยตักน้ำ จัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ก่อนจะกราบลาออกไป ปล่อยให้ห้องโถงนี้เหลือเพียงอ้วนหงุยและอองอุ้นสองคน
อองอุ้นถกแขนเสื้อขึ้น ลงมือทำด้วยตนเอง เขาเติมถ่านหินลงไป จากนั้นก็นำหม้อต้มน้ำทองแดงไปตั้งบนเตาไฟ
อ้วนหงุยหลุบตาลง คล้ายกับไม่สนใจสิ่งรอบข้าง และไม่สนใจว่าอองอุ้นกำลังทำอะไร ราวกับเป็นผู้ทรงศีลที่ละทิ้งทางโลกไปแล้ว
อองอุ้นก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เฝ้าดูแลเตาไฟเล็กๆ นั้น มองดูน้ำในหม้อทองแดงที่เริ่มกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น จากความเงียบสงบสู่ความปั่นป่วน ฟองอากาศเริ่มผุดขึ้นมาอย่างหนาแน่น ชั่วขณะนั้น ภายในห้องโถงที่สว่างไสว จึงหลงเหลือเพียงเสียงน้ำเดือดพล่าน
เมื่อน้ำเริ่มเดือด อองอุ้นก็หยิบกล่องไม้เคลือบเงาที่สลักลวดลายอย่างประณีตออกมา นำผงชาที่ผ่านการบดและร่อนมาอย่างดีใส่ลงไปในน้ำ พร้อมกับใช้ทัพพีทองแดงด้ามยาวคนเบาๆ ในหม้อ เพื่อให้ผงชาและน้ำผสมผสานกันอย่างลงตัว
อุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ เริ่มมีฟองอากาศผุดขึ้นมา สีของน้ำในหม้อทองแดงก็เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อใส่ชาลงไป อองอุ้นหยิบกระปุกกระเบื้องสลักลายใบเล็กขึ้นมา ใช้ช้อนเงินตักเกลือสีเขียวออกมาเล็กน้อย แล้วโรยลงในหม้อทองแดง
นี่คือการเดือดครั้งแรก
ผ่านไปครู่หนึ่ง ภายในหม้อทองแดงเริ่มมีฟองสีขาวลอยขึ้นมา อองอุ้นค่อยๆ หมุนข้อมือ ตักฟองสีขาวที่ลอยอยู่บนผิวน้ำออกมาใส่ไว้ในชามที่เตรียมไว้ข้างๆ
เมื่อตักฟองสีขาวออกจนเกือบหมด อองอุ้นก็เติมน้ำเย็นลงไปในหม้อทองแดงอีกหนึ่งช้อน แล้วใช้ทัพพีคนเบาๆ ต่อไป
นี่คือการเดือดครั้งที่สอง
แม้น้ำเย็นจะช่วยลดอุณหภูมิลง แต่แท้จริงแล้วน้ำก็ยังคงร้อนจัด กลิ่นหอมของชาค่อยๆ โชยออกมา ผิวน้ำกระเพื่อมราวกับคลื่นลูกเล็กๆ อองอุ้นตักฟองสีขาวที่พักไว้ในชาม กลับไปใส่ในหม้อทองแดงเพื่อหยุดการเดือด จากนั้นก็ใช้ผ้าไหมรองมือ ยกหม้อทองแดงลงจากเตาไฟ
นี่คือการเดือดครั้งที่สาม
หลังจากผ่านการเดือดทั้งสามครั้ง น้ำชาก็พร้อมเสิร์ฟ
อองอุ้นรินน้ำชาพลางกล่าวว่า “ชาของท่านปรมาจารย์เก๋อ ใสบริสุทธิ์และสง่างาม หากเติมสิ่งอื่นเจือปนย่อมเสียรสชาติ ดังนั้นเพียงเติมแหล่งกำเนิดแห่งรสชาติ (เกลือ) เพียงเล็กน้อยก็เพียงพอแล้ว… ท่านราชครูอ้วน เชิญดื่มชา”
น้ำชามีปริมาณพอดีสำหรับสองชาม อองอุ้นกล่าวพลางเลื่อนชามชาที่วางบนถาดไม้ไปทางอ้วนหงุยอย่างช้าๆ
กลิ่นหอมไหม้อ่อนๆ จากการคั่วใบชา ผสมผสานกับกลิ่นหอมสดชื่นของใบชาที่ผ่านการต้ม ลอยกรุ่นอยู่ตรงหน้า ทำให้อ้วนหงุยเผลอสูดจมูกเบาๆ “ท่านซือถูอองอุ้นช่างมีฝีมือยอดเยี่ยมจริงๆ อพยพมาถึงเมืองหลวงตะวันตก ก็ยังมีชาของท่านปรมาจารย์เก๋อให้ดื่ม…”
อองอุ้นยิ้มบางๆ แล้วหยิบกล่องไม้เคลือบเงาที่ใส่ชาขึ้นมา เปิดออกให้อ้วนหงุยดู พลางกล่าวว่า “หมดหม้อนี้แล้วล่ะ”
คิ้วของอ้วนหงุยกระตุกเล็กน้อย จากนั้นก็ยกชามชาขึ้นมาจิบอย่างช้าๆ
เมื่อดื่มชาหมดชาม อ้วนหงุยก็วางชามลง จู่ๆ ก็เคาะโต๊ะเบาๆ แล้วเริ่มร่ายกวีด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ “ดุจดื่มน้ำพุเหลือง ร่างกายแหลกสลาย วิญญาณกลับคืนสู่ถิ่น ฟ้าดินดับสูญ หวนนึกถึงอดีต กาลเวลาไม่คอยท่า…” น้ำเสียงเริ่มจากความเคียดแค้น ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความสับสน และจบลงด้วยความโศกเศร้า เสียงค่อยๆ แผ่วเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน
“ท่านอ้วน เหตุใดจึงกล่าวเช่นนี้!” อองอุ้นกล่าวปลอบโยน
อ้วนหงุยนิ่งเงียบไปพักใหญ่ จึงกล่าวว่า “จะประหารเมื่อใด? ยาพิษ หรือผ้าแพรขาว?”
อองอุ้นชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มกล่าว “ท่านเข้าใจผิดแล้ว! ท่านราชครูเข้าใจผิดแล้ว! มีงานใหญ่รอท่านอยู่ จะด่วนจากไปได้อย่างไร?”
อ้วนหงุยชะงักไปเช่นกัน กลอกตาไปมาสองสามรอบ แล้วกล่าวว่า “ท่านซือถูอย่าได้ล้อเล่นเลย บ้านหลังคาหญ้าผนังดิน ทาสีขาวด้วยเปลือกหอย หลังคามุงกระเบื้อง สภาพเช่นนี้จะมีงานใหญ่อะไรให้ทำได้เล่า?”
อองอุ้นหัวเราะลั่น กล่าวว่า “ห้องโถงกว้างห้าเชียะ มีอาหารเลิศรส มีที่นอนนุ่มสบาย จะถือว่าลำเอียงได้อย่างไร?”
อ้วนหงุยหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ลูบหนวดเครา แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงคาดหวังเล็กน้อย “ทางตะวันออก… ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ลั่วหยางถูกเผาทำลาย ทางตะวันออก…” เรื่องนี้เป็นเพียงเพราะอ้วนหงุยถูกกักบริเวณ ทำให้ข่าวสารไม่ถึงมือ แต่ก็ไม่ใช่ความลับอะไร และไม่ช้าก็เร็วเขาก็ต้องรู้ ดังนั้นอองอุ้นจึงไม่ปิดบัง กล่าวออกไปตรงๆ “…ก็แตกฉานซ่านเซ็นไปหมดแล้ว!”
อ้วนหงุยเงยหน้าขึ้น จากนั้นแผ่นหลังก็ค่อยๆ โค้งงอลง ศีรษะก็ตกลง “ถ้าเช่นนั้น กงลู่ (อ้วนสุด), ปุนโช (อ้วนเสี้ยว)…”
“กงลู่อยู่ที่ยวี่โจว ปุนโชอยู่ที่จี้โจว”
อ้วนหงุยถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง ส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มขมขื่น พึมพำประโยคหนึ่ง “ดวงดาวทอแสงริบหรี่ ตัวข้าอยู่ประจิม เขาอยู่บูรพา ฮ่า ฮ่าฮ่า… ชะตาชีวิตช่างอาภัพนัก…”
“ท่านอ้วนอย่าได้ดูแคลนตนเองเลย…”
อองอุ้นยังไม่ทันได้พูดปลอบใจ อ้วนหงุยก็โพล่งถามขึ้นมาตรงๆ “ท่านอัครมหาเสนาบดีต้องการให้ข้าทำสิ่งใด?”
ทำเอาอองอุ้นถึงกับสะดุดไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีสิ่งใด เพียงแค่อยากเชิญท่านราชครูมารับตำแหน่งต้าซือนง (อธิบดีกรมคลัง)…”
“ต้าซือนง?” อ้วนหงุยทวนคำเสียงสูง จู่ๆ ก็เบิกตารูปสามเหลี่ยมจ้องเขม็ง “จื่อซือ (อองอุ้น) โปรดกล่าวความจริงมาเถิด”
อองอุ้นถอนหายใจ นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า “ท่านอัครมหาเสนาบดีต้องการรื้อฟื้นตำแหน่งซุยเหิงตูเวย์ (ผู้บัญชาการราชทรัพย์) ขึ้นมาใหม่”
“ซุยเหิงตูเวย์…” อ้วนหงุยพึมพำทวนคำ ใบหน้าเริ่มเคร่งเครียด กล่าวว่า “ท่านซือถูอองอุ้น คิดจะให้ข้าเป็นผู้รับบาปแทนประชาชนทั้งแผ่นดินหรือ? ข้าขอปฏิเสธอย่างเด็ดขาด!”
อะไรนะ?
ท่านไม่ยอมหรือ?
หากท่านไม่ยอม ตำแหน่งนี้ก็อาจจะตกมาถึงหัวข้าได้นะ! ถ้างั้นเรื่องที่ต้องล่วงเกินประชาชน ก็ต้องเป็นหน้าที่ของข้าสิ!
ดังนั้น สหายธรรม โปรดออกเดินทางเถอะ…
อองอุ้นได้รับคำสั่งมาสำหรับภารกิจนี้ ย่อมมีการเตรียมการรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ไว้แล้ว จึงค่อยๆ กล่าวว่า “ในอดีต โจวเหวินหวังถูกจองจำจึงได้แต่ง ‘โจวอี้’ ขงจื๊อรอนแรมเผชิญความลำบากจึงได้รวบรวม ‘หลุนอวี่’ ชวีหยวนถูกใส่ร้ายจึงได้ประพันธ์ ‘หลีเซา’ จะเห็นได้ว่าเรื่องราวในโลกนี้ จะให้สมหวังไปเสียทุกอย่างได้อย่างไร? หากไม่ยอมเปื้อนโคลน จะได้รากบัวที่ขาวสะอาดได้อย่างไร? หรือว่าท่านอ้วนปรารถนาจะถูกจองจำในคุกเซี่ยไถ (คุกหลวง) และรับผ้าแพรขาวสามเชียะแทนเล่า?”
ทุกคนต่างก็อยากทำในสิ่งที่ตัวเองพอใจ อยากทำในสิ่งที่ตัวเองสบายใจ ในโลกนี้จะมีของฟรีเช่นนั้นได้อย่างไร?!
“ความคิดหนึ่งนำไปสู่การรอดชีวิต ความคิดหนึ่งนำไปสู่ความตาย” อองอุ้นลดเสียงลงต่ำ กล่าวต่อ “กล้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย จึงจะมีโอกาสรอด หากยังรั้งอยู่ที่นี่…”
สหายธรรม ท่านรู้หรือไม่ว่า หากท่านปฏิเสธ ทันทีที่ข้าก้าวพ้นประตูไป ก็จะมีคนนำ ‘ของขวัญ’ มาให้ท่านทันที?
หากอ้วนหงุยไม่กลัวตายจริงๆ ทำไมเขาต้องยอมทนรับความอัปยศอดสูเช่นนี้มาตลอด?
เรื่องนี้ หลายคน รวมถึงอองอุ้น ต่างก็มองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
อองอุ้นมองอ้วนหงุย รอคอยให้เขาตัดสินใจ
อ้วนหงุยหลับตาลง หนวดเคราปลิวไสวโดยไร้สายลม ผ่านไปเนิ่นนานจึงถอนหายใจ แล้วกล่าวว่า “เช่นนั้น ชายชราผู้นี้ก็ขอยอมรับใช้ตามแต่จะบัญชา…”
อองอุ้นพยักหน้า แล้วกล่าวว่า “ดี! ข้าจะรีบนำความไปแจ้งให้ท่านอัครมหาเสนาบดีทราบ… อีกสองสามวัน ข้าจะมาดื่มสุราพูดคุยกับท่านราชครูอีกครั้ง ขอตัวลาก่อน…”
แล้วเงินตราจะช่วยรักษาการดำเนินงานของราชวงศ์ได้อย่างไร?
หลังจากผลิตเงินตราออกมาแล้ว ราชสำนักต้องจ่ายเงินเดือนให้ขุนนาง จ่ายค่าแรงให้ช่างฝีมือและคนรับใช้ รวมถึงจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้แม่ทัพและทหาร
จากนั้น กลุ่มคนที่ “กินเงินเดือนหลวง” เหล่านี้ ก็นำเงินไปซื้อของในตลาด
ชาวบ้านก็นำเสบียงอาหารหรือผลผลิตอื่นๆ มาขายในตลาดเช่นกัน
ผ่านการซื้อมาขายไป เงินตราก็ถ่ายโอนไปสู่มือของชาวบ้าน
สุดท้าย ราชสำนักก็ใช้วิธีเก็บภาษี เพื่อดึงเงินตราส่วนหนึ่งกลับมาสู่มือรัฐบาล
เงินเดือน การซื้อขายในตลาด และการเก็บภาษี ทั้งสามส่วนประกอบเป็นวัฏจักร เงินตราก็จะหมุนเวียนอยู่ในระบบนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า
หากเกิดสงคราม ราชสำนักก็จะผลิตเงินตราเพิ่ม เพื่อกอบโกยความมั่งคั่งจากทั่วทั้งสังคม
ในเมื่อเงินตราคือเครื่องมือที่จักรพรรดิใช้เพื่อรักษาการดำเนินงานของราชวงศ์ วัสดุที่จะใช้ผลิต จึงขึ้นอยู่กับจักรพรรดิเป็นผู้กำหนด ทองแดงไม่ใช่โลหะมีค่า ไม่มีมูลค่าความหายาก ต้นทุนในการผลิตและออกเหรียญจึงค่อนข้างต่ำ
ด้วยการใช้เหรียญทองแดง ราชสำนักและรัฐบาลสามารถกอบโกย “ค่าธรรมเนียมการผลิตเหรียญ” ได้อย่างเต็มที่
“ค่าธรรมเนียมการผลิตเหรียญ” นี้ ก็คือส่วนต่างระหว่างต้นทุนการผลิตกับมูลค่าที่ระบุบนเหรียญ ตัวอย่างเช่น ต้นทุนการผลิตเหรียญทองแดงหนึ่งร้อยเหรียญอาจจะแค่ 10 อีแปะ แต่กลับสามารถนำไปซื้อของที่มีมูลค่า 100 อีแปะได้ ส่วนต่าง 90 อีแปะ นั่นแหละคือค่าธรรมเนียมการผลิตเหรียญ
เมื่อเทียบกับทองและเงิน ทองแดงมีต้นทุนต่ำกว่า ส่วนต่างจึงย่อมต้องมากกว่า
การที่จักรพรรดิบังคับให้ใช้เหรียญทองแดงเป็นเงินตราตามกฎหมาย ก็เท่ากับเป็นการกอบโกยจากประชาชนตามอำเภอใจโดยไร้ข้อจำกัด
ดังนั้น ไม่ใช่ว่าแผ่นดินฮว๋าเซี่ย (แผ่นดินจีน) ไม่ใช้ระบบมาตรฐานทองและเงิน แต่เป็นเพราะคนฉลาดหลายคนจงใจไม่ใช้ต่างหาก…
(จบตอน)

0 Comments