ตอนที่ 462 พวกเราคือสหายกัน
แปลโดย เนสยังอวี๋ฝูหลัวมองดูชาวนาที่กำลังง่วนอยู่กับการทำงานแต่ไกล สมองยังประมวลผลไม่ทัน ตามความคิดของเผยเฉียนไม่ทัน จึงเอ่ยถาม “นี่… เกี่ยวกับ… อืม ท่านเจ้าเมืองเผยพูดเรื่องนี้ ต้องการจะสื่อถึงสิ่งใดหรือ?”
เผยเฉียนระบายความในใจจบ ก็กล่าวต่อ “…งานเกษตรกรรมที่ทั้งสกปรก จุกจิก และเหน็ดเหนื่อยเหล่านี้ ย่อมเป็นหน้าที่ของข้า ต่อให้ต้องลำบากยากเข็ญเพียงใด เพื่อให้ชานอวี่สามารถทวงคืนราชสำนักฝ่ายใต้ได้โดยเร็ว ข้าก็คิดว่าคุ้มค่า… ชานอวี่เห็นด้วยหรือไม่?”
สวรรค์เบื้องบน!
มันต้องพูดเกินจริงขนาดนั้นเลยหรือ?
แล้วจะให้พูดว่าอย่างไร จะบอกว่าไม่ต้องการแล้วหรือ?
หรือจะบอกว่า งานเกษตรกรรมพวกนี้ ข้าทำเอง?
อวี๋ฝูหลัวย่อมไม่อาจพูดได้ว่าเผยเฉียนพูดจาเหลวไหล และก็จินตนาการไม่ออกเลยว่าเผยเฉียนจะหน้าหนาถึงขั้นพูดจาเหลวไหลได้ขนาดนี้ จึงทำได้เพียงพยักหน้าเออออตามไป โดยไร้คำพูดจะโต้แย้ง
“ดังนั้น…” เผยเฉียนกระแอมไอเล็กน้อย แล้วปั้นหน้าขึงขัง ฮึกเหิม กล่าวว่า “…ชานอวี่ การทวงคืนราชสำนักฝ่ายใต้มิใช่สิ่งที่จะทำสำเร็จได้ในชั่วข้ามคืน ยิ่งเราเตรียมตัวพร้อมมากเท่าใด ความหวังที่จะสำเร็จก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น! จริงไหม ชานอวี่?”
ประโยคนี้ฟังดูเข้าท่าเข้าทาง อวี๋ฝูหลัวพยักหน้าอย่างจริงจัง
“แม้ตอนนี้หนทางสู่ความสำเร็จจะคดเคี้ยว แต่อนาคตของเราย่อมต้องสว่างไสว! ข้าพูดถูกหรือไม่ ชานอวี่?”
“ท่านพูดถูก! ไม่ผิด!” อวี๋ฝูหลัวตอบรับ พยักหน้าเห็นด้วย
“ตอนนี้เราอาจจะหลงทางและหยุดนิ่งอยู่ชั่วคราว แต่ไม่เป็นไร ไม่ต้องกลัว ขอเพียงเรามุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป ย่อมต้องค้นพบทิศทางสู่ความสำเร็จอย่างแน่นอน! ท่านว่าจริงไหม ชานอวี่?”
“ท่านพูดถูก! ไม่ผิด!” อวี๋ฝูหลัวตอบกลับเสียงดังฟังชัด
“ผู้แข็งแกร่งทุกคน ล้วนต้องกัดฟันผ่านพ้นช่วงเวลาที่ไร้คนช่วยเหลือ ไร้คนสนับสนุน ไร้คนเหลียวแลไปให้ได้ หากผ่านพ้นไปได้ สิ่งนี้ก็คือหินรองเท้าสู่ความสำเร็จของเรา หากผ่านไปไม่ได้ และยอมจำนน มันก็จะกลายเป็นหุบเหวลึกที่ไร้ก้นบึ้ง จริงไหม ชานอวี่?”
อวี๋ฝูหลัวปรบมือ ชื่นชมว่า “ใช่แล้ว! ถูกต้องที่สุด!”
อวี๋ฝูหลัวไม่เคยได้ยินคำพูดปลุกใจเช่นนี้มาก่อน เมื่อเจอกับคำพูดเป็นชุดของเผยเฉียน ก็รู้สึกว่าช่างมีเหตุผลเหลือเกิน ศีรษะผงกขึ้นลงตามจังหวะมือของเผยเฉียน แผ่นหลังก็ยืดตรงขึ้น รู้สึกว่าความทุกข์ทรมานและความโศกเศร้าที่เผชิญมาก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นเพียงขวากหนามบนบัลลังก์แห่งความสำเร็จ เป็นรอยแผลเป็นแห่งเกียรติยศบนร่างของนักรบ และความยากลำบากทั้งหมดนี้ จะกลายเป็นอดีต และกลายเป็นบันไดให้เขาก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ในอนาคต…
“…สหายที่แท้จริง จะไม่เอาแต่พร่ำบอกถึงมิตรภาพ และจะไม่เรียกร้องสิ่งใดจากอีกฝ่ายเพื่อมิตรภาพ แต่จะทำทุกวิถีทางที่ทำได้เพื่ออีกฝ่าย… ข้าคือคนเช่นนั้น และแน่นอน ข้าเชื่อมั่นว่าชานอวี่ก็เป็นคนเช่นเดียวกัน พวกเราคือสหายกัน เป็นสหายที่ดีที่สุด จริงไหม ชานอวี่?”
“ใช่แล้ว ไม่ผิด!” อวี๋ฝูหลัวดำดิ่งลงไปในคำพูดของเผยเฉียนอย่างสมบูรณ์ ใบหน้าเต็มไปด้วยความฮึกเหิมจากการถูกกระตุ้น เขาตอบกลับอย่างไม่ลังเลด้วยความตั้งใจจดจ่อ
เผยเฉียนยิ้มกริ่มราวกับจิ้งจอก หรี่ตาลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสดใส “…ดังนั้น ชานอวี่ เพื่อให้เราทั้งสองฝ่ายสามารถสำรองเสบียงได้มากขึ้น เพื่อให้การทวงคืนราชสำนักฝ่ายใต้ราบรื่นยิ่งขึ้น ข้าคิดว่ามีบางสิ่งที่เราควรจับมือทำร่วมกันในตอนนี้ อย่างเช่นการร่วมกันไถพรวนดิน เรื่องนี้คงไม่มีปัญหาใช่ไหม จริงไหม ชานอวี่?”
“ใช่ ไม่มีปัญหา!” อวี๋ฝูหลัวยังคงประมวลผลไม่ทัน ตอบรับไปตามความเคยชิน
“ยอดเยี่ยมมาก!” เผยเฉียนปรบมือ “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ ขอบคุณชานอวี่ที่ให้ความช่วยเหลือ! เมื่อได้รับความช่วยเหลือจากกำลังคนและม้าของชานอวี่ เราก็สามารถไถพรวนที่ดินเหล่านี้ได้อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้น จากนั้นก็จะได้มีเวลาไปช่วยชานอวี่รวบรวมเผ่าเล็กๆ รอบๆ…”
อวี๋ฝูหลัวยังคงพยักหน้าตามสัญชาตญาณ แต่จู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงยกมือขึ้นห้าม “เดี๋ยว… เอ๊ะ… เดี๋ยวก่อน ท่านเจ้าเมืองเผย เมื่อครู่นี้ท่านพูดว่าอะไรนะ?”
“ก็ร่วมมือกับชานอวี่รวบรวมเผ่าเล็กๆ รอบๆ อย่างไรเล่า? เช่นนั้นถึงจะได้มีกำลังคนมากขึ้น!” เผยเฉียนแกล้งทำหน้างง “เรื่องนี้ไม่ถูกหรือ?”
อวี๋ฝูหลัวกะพริบตาปริบๆ คิ้วหนาดกดำแทบจะขมวดเป็นปม กล่าวว่า “เรื่องนี้… เรื่องนี้ถูก! เรื่องนี้ถูกต้อง แต่ว่า… ก่อนหน้านี้… ก่อนหน้าเรื่องนี้ ท่านเจ้าเมืองเผยพูดว่าอะไรนะ?”
“ก่อนหน้านี้หรือ?” เผยเฉียนทำหน้าซื่อตาใส “…พวกเราเป็นสหายที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันนี่… เรื่องนี้ผิดตรงไหนหรือ?”
“…เรื่องนี้ก็ถูก แต่ว่า…” อวี๋ฝูหลัวเกาหัว จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ ในที่สุดก็จับประเด็นสำคัญได้ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายที่ถูกเผยเฉียนปั่นหัว “…ท่านบอกว่าช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะให้ช่วยอะไรอย่างเป็นรูปธรรม? หรือจะพูดให้ชัดคือ จะให้กำลังคนและม้าของข้าไปช่วยทำสิ่งใด?”
เผยเฉียนตอบอย่างไม่ใส่ใจ “อ้อ เรื่องนั้นน่ะหรือ ก็แค่ไถนาเท่านั้นเอง…”
อวี๋ฝูหลัวอ้าปากค้าง “ท่านเจ้าเมืองเผย ข้าหูฝาดไปหรือไม่? ไถนาหรือ?”
เผยเฉียนหน้าตึงขึ้นมาทันที กล่าวว่า “ชานอวี่ เพิ่งจะตกลงกันไปหมาดๆ นี่คิดจะกลับคำเสียแล้วหรือ? ระหว่างคนกับคน จะหาความซื่อสัตย์ไม่ได้เลยหรือ?”
อวี๋ฝูหลัวพูดตะกุกตะกัก “นี่… ข้า… ท่าน…”
เผยเฉียนยกนิ้วขึ้นมานับ แล้วค่อยๆ แจกแจงทีละข้อ
“ที่นาตรงนี้ ก็ถือว่าเป็นของข้า…
“คนซ่อมคลองส่งน้ำ ข้าก็เป็นคนออก…
“ชาวนาที่ทำนา ก็เป็นคนของข้า…
“เมล็ดพันธุ์ที่หว่านลงไป ข้าก็ต้องเป็นคนออก…
“ยังต้องใส่ปุ๋ย รดน้ำ ถอนหญ้า พอถึงตอนสุกก็ต้องเก็บเกี่ยว นวดข้าว ตากแดด…
“เรื่องพวกนี้ทั้งหมด ข้าเป็นคนจัดการรวบยอดหมดแล้ว เพียงแค่หวังว่าในฐานะสหาย ชานอวี่จะยอมใช้แรงม้ามาช่วยสักหน่อยในช่วงเวลาไถพรวนที่สำคัญนี้ ส่วนเวลาอื่น ชานอวี่ก็นั่งรอเก็บเกี่ยวผลผลิต รอรับส่วนแบ่งไปกินได้เลย… หรือว่าชานอวี่ไม่ยอมช่วยแม้กระทั่งเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ คิดแต่จะนั่งกินนอนกิน รอเสวยสุขอย่างเดียว?”
“เรื่องนี้…” อวี๋ฝูหลัวกลืนน้ำลายเอื้อก รู้สึกว่าสิ่งที่เผยเฉียนพูดนั้นช่างมีเหตุผลเสียจนเขาไร้คำพูดจะโต้แย้ง
สวรรค์เบื้องบน!
ทำไมพอถูกเผยเฉียนพูดแบบนี้ เขากลับรู้สึกผิดขึ้นมาได้ล่ะเนี่ย!
อวี๋ฝูหลัวดิ้นรนเฮือกสุดท้าย กล่าวว่า “…แต่ว่า แต่ว่าคนและม้าของข้าไม่รู้วิธีไถนา…”
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา ข้าจะให้คนของข้าคอยคุมให้ คนและม้าของชานอวี่มีหน้าที่แค่ลากคันไถก็พอ อย่างอื่นไม่ต้องสน!” เผยเฉียนตบหน้าอกรับประกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ
ยังไงที่นาก็กว้างใหญ่ไพศาล ลากไถเบี้ยวไปบ้างก็ปล่อยมันเบี้ยวไปเถอะ ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร…
“เรื่องนี้…” อวี๋ฝูหลัวกลอกตาไปมา ลังเลใจ
เผยเฉียนเพิ่มข้อเสนอเข้าไปอีก กล่าวว่า “ดูสิ ตอนนี้ใกล้จะเดือนสามแล้ว เพื่อให้ทันฤดูกาล และทำงานไถพรวนดินนี้ให้เสร็จสิ้น กำลังคนจำนวนมากของข้าก็ต้องทุ่มเทลงไป แล้วเช่นนี้จะเอาเวลาว่างที่ไหนไปช่วยชานอวี่รวบรวมเผ่าเล็กๆ รอบๆ ได้อีกล่ะ? เวลาที่ชานอวี่จะได้กลับราชสำนักฝ่ายใต้ก็เท่ากับต้องถูกเลื่อนออกไปอีก ยังไงสิทธิ์ขาดก็อยู่ในมือชานอวี่ ข้าก็แค่ร้องขอในฐานะสหายเท่านั้น…”
ใบหน้าของอวี๋ฝูหลัวเต็มไปด้วยความหนักใจ…

0 Comments