ตอนที่ 458 ต้นไม้ล้มลิงก็กระเจิง
แปลโดย เนสยังเว่ยจี้ในตอนนี้ ก็เหมือนกับคนที่เพิ่งโดนตบมาหนึ่งฉาด แล้วก็เปลี่ยนท่ารอรับอีกฉาด…
แล้วเรื่องที่ตระกูลเว่ยกำลังเผชิญอยู่นี้ เป็นความผิดของใครกัน?
ทุกคนต่างก็คิดว่าไม่ใช่ความผิดของตัวเอง ดังนั้นเงื่อนไขสัญญาสองรูปแบบของหวังอี้ จึงส่งผลรุนแรงที่สุด
ศีลธรรมคือเด็กสาวที่บอบบางที่สุด สามารถถูกความโลภและตัณหาลากตัวออกไปจัดท่าทางได้ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบท่าทุกที่ทุกเวลา เมื่อถูกใช้งานนานเข้า ศีลธรรมก็จะกลายเป็นชุดชั้นในลูกไม้ซีทรู มีหรือไม่มีก็ค่าเท่ากัน
เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน และสัญชาตญาณดิบเผยออกมา ก็จะพบว่าไอ้ที่คิดว่าใส่ชุดชั้นในอยู่ แท้จริงแล้วแก้ผ้าอล่างฉ่างอยู่ตั้งนานแล้ว
เมื่อยืนอยู่ในจุดของตัวเอง นั่งในตำแหน่งของตัวเอง ย่อมคิดว่าตัวเองไม่ผิด คนอื่นต่างหากที่ผิด นับตั้งแต่มนุษย์ก้าวเข้าสู่สังคมยุคดั้งเดิม ก็มีการแบ่งชนชั้น นี่ไม่ใช่สิ่งที่กำหนดโดยความคิด แต่กำหนดโดยสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ ดังนั้น เมื่อมนุษย์เริ่มมีจิตสำนึกและการตัดสินใจเป็นของตัวเอง ก็ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง
พวกผู้อาวุโสของตระกูลเว่ยต่างก็มองว่า เรื่องในครั้งนี้ เว่ยจี้ต้องรับผิดชอบเอง เงินทุกแดงของตระกูลเว่ยล้วนมีค่า ทำไมพวกเขาจะต้องไปตามล้างตามเช็ดให้ไอ้เด็กเมื่อวานซืนคนนี้ด้วย?
ก็แค่สหายร่วมทางตาย ไม่ใช่ตัวเองตายสักหน่อย…
มนุษย์มีความรู้สึกที่หลากหลาย และมีการกระทำมากมาย – ซึ่งแน่นอนว่าแบ่งออกเป็นสิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ คนที่ประสบความสำเร็จมักจะลงมือทำในสิ่งที่พวกเขาควบคุมได้ ส่วนคนที่ล้มเหลว บางทีก็อาจจะเผลอไปลงมือทำในสิ่งที่เหนือการควบคุมมากเกินไป
ดังนั้น เว่ยจี้จึงพ่ายแพ้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลังจากที่บรรดาผู้อาวุโสในเมืองหลินเฝินพากันเผ่นหนีไปจนหมด
การกระทำเช่นนี้ เปรียบเสมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำลายความหวังของเว่ยจี้จนย่อยยับ และพรากเอาเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายที่เว่ยจี้จะใช้ลุกขึ้นสู้ไปจนหมดสิ้น
เว่ยจี้คิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป เขาจึงนั่งเป็นทองไม่รู้ร้อนอยู่ที่หลินเฝิน โดยไม่คิดว่าสถานการณ์ในแนวหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนเหนือการควบคุมของเขาไปอย่างสิ้นเชิง…
เว่ยจี้ลังเลเล็กน้อย ดังนั้นเมื่อรู้ว่าล้มเหลว เขาจึงไม่ได้เลือกที่จะแลกด้วยชีวิตเพื่อสู้ตาย แต่กลับเลือกการยอมจำนนที่ปลอดภัยและมั่นคงกว่า…
เว่ยจี้ใจอ่อนเกินไป ดังนั้นเมื่อได้รับเงื่อนไขสัญญา เขาจึงไม่รีบควบคุมตัวผู้อาวุโสไว้ตั้งแต่แรก ส่งผลให้ตอนนี้ตระกูลเว่ยกลายเป็นเหมือนทรายที่กระจัดกระจาย ไม่สามารถรวมตัวกันได้อีก…
และตอนนี้ ไม่ว่าจะคิดทำอะไร ก็สายเกินไปแล้ว
และก็จบสิ้นแล้ว
เว่ยจี้ทำผิดหรือ?
การทำเพื่อยกระดับตระกูลให้สูงขึ้นไปอีกขั้น มันผิดตรงไหน?
พวกผู้อาวุโสทำผิดหรือ?
การเลือกที่จะปกป้องทรัพย์สินของตระกูลให้ได้มากที่สุด มันผิดตรงไหน?
แล้วนี่มันเป็นความผิดของใครกันแน่?
เว่ยจี้มองดูดอกท้อที่ร่วงหล่นอยู่หน้าโถง มองดูดอกท้อที่ร่วงหล่นลงบนพื้นและเปื้อนคราบโคลน หัวใจของเขาก็ค่อยๆ ถูกความขุ่นมัวเคลือบแฝง ราวกับกลีบดอกท้อเหล่านั้น
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด เว่ยจี้ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าจะไปพึ่งอ้วนปุนโช…”
แม้จะพูดเพียงสั้นๆ แต่กลับแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าอย่างลึกซึ้ง นี่คือทางเลือกที่ดีที่สุดที่เว่ยจี้สามารถตัดสินใจได้ในตอนนี้
อำนาจในใต้หล้า บัดนี้แบ่งออกเป็นสองขั้ว คือ ตั๋งโต๊ะ และ อ้วนเสี้ยว
เว่ยจี้ไม่ได้ชื่นชมและไม่เห็นด้วยกับตั๋งโต๊ะ ทั้งในแง่ของภูมิหลังและการกระทำ เดิมทีเขาคิดจะใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งระหว่างอ้วนเสี้ยวและตั๋งโต๊ะเพื่อกอบโกยผลประโยชน์สูงสุด แต่ในตอนนี้ เขาเหลือเพียงทางเลือกเดียวเท่านั้น
ที่เลือกอ้วนปุนโช ผู้เป็นแบบอย่างแห่งยุคสมัยนั้น เป็นเพราะสำหรับเว่ยจี้แล้ว เมื่อเทียบกับอ้วนกงลู่แล้ว ประการแรกคือการเดินทางไปหาอ้วนปุนโชนั้นง่ายกว่า ประการที่สองคือ ตอนนี้ชื่อเสียงของอ้วนปุนโชนั้นโด่งดังกว่ามาก
แต่เดิมเว่ยจี้คิดจะใช้ปฏิบัติการในดินแดนตอนเหนือครั้งนี้ เพื่อเพิ่มอำนาจให้ตนเอง และดึงดูดผู้คนให้มาสวามิภักดิ์ต่อเขา แต่ตอนนี้เขากลับต้องไปสวามิภักดิ์ต่อผู้อื่น และต้องพึ่งพาชื่อเสียงของตระกูลอ้วนเพื่อเอาชีวิตรอด นี่ช่างเป็นความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ราวกับมีก้อนหนามยัดเข้ามาในใจ เจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว
แต่หากไม่มีกองกำลังจากภายนอกมาช่วยกดดันสาขาย่อยอื่นๆ ของตระกูลเว่ยที่กำลังยื่นมือเข้ามาหาเขา สายตระกูลของเขาก็จะต้องสูญเสียกำลังคนและทรัพย์สินไปอย่างมหาศาล สูญเสียพลังในการต่อต้าน และต้องตกเป็นเบี้ยล่างให้ผู้อื่นชักใย…
เรื่องแบบนี้ ตระกูลเว่ยเองก็เคยทำกับตระกูลอื่นมาไม่น้อย แน่นอนว่า ก็เคยทำกับคนในตระกูลตัวเองมาไม่น้อยเช่นกัน การรุมทึ้งคนสิ้นไร้ไม้ตอก เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาแต่ไหนแต่ไร ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอ นี่แหละคือกฎแห่งสวรรค์
การไปอยู่กับอ้วนเสี้ยว อย่างน้อยเขาก็ยังพอได้ตำแหน่งขุนนางบ้าง และยังพอจะรักษาสถานะของสายตระกูลเว่ยจี้ไว้ได้บ้าง
ท่านอาของเว่ยจี้นิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะกล่าวว่า “ปั๋วอวี๋ ภายใต้สังกัดของท่านแม่ทัพทหารม้าอ้วนเสี้ยว ล้วนเต็มไปด้วยคนเก่งกาจ เหล่าผู้มีสติปัญญาจากยวี่โจวและจี้โจวล้วนไปรวมตัวกันที่นั่น เกรงว่าเจ้าอาจจะไม่โดดเด่นนัก”
ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาของเว่ยจี้ดูอิดโรย คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย แววตาแฝงไปด้วยความกังวล ราวกับมีฝุ่นผงเกาะติดอยู่บนชุดสีขาวของเขา ปัดอย่างไรก็ไม่ออก “แล้วจะมีทางเลือกอื่นอีกหรือ?”
ทั้งสองนิ่งเงียบไปอีกครั้ง
ท่านอาของเว่ยจี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ปั๋วอวี๋ อาไร้ความสามารถ… ทำให้เสียการใหญ่…” เมื่อพูดถึงตอนท้าย น้ำเสียงของเขาก็แหบแห้งไปหมด น้ำตาขุ่นมัวสองสายไหลรินลงมาจากหางตา…
เว่ยจี้ส่ายหน้า กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ข้าประเมินคนในใต้หล้าต่ำไป ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป ท่านอาอย่าได้กังวลเกินไปนัก เพียงแต่… เมื่อข้าจากบ้านไป สุขภาพของท่านพ่อ… ขอฝากท่านอาช่วยดูแลด้วย…”
ท่านอาของเว่ยจี้สะอื้นไห้ พยักหน้ารับรัวๆ
จู่ๆ เว่ยจี้ก็เคาะโต๊ะเบาๆ ยืดคอขึ้น เชิดหน้าขึ้น ราวกับนกนางแอ่นที่ได้รับบาดเจ็บ แม้จะเจ็บปวด แต่ก็ยังคงขับขาน แม้จะบาดเจ็บ แต่ก็ไม่ยอมหลั่งน้ำตา:
“นกเขาน้อยส่งเสียงร้อง,
โผบินขึ้นสู่ท้องนภา.
…
นกน้อยช่างจำนรรจา,
จิกกินเมล็ดข้าวตามลานกว้าง.
สงสารตัวข้าผู้โดดเดี่ยว,
จะพึ่งพิงฝั่งน้ำหรือคุกตะรางดีหนอ.
กำเมล็ดข้าวเสี่ยงทาย,
จะหาความเข้มแข็งจากที่ใด.
เหล่าชนผู้เปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและนอบน้อม,
ดั่งนกน้อยเกาะกลุ่มบนกิ่งไม้.
หวาดหวั่นพรั่นพรึงระวังตัว,
ดั่งยืนอยู่ปากเหวลึก.
อกสั่นขวัญแขวนระทึก,
ดั่งเหยียบย่ำบนแผ่นน้ำแข็งบาง.”
เด็กน้อยเดินชนมุมโต๊ะ ร้องไห้จ้า ผู้ใหญ่รีบวิ่งเข้าไปตีโต๊ะดังปัง แล้วปลอบว่า “โอ๋ๆ ไม่ร้องนะลูก เดี๋ยวแม่ตีโต๊ะให้…”
ง่ายไหมล่ะ?
เข้าใจกันหมดใช่ไหม?
แล้วมีใครทำได้บ้าง?

0 Comments