ตอนที่ 539 ที่แท้ฉันก็เป็นชู้รักอันดับหนึ่งของฝ่าบาทจริงๆ
แปลโดย เนสยังระหว่างทางไปห้องจัดเลี้ยง โจเซฟรู้สึกได้ว่าบรรดาขุนนางยังคงทำความเคารพตนเองอย่างนอบน้อม แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของพวกเขากลับมีความหมายแอบแฝงอยู่ลึกๆ
เขาหันไปถามพระเจ้าหลุยส์ที่สิบหก: “เสด็จพ่อ มีอะไรติดอยู่บนหน้าลูกหรือเปล่าพ่ะย่ะค่ะ?”
“โอ้ ไม่มีหรอก ลูกรัก พ่อรับรองได้”
พระเจ้าหลุยส์ที่สิบหกหยุดไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็กระพริบตาให้ลูกชาย แล้วกระซิบถามว่า: “เรื่องเมื่อคืนก่อน สองสาวแรกรุ่นนั่น อืม พวกเธอทะเลาะตบตีกันในห้องของลูกจริงๆ เหรอ?”
โจเซฟกุมขมับทันที มิน่าล่ะถึงได้มองเขาด้วยสายตาแปลกๆ แบบนั้น ที่แท้ก็เพราะเรื่องนี้นี่เอง!
พระราชวังแวร์ซายบ้าบอนี่ เรื่องที่มีสาระไม่ยักกะมีคนสนใจ แต่เรื่องซุบซิบนินทาเนี่ยช่างกระจายข่าวกันไวเหลือเกิน…
“อะแฮ่ม! ความจริงแล้ว พวกเธอแค่…”
โจเซฟทำหน้าเหมือนปวดท้อง จะให้เขาอธิบายยังไงดี? จะบอกว่าสาวแมวเหมียวคิดไปเองว่าติดหนี้เขาบานตะไท ก็เลยจะเอาเงินมาคืน แต่ไม่ยอมเข้าทางประตู ดันปีนเข้าทางหน้าต่าง แล้วดันไปเห็นสาวใช้ที่กำลัง “นวด” ให้เขาอยู่ ก็เลยคิดว่าเป็นนักฆ่า แล้วเข้าไปตบตีเหรอ?
พระเจ้าหลุยส์ที่สิบหกเห็นสีหน้ามั่นใจของตัวเอง ก็รีบยิ้มบอกว่า: “อา ลูกไม่ต้องอธิบายหรอก โตป่านนี้แล้ว ก็ควรจะมีชีวิตแบบผู้ใหญ่ได้แล้วล่ะ”
“ไม่ใช่พ่ะย่ะค่ะ!” โจเซฟมองสีหน้าแน่วแน่ของเสด็จพ่อ ก็ทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง “เฮ้อ ตามใจเสด็จพ่อเถอะพ่ะย่ะค่ะ…”
ณ ชั้นสองของพระราชวังแวร์ซาย โซเรล “สาวแมวเหมียว” ที่สองพ่อลูกพูดถึง กำลังมองบารอนแคนดิซอย่างประหม่า:
“งั้น ชุดกระโปรงตัวใหม่ของคุณหนูเดลวอก็เป็นผลงานของคุณใช่ไหมคะ?”
บารอนแคนดิซสะบัดผ้าเช็ดหน้า พยักหน้าด้วยความภูมิใจ:
“ถูกต้องครับ นั่นเป็นผลงานที่ผมภูมิใจมากทีเดียว”
“ขออภัยที่ต้องถามนะคะ…” โซเรลก้มหน้าด้วยความอับอาย “ถ้าจะตัดชุดแบบนั้น ต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่คะ?”
บารอนแคนดิซชูนิ้วสองนิ้ว: “คุณหนูเดลวอจ่ายให้ผม 2 พัน 3 ร้อยฟรังก์ครับ ถ้าคุณชอบ ผมก็ยินดีออกแบบชุดที่เหมาะกับคุณให้ได้นะครับ”
โซเรลได้ยินถึงกับหน้ามืด พระผู้เป็นเจ้า! ชุดกระโปรงอะไรถึงได้แพงขนาดนี้?! รู้อย่างนี้ไม่น่าปฏิเสธความหวังดีของมกุฎราชกุมาร แล้วรับเงิน 5 พันฟรังก์นั้นคืนมาเลย
เดิมทีตั้งใจจะพักผ่อนสักระยะ แต่ดูท่าตอนนี้คงต้องออกไปหาเงินต่อซะแล้วสิ เพราะ 2 พันกว่าฟรังก์ไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆ เลยนะ…
ใช่แล้ว คืนนั้นตอนที่เธอเตะคามีเลียกระเด็น ชุดกระโปรงของคามีเลียขาดด้วย
ในพระราชวังแวร์ซาย การใส่เสื้อผ้าปะชุนนั้นเป็นไปไม่ได้เลย เพราะจะกลายเป็นตัวตลกในหมู่คุณหญิงคุณนายทันที ดังนั้นถ้ากระโปรงขาดก็มีทางออกเดียวคือทิ้งลงถังขยะ
เธอต้องชดใช้ค่ากระโปรงให้คามีเลีย รวมถึงค่ารักษาพยาบาล และ “น้ำใจ” เล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการขอโทษด้วย รวมๆ แล้วคงต้องเตรียมเงินถึง 3 พันฟรังก์
โซเรลรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบมืดมนไปหมด เธอกล่าวลาบารอนแคนดิซอย่างหมดอาลัยตายอยาก และต้องเริ่มต้นการเดินทางเพื่อหาเงินอีกครั้ง…
อีกด้านหนึ่ง ในงานเต้นรำ พระราชินีมารีกำลังจับมือ “ลูกสะใภ้” ที่เธอหมายมั่นปั้นมือไว้ พูดคุยปลอบใจอย่างจริงจัง:
“ซาช่า หนูเองก็รู้นะ ว่าผู้ชายในวัยของโจเซฟน่ะ แถมยังเก่งกาจขนาดนั้น ก็มักจะมีผู้หญิงมาคอยวนเวียนอยู่รอบตัวเสมอ แต่หนูเชื่อฉันเถอะ เขาไม่ใช่คนที่จะหวั่นไหวง่ายๆ หรอก ฉันรับประกันได้เลย”
อเล็กซานดราวัย 8 ขวบกระพริบตาสีฟ้าสวยงาม พยักหน้าอย่างงงๆ ยังไงซะพระราชินีตรัสอะไรก็คงจะถูกเสมอแหละ แถมพระองค์ยังบอกว่ามกุฎราชกุมารเก่งกาจมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง!
โจเซฟทานอาหารค่ำเสร็จ ก็ไม่ได้ “ทำงานล่วงเวลา” ต่อ เพราะช่วงนี้รู้สึกเหนื่อยจริงๆ โดยเฉพาะเหนื่อยใจ
พอเขากลับมาถึงตำหนัก ก็เห็นเพอร์นายืนรออยู่หน้าห้องรับรอง จึงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย คุณหมอสาวเปลี่ยนมาใส่ชุดสีขาว… น่าจะเป็นเสื้อกาวน์ที่เขาเคยมอบให้ แต่เห็นได้ชัดว่าผ่านการเข้ารูปและขยายช่วงคอเสื้อถึงหน้าอก อืม วันนี้ดูเหมือนเธอจะไม่ได้ใส่ที่รัดหน้าอก ทำให้เสื้อกาวน์เน้นส่วนเว้าส่วนโค้ง เผยให้เห็นทรวดทรงที่งดงาม
แถมเธอยังปล่อยผมยาวดัดลอนเป็นลอนอ่อนๆ ปล่อยสยายไปด้านหลัง บนศีรษะไม่ใช่หมวกสามเหลี่ยมใบเดิม แต่เป็นหมวกพยาบาลใบเล็กๆ แบบที่เขาเคยออกแบบไว้ให้
สรุปง่ายๆ ก็คือ สไตล์สาวน้อยวัยใสบวกกับความเซ็กซี่ของเครื่องแบบ…
โจเซฟรีบหยุดความคิดฟุ้งซ่าน ยิ้มทักทายเพอร์นา:
“คุณกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่? งานวันเกิดของมาดามลามาร์กคงจะครึกครื้นน่าดูนะ? ฉันยุ่งมากจริงๆ ไม่งั้นก็ควรจะไปร่วมแสดงความยินดีกับเธอด้วย”
มาดามลามาร์กก็คือคุณแม่ของเพอร์นา
เพอร์นาดูประหม่ามาก รีบย่อเข่าทำความเคารพ แล้วพูดว่า:
“คุณแม่คงจะดีใจมากแน่ๆ ถ้ารู้ว่าพระองค์ยินดีมาร่วมงานวันเกิดของเธอ”
โจเซฟเห็นเธอยังยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น จึงถามด้วยความสงสัย:
“คุณมีเรื่องอะไรจะพูดหรือเปล่า?”
“อ้อ เพคะ ฝ่าบาท” เพอร์นารีบหยิบกล่องสวยงามใบหนึ่งขึ้นมาจากด้านหลัง ประคองด้วยสองมือส่งให้โจเซฟ “มาดามลาวัวซีเยฝากของสิ่งนี้มาให้พระองค์เพคะ”
โจเซฟรับมาเปิดดู ก็พบว่าข้างในเป็นปลอกดาบที่ทำจากทองคำฉลุลาย ประดับด้วยทับทิมนับสิบเม็ด ซึ่งก็คือเครื่องประดับสำหรับติดตรงปากฝักดาบนั่นเอง
“เธอส่งของแพงขนาดนี้มาให้ฉันทำไมเนี่ย?”
“อา มาดามลาวัวซีเยบอกว่าสั่งทำมาในราคา 2 แสน 3 หมื่นฟรังก์เพคะ”
เพอร์นาในชุดทำงานชุดใหม่ดูประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก เธอเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองไม่เหมาะกับการเป็นนักพูดโน้มน้าวใจเลย ท่าทางเงอะงะของเธอตอนนี้เหมือนเด็กที่ไม่ได้อ่านหนังสือสอบแล้วเดินเข้าห้องสอบไม่มีผิด
เธอกัดฟัน ตัดสินใจพูดตรงๆ เลย:
“ฝ่าบาท หม่อมฉันอยากจะขอร้องให้พระองค์ประทานอภัยโทษให้บารอนลาวัวซีเยเพคะ เขาได้สำนึกผิดอย่างสุดซึ้งแล้ว และยินดีที่จะจ่ายค่าปรับทั้งหมด ขอความกรุณาอย่าให้เขาต้องติดคุกเลยเพคะ ความจริงแล้วเขาเป็นคนดีมาก และยังเป็นที่เคารพยกย่องในสถาบันวิทยาศาสตร์ฝรั่งเศสอย่างมากอีกด้วย
“ถ้าเป็นไปได้ ขอให้พระองค์เห็นแก่…”
โจเซฟเอามือตบหน้าผาก เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าจุดประสงค์หนึ่งในการกลับมาที่พระราชวังแวร์ซายครั้งนี้ ก็เพื่อมาขอใบอภัยโทษให้ลาวัวซีเยจากเสด็จพ่อนี่นา แต่พอมัวแต่ยุ่งเรื่องปืน ก็เลยลืมไปซะสนิท
ขืนปล่อยไว้นานกว่านี้ พอศาลสูงจัดการเรื่องกระบวนการเสร็จ ลาวัวซีเยก็คงต้องเข้าไปนอนในคุกจริงๆ
ในเมื่อเพอร์นาเป็นคนเอ่ยปากเรื่องนี้ขึ้นมา เขาก็ถือโอกาสนี้มอบน้ำใจให้เธอไปเลยก็แล้วกัน จึงรีบยิ้มและพูดว่า:
“ตกลง ในเมื่อคุณพูดแบบนี้ ฉันจะไปขอใบอภัยโทษจากเสด็จพ่อให้เอง ฝากไปบอกบารอนลาวัวซีเยด้วยนะ ว่าไม่ต้องกังวลเรื่องนี้อีกแล้ว”
เพอร์นาอึ้งไปเลย เดิมทีเธอคิดว่าจะต้องอ้อนวอนมกุฎราชกุมารเป็นชั่วโมงๆ แต่คิดไม่ถึงว่าพูดไปแค่ไม่กี่คำ ฝ่าบาทก็ยอมตกลงแล้ว!
นี่… จู่ๆ เธอก็รู้สึกอบอุ่นในหัวใจ มกุฎราชกุมารทรงดูแลเอาใจใส่เธอถึงเพียงนี้ ไม่สิ ต้องเรียกว่า… ลำเอียง เลยด้วยซ้ำ!
หัวใจของเธอเต้นระรัว ลืมเรื่องที่อยากจะพูดไปจนหมดสิ้น ในหัวมีแต่เรื่องที่ฝ่าบาททรงยอมยกโทษจำคุก 15 ปีให้ลาวัวซีเยอย่างไม่ลังเลเพียงเพื่อเธอ
ต้องรู้ไว้ว่า มีนายหน้าเก็บภาษีตั้งกี่คนที่ถูกประหารชีวิตที่จัตุรัสลูฟวร์ หรือไม่ก็ต้องติดคุกไปอีกหลายปี แต่ในบรรดาคนเหล่านั้น มีเพียงลาวัวซีเยเท่านั้นที่ได้รับอภัยโทษ และเป็นเพราะฝ่าบาททรงเห็นแก่หน้าเธอ!
ที่แท้ ภายในใจของฝ่าบาทก็มีเธอมาตลอด!
มิน่าล่ะ มารีอานน์ถึงเรียกเธอว่า “อันดับหนึ่ง…” ใบหน้าของเธอแดงก่ำขึ้นมาทันที ไม่กล้าแม้แต่จะคิดคำนั้นออกมา
ที่แท้ มีเพียงฉันคนเดียวที่โง่เง่า ไม่เคยรับรู้ถึงความรู้สึกของฝ่าบาทเลย ฉันนี่มันโง่จริงๆ!
ฟู่
ในเสี้ยววินาทีนั้น เธอรู้สึกราวกับว่าโลกทั้งใบสว่างไสวขึ้นมา!

0 Comments