You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เมื่อถูกรบกวนด้วยสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เผยเฉียนย่อมต้องไปตรวจสอบด้วยตาตนเอง การหารือจึงไม่อาจดำเนินต่อไปได้ ทำได้เพียงแยกย้ายกันไปอย่างรีบร้อน

ม้าเยว่ ซิหลง และคนอื่นๆ ขอตัวถอยออกไปก่อน แต่เจี่ยฉวียังคงนั่งนิ่ง ลูบชายเสื้อ จัดกวานบนศีรษะให้เข้าที่ อ้อยอิ่งรั้งอยู่เป็นคนสุดท้าย

เผยเฉียนเห็นดังนั้น ก็ย่อมเข้าใจความหมายของเจี่ยฉวี จึงรอจนคนอื่นๆ ออกไปเกือบหมด แล้วจึงเอ่ยถาม “เหลียงเต้า มีสิ่งใดจะชี้แนะข้าหรือ?”

เจี่ยฉวีทำสีหน้าจริงจัง กล่าวว่า “ฉวีมิกล้า ข้าเพียงมีคำถามหนึ่ง อยากทราบว่าท่านข้าหลวงมีแผนการในอนาคตเช่นไร?”

หา?!

เผยเฉียนมองเจี่ยฉวี นี่มันหมายความว่าอย่างไร?

นี่เข้าสู่ช่วงประเมินเจ้านายกับลูกน้องแล้วหรือ?

จู่ๆ ก็มาถามแบบนี้ ยังไม่ทันได้เตรียมตัวเลย!

ควรจะพูดถึงความทุกข์ยากของราษฎรตาดำๆ แล้วต่อด้วยความเลวทรามของคนอื่นๆ แล้วตบท้ายด้วยการประกาศกร้าวว่าจะครอบครองผืนปฐพี ครอบครองแผ่นฟ้า ครอบครองทั่วทั้งจักรวาลดีไหม?

แล้วเจี่ยฉวีก็จะคุกเข่าคำนับยอมจำนน?

อืมๆ

เรื่องนี้…

สหายเจี่ยฉวี เจี่ยเหลียงเต้า การจู่โจมแบบนี้มันไม่ส่งผลดีต่อสภาพแวดล้อมทางสังคมที่สงบสุขและกลมเกลียวเลยนะ ไม่ส่งผลดีต่อความต้องการด้านวัฒนธรรมและสุขภาพของประชาชนด้วย ทำให้ข้าตั้งตัวไม่ติดเลย…

จะตอบว่าอย่างไรดีล่ะ?

จู่ๆ ในหัวของเผยเฉียนก็ว่างเปล่า คิดฟุ้งซ่านไปเรื่อยเปื่อย ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี

โชคดีที่เจี่ยฉวีไม่ได้เร่งรัด เพียงแค่นั่งรออย่างเงียบๆ

“…ราษฎรเหนื่อยล้าอ่อนแรง เศรษฐีกลับยิ่งฟุ้งเฟ้อ เมื่อราษฎรได้ยินคำสั่งของขุนนาง ก็หนีเตลิดราวกับเจอศัตรู ในราชสำนักเต็มไปด้วยขุนนางฉ้อฉล ในชนบทผู้เฒ่าผู้แก่ต้องทนหิวโหยและหนาวเหน็บ สุนัขฟางถูกเหยียบย่ำทิ้งขว้าง การเข่นฆ่าด้วยอาวุธ ซากศพเกลื่อนกลาดกลางทุ่งนา เครื่องดนตรีและภาชนะล้ำค่า ถูกทำลายลงในพริบตา ลางบอกเหตุแห่งยุคเสื่อมถอย จะหลีกหนีได้อย่างไร?”

เผยเฉียนค่อยๆ เอ่ยปาก พลางเรียบเรียงความคิดไปพลาง “มีกินเนื้อดิบดื่มเลือดสดก่อน จึงมีการส่งต่อคบเพลิง มีการผูกปมเชือกจดบันทึกก่อน จึงมีชางเจี๋ยสร้างตัวอักษรจนฟ้าประทานฝนข้าวสาร มีการแกะสลักด้วยมีดและขวานก่อน จึงมีพู่กัน หมึก กระดาษ และจานฝนหมึก บัดนี้ไฟสงครามลุกโชนทั่วสารทิศ โจรผู้ร้ายก่อความวุ่นวาย ใบไม้หยกถูกฝุ่นละอองปกคลุม กิ่งก้านหยกต้องร่วงโรย จิตใจคนนั้นอันตราย จิตวิญญาณนั้นละเอียดอ่อน ต้องบริสุทธิ์และมุ่งมั่น ยึดมั่นในทางสายกลาง ข้าปรารถนาจะกุมอำนาจในดินแดนหนึ่ง ขยายอาณาเขต ปกครองทหารฉกรรจ์ ปกป้องความงดงามของตำรา รักษาหลักการของจารีตประเพณีและดนตรี สืบทอดอารยธรรมแห่งราชวงศ์ฮั่น รักษาบทกวีแห่งฮว๋าเซี่ย หนทางข้างหน้ายากลำบาก เต็มไปด้วยขวากหนาม ขอเหลียงเต้าโปรดช่วยเหลือข้าด้วยเถิด!”

กล่าวจบ เผยเฉียนก็ลุกจากที่นั่ง โค้งคำนับให้เจี่ยฉวี

เผยเฉียนคิดไปคิดมา ท้ายที่สุดก็ตัดสินใจพูดตามความเป็นจริง ไม่พูดเรื่องเพ้อเจ้อไร้สาระ อย่างไรเสียก็คล้ายกับที่อาจารย์ไช่ยงเคยกล่าวไว้ ไม่ปฏิเสธว่าตนมีความทะเยอทะยาน แต่ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่าความทะเยอทะยานนั้นมีไว้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นรูปธรรม

เจี่ยฉวีรีบก้าวเข้ามาพยุงเผยเฉียนขึ้นด้วยความตื่นเต้น แต่ก็แฝงไปด้วยความกระอักกระอ่วนเล็กน้อย “…อุดมการณ์ของท่านข้าหลวง ทำให้ฉวีเลื่อมใสยิ่งนัก… แต่ที่ฉวีตั้งใจจะถามคือ… ท่านข้าหลวง… มีกลยุทธ์ในการรับมืออย่างไรต่างหาก…”

หา!?

นี่…

ช่างน่าอึดอัดเสียจริง

ตนเองเข้าใจผิดไปเอง มิน่าล่ะถึงได้สงสัยว่าทำไมเจี่ยฉวีถึงได้เปิดฉาก “บทสนทนาระหว่างนายบ่าว” แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย…

ที่แท้เจี่ยฉวีเพียงต้องการถามว่า เผยเฉียนมีแผนการจะเดินหมากตานี้อย่างไรต่อไป ทิศทางหลักคืออะไร แต่เผยเฉียนกลับตีหน้าขรึม พล่ามเสียยืดยาว…

ช่างน่ากระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก ทั้งสองสบตากัน ต่างฝ่ายต่างพูดไม่ออก

จะโทษใครได้ล่ะ?

เผยเฉียนทำได้เพียงหัวเราะเยาะตนเอง แล้วกล่าวว่า “ไม่เป็นไร เป็นความผิดของข้าเอง ช่วงนี้เหน็ดเหนื่อย สมองตื้อไปหมด ฟังผิดไป ทำให้เหลียงเต้าต้องขบขันแล้ว…” ช่วงนี้มีเรื่องมากมายเกินไปจริงๆ ทำให้เครียดและไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ จึงปล่อยไก่ตัวเบ้อเริ่มออกไป โชคดีที่สิ่งที่พูดออกไปก็เป็นความในใจของเขา ดังนั้นแม้จะอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี แต่ก็ถือว่าได้ประกาศอุดมการณ์ของตนเองออกไปอย่างเป็นทางการ…

สิ่งที่เผยเฉียนคาดไม่ถึงก็คือ หลังจากเจี่ยฉวีได้ฟังคำแก้เก้อของเผยเฉียน เขาก็ชะงักไปเล็กน้อย แววตาวูบไหว กลับถอยหลังไปหนึ่งก้าว จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อย แล้วค้อมตัวคารวะอย่างเป็นทางการ จากนั้นก็คุกเข่าโขกศีรษะ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ฉวี ขอคารวะนายท่าน”

ความสุขมาเยือนอย่างกะทันหันเกินไป ทำเอาเผยเฉียนตั้งตัวไม่ติด อึ้งไปหลายวินาที กว่าจะรีบพยุงเจี่ยฉวีขึ้นมา ทั้งสองสบตากัน นึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะลั่นออกมาพร้อมกัน…

เมื่อทั้งสองกลับมานั่งที่เดิม ก็รู้สึกได้ว่าความสัมพันธ์สนิทสนมและผ่อนคลายขึ้นมาก

เผยเฉียนไม่สงวนท่าทีอีกต่อไป เอ่ยถามตรงๆ “เหลียงเต้ามีความเห็นอย่างไรต่อตระกูลเว่ยแห่งเหอตงหรือ?”

เจี่ยฉวีพยักหน้า ตอบว่า “อดีตเมื่อแคว้นอู๋รุกรานแคว้นฉู่ ได้ทำลายศาลบรรพชนและสังหารผู้ป่วยหนัก เมื่อถอยทัพกลับ ไท่ไจ่ผี่แห่งแคว้นฉู่ได้ไปเยือนกองทัพแคว้นอู๋ และกล่าวว่า ‘แต่โบราณกาลมา การทำศึกสงครามจะไม่ทำลายศาลบรรพชน ไม่สังหารผู้ป่วยหนัก ไม่จับกุมผู้เฒ่าผมหงอก (ผู้ที่มีผมสองสี) บัดนี้กองทัพของพวกท่าน สังหารผู้ป่วยหนักมิใช่หรือ? เช่นนี้จะมิถูกเรียกว่ากองทัพที่โหดร้ายหรอกหรือ?’ ดังนั้น นายท่านจึงต้องไตร่ตรองให้ดีว่าจะเป็นกองทัพที่โหดร้าย หรือกองทัพที่มีชื่อเสียง”

เรื่องนี้เผยเฉียนก็พอจะรู้มาบ้าง

แม้ราชวงศ์ฮั่นในตอนนี้จะห่างไกลจากยุคชุนชิวจ้านกั๋วมาพอสมควร แต่ในบางแง่มุมก็ยังคงได้รับอิทธิพลอยู่บ้าง อย่างที่เจี่ยฉวีกล่าวถึงคำว่า “ข้ออ้างในการทำสงคราม”…

การไม่ทำลายศาลบรรพชน ไม่สังหารผู้ป่วยหนัก ไม่จับกุมผู้เฒ่าผมหงอก ก็คือการไม่ทำลายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่เข่นฆ่าผู้อ่อนแอและเจ็บป่วย และไม่จับกุมผู้สูงอายุที่มีผมหงอกขาว

และตอนนี้ ชายชราชุดดำที่อยู่ในมือของเผยเฉียน ก็จัดอยู่ในกลุ่ม “ผู้เฒ่าผมหงอก” พอดี

เจี่ยฉวีสังเกตสีหน้าของเผยเฉียน แล้วกล่าวต่อ “บัดนี้นายท่านต้องการสร้างรากฐาน แต่ด้วยกำลังที่ยังอ่อนด้อยและตำแหน่งที่ยังไม่สูงนัก จึงไม่ควรสร้างศัตรูมากเกินไป ตระกูลเว่ยแห่งเหอตงนั้นหยั่งรากลึก ไม่ใช่งานที่จะโค่นล้มได้ในวันเดียว จำต้องจัดการอย่างระมัดระวัง ค่อยเป็นค่อยไป ห้ามวู่วามเด็ดขาด”

เหตุที่เจี่ยฉวีต้องรั้งอยู่เพื่อคุยเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว ก็เพราะกังวลว่าหากพูดต่อหน้าคนหมู่มาก เผยเฉียนอาจจะเสียหน้าและรับไม่ได้ ซึ่งจะทำให้ไม่ได้ผล ตอนนี้เมื่อได้คุยกันแบบเปิดอก ก็สามารถอธิบายเหตุผลทั้งหมดและเสนอแนะให้เผยเฉียนนำไปพิจารณาได้อย่างตรงไปตรงมา

เผยเฉียนนิ่งเงียบไปนาน ชั่งใจอยู่นาน ในที่สุดก็พยักหน้าตอบ “เช่นนั้น ก็คงต้องพักรบไว้ก่อน… แต่ถึงกระนั้น เหตุใดเขาจึงต้องแกล้งบ้าด้วย?” เผยเฉียนชี้ออกไปข้างนอก หมายความว่าเขาไม่เชื่อเลยว่าชายชราชุดดำจะบ้าไปแล้วจริงๆ…

เจี่ยฉวีหัวเราะเบาๆ ตอบว่า “สำหรับชาวหูนั้นไม่มีปัญหา เพราะมีข้ออ้างเรื่องการเกณฑ์ทหารชาวหูมาร่วมรบ แต่สำหรับที่นี่กลับเป็นปัญหา เพราะอาจถูกกล่าวหาว่าสมคบคิดกับกบฏ…”

“เฮ้อ… ช่างวางแผนลึกล้ำเสียจริง ช่าง…” เผยเฉียนถึงกับบางอ้อ ส่ายหน้าจนหาคำมาบรรยายไม่ถูก เพราะทางฝั่งซยงหนู สามารถอ้างได้ว่าไปเกณฑ์ชาวหูมาร่วมรบ แต่เมื่อถูกส่งมาที่เผยเฉียนแล้ว ด้วยความกลัวว่าจะถูกเผยเฉียนยัดข้อหาสมคบคิดกับโจรป๋อปอ จึงต้องแกล้งบ้า และเมื่อเป็นคนบ้า ต่อให้เผยเฉียนจะมีหลักฐาน พยานบุคคล หรือพยานวัตถุแน่นหนาแค่ไหน ก็สาวไปไม่ถึงตระกูลเว่ยอยู่ดี

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ยังไม่ต้องรีบไปพบ…” เผยเฉียนหัวเราะหึๆ “ปล่อยให้เขาคลุ้มคลั่งต่อไปอีกสักพักเถอะ…”

เจี่ยฉวีก็หัวเราะตาม

เผยเฉียนหยิบรายการของขวัญบนโต๊ะขึ้นมา กล่าวว่า “ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ใช้อำนาจต่อรองความผิด พวกเราคนธรรมดา ก็ใช้สิ่งของต่อรองความผิด เหลียงเต้า ท่านคิดว่า ควรจะเรียกร้องสักเท่าใดจึงจะเหมาะสม?”

“ย่อมต้องไม่ปล่อยไปง่ายๆ แน่นอน!” เจี่ยฉวีเข้าใจเจตนาของเผยเฉียนเป็นอย่างดี หัวเราะพลางตอบ “ขอเวลาให้ฉวีคำนวณสักประเดี๋ยว…”

เล่าปี่หูยาว ไปเยือนกระท่อมสามครั้ง…

เตียวหุยขู่จะเผา…

เล่าปี่ไม่ปริปาก กวนอูเป็นคนห้ามไว้

กวนอูห้ามแล้วห้ามอีก…

ครั้งแล้วครั้งเล่า…

จากนั้นเล่าปี่ก็ไล่ทั้งสองคนไปรอข้างนอก…

ส่วนจูกัดก็รีบพลิกตัวทันที…

ไม่แอบดูสักหน่อยก็ไม่ไว้ใจ…

แค่ขยับตัว ทุกคนก็รู้ใจกันแล้ว…

ต่างก็เป็นจิ้งจอกพันปีทั้งนั้น จะมาเล่นละครหลอกผีอะไรกัน…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note