ตอนที่ 396 การกระทำในป่าละเมาะ
แปลโดย เนสยังโฮจ๋ายดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ สำหรับเขาแล้ว ตราบใดที่เป็นเรื่องที่ทำให้รวยได้ ล้วนเป็นเรื่องดีทั้งนั้น
ทหารหนึ่งพันกว่าคน จะว่าน้อยก็ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้มากจนน่ากลัว แถมยังอยู่ที่อำเภอผิงหยางอันแร้นแค้นนั่นอีก
และโฮจ๋ายก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่า เช่นเดียวกับที่พวกโจรโพกผ้าเหลืองชอบรายงานยอดทหารเกินจริง พวกทหารรักษาเมืองอะไรเทือกนั้นก็มักจะรายงานยอดทหารเกินจริงเพื่ออมเงินเดือนเหมือนกัน มีแม่ทัพคนไหนบ้างที่ไม่ทำแบบนี้?
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความแตกต่างระหว่างทหารหลักกับทหารเสริมอีก ในจำนวนหนึ่งพันกว่าคนนี้ คนที่สามารถลงสนามรบได้จริงๆ คงมีแค่ไม่กี่ร้อยคนเท่านั้น ส่วนทหารที่เขาพามาด้วยมีเกือบสี่พันคน แถมยังเป็นชายฉกรรจ์ที่เคยผ่านศึกและเคยเห็นเลือดมาแล้วทั้งนั้น จะต้องไปกลัวอะไร?
เจ้านั่นแซ่อะไรนะ?
ช่างมันเถอะ จะแซ่อะไรก็ช่าง ตราบใดที่กล้าตั้งค่ายสู้รบซึ่งหน้า โฮจ๋ายก็ตัดสินใจจะใช้กำลังหลักตรึงไว้ แล้วใช้ปีกซ้ายขวาโอบล้อม รับรองว่าบดขยี้ได้ราบคาบ! แต่ถ้าไม่กล้าสู้ซึ่งหน้า คิดจะอาศัยกำแพงเมืองพังๆ ของผิงหยางในการตั้งรับล่ะก็ ฮ่าๆ อำเภอผิงหยางถูกทิ้งร้างมาตั้งกี่ปีแล้ว กำแพงเมืองพังทลายไปตั้งเท่าไหร่ มันก็ไม่ต่างอะไรกับไม่มีกำแพงหรอก!
ต้องเข้าใจนะว่า แม้โฮจ๋ายจะละโมบ แต่เขาก็ยอมทุ่มเทกับเรื่องกำลังพล เพราะถ้าไม่มีทหารเก่งๆ ก็คงไปปล้นชิงเงินทองมาไม่ได้ เขาคำนวณเรื่องพวกนี้ได้ทะลุปรุโปร่ง
จากค่ายพักแรมเดิมของกองทัพไป๋ปัวไปยังซากเมืองผิงหยาง มีระยะทางประมาณสี่สิบกว่าลี้ ไม่ถึงห้าสิบลี้ โฮจ๋ายกะเกณฑ์ไว้ว่า วันนี้น่าจะเดินทัพได้สักสามสิบลี้ แล้วค่อยตั้งค่ายพักผ่อน พรุ่งนี้ค่อยสั่งบุกเมืองโดยตรง แน่นอนว่าถ้าเจ้านามสกุลอะไรนั่นฉลาดพอ แล้วยอมล่าถอยไปเอง เขาก็จะได้ไม่ต้องเปลืองแรง…
พื้นที่ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเฝินสุ่ยค่อนข้างราบเรียบ หลังจากโฮจ๋ายส่งทหารสอดแนมออกไปแล้ว ก็จัดขบวนทัพเป็นแถวหน้ากระดานเรียงห้า แม้จะไม่ได้เป็นระเบียบเรียบร้อยนัก แต่เมื่อเทียบกับพวกทหารเลวและชาวบ้านที่ถูกกวาดต้อนมา ก็ถือว่าดูดีกว่ามาก ขบวนทัพสี่พันคนดูเหมือนงูตัวยาวที่กำลังเลื้อยคดเคี้ยวไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้
…
ห่างจากซากเมืองผิงหยางไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณสิบกว่าลี้ มีป่าละเมาะแห่งหนึ่ง มีถนนตัดผ่านกลางป่า ป่าแห่งนี้ไม่ได้กว้างใหญ่นัก แต่เนื่องจากมีพุ่มไม้ขึ้นแซมอยู่ใต้ต้นไม้ จึงทำให้ไม่สามารถมองทะลุปรุโปร่งได้ตั้งแต่แรกเห็น
ทหารสอดแนมของกองทัพไป๋ปัวห้านายเดินทางมาถึงที่นี่ พวกเขามองดูป่าตรงหน้า สบตากัน ก่อนจะแบ่งคนสองคนลงจากม้า ค่อยๆ ย่อตัวลงเตรียมจะลอบเข้าไปสำรวจในป่า…
รอบด้านเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าของทหารสองคนนี้ที่เหยียบลงบนกิ่งไม้แห้งใบไม้ร่วงดังกรอบแกรบ
ทหารกบฏคนหนึ่งลอบเข้าไปจนถึงพุ่มไม้หน้าป่า ค่อยๆ ยืดตัวขึ้น ชะโงกหน้าออกไปดู…
จู่ๆ ก็มีเสียงสายธนูลั่น “ผึง!” ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งทะยานออกมาจากในป่า!
ลูกธนูพุ่งแหวกอากาศดั่งสายฟ้าแลบ พริบตาเดียวก็เจาะทะลุลำคอของทหารกบฏผู้นั้นพร้อมกับสาดละอองเลือดออกมากระจาย ทหารกบฏกุมรอยแผลที่ลำคอที่เกิดเป็นรูโหว่อย่างกะทันหัน ก่อนจะหงายหลังล้มตึงลงไป
ทหารกบฏที่เหลือไม่ทันได้แม้แต่จะร้องสักแอะ รีบหันหลังกลับวิ่งหนีไม่คิดชีวิต
ฮองเฉิงยิงธนูซ้ำอีกดอก สังหารทหารกบฏคนที่สองที่ลงจากม้าตายคาที่ ส่วนทหารกบฏที่เหลืออีกสามคนก็ควบม้าเตลิดหนีไปไกลแล้ว
ฮองเฉิงลดคันธนูลงพลางสั่งการ “ให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม พวกโจรโพกผ้าเหลืองใกล้จะมาถึงแล้ว”
…
ฝุ่นผงบนเส้นขอบฟ้าเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นไม่นาน เงาดำทีละเงาก็เริ่มปรากฏขึ้น ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ หลังจากได้รับรายงานจากทหารสอดแนม โฮจ๋ายก็สั่งให้กระจายกำลังทหารออก ขยายปีกซ้ายขวาออกไป ส่วนทหารที่อยู่ตรงกลางก็เริ่มบีบวงล้อมเข้าหาป่าละเมาะ
โฮจ๋ายนั่งอยู่บนหลังม้า ทอดสายตามองไปรอบๆ ไม่มีฝุ่นควัน ไม่มีทหาร มีเพียงป่าละเมาะผืนนั้นที่อยู่ไกลออกไป โฮจ๋ายประเมินขนาดของป่า แล้วก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะ ป่าขนาดนี้ จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก แต่ดูบางตาไปหน่อย อย่างมากก็ซ่อนคนได้สักไม่กี่ร้อยคน ซุ่มโจมตีงั้นหรือ หึหึ ถูกจับได้ขนาดนี้ยังจะเรียกว่าซุ่มโจมตีได้อีกหรือ?
“ปีกซ้ายขวาโอบล้อมเข้าไป!” โฮจ๋ายออกคำสั่ง
กองทัพไป๋ปัวเปรียบเสมือนปูยักษ์ที่กางก้ามขนาดใหญ่สองข้างออก เตรียมพร้อมที่จะโอบล้อมป่าละเมาะเอาไว้…
ทันใดนั้น ก็มีเสียงตะโกนโหวกเหวกดังมาจากในป่า ทหารกว่าร้อยนายพุ่งพรวดออกมา ตั้งกระบวนทัพที่ดูบิดๆ เบี้ยวๆ อยู่หน้าป่า แม่ทัพที่อยู่หน้าสุดถือทหารง้าวยาว ตะโกนเสียงก้อง “ผู้มาเยือนคือใคร? กล้ามาดวลกันตัวต่อตัวหน้ากองทัพหรือไม่?”
โฮจ๋ายอดหัวเราะออกมาไม่ได้ จำนวนคนของข้ามากกว่าเจ้าเป็นสิบเท่า แล้วข้าจะไปดวลตัวต่อตัวกับเจ้าทำไม? นี่มันไอ้โง่ที่ไหนโผล่มาเนี่ย?
โฮจ๋ายไม่สนใจเสียงตะโกนท้าทายของแม่ทัพผู้นั้นเลย เขานั่งนิ่งอยู่ตรงกลาง ออกคำสั่งให้ปีกซ้ายขวาเร่งความเร็ว โอบล้อมไอ้พวกโง่พวกนี้ไว้…
ทหารที่อยู่ตรงกลางก็ค่อยๆ บีบวงล้อมเข้าไปทีละก้าว…
…
ฮองเฉิงมองดูกองทัพไป๋ปัวทั้งสองข้างที่กำลังโอบล้อมเข้ามา กะระยะในใจว่าน่าจะพอดีแล้ว จึงตะโกนลั่น “ไอ้พวกตาขาวขี้ขลาดตาขาว! คราวหน้าข้าจะตัดหัวพวกแกให้ได้!”
จากนั้นเขาก็หันหัวม้า นำทหารหนีกลับเข้าไปในป่า
โฮจ๋ายที่กำลังดื่มน้ำจากถุงหนังสัตว์อย่างสบายใจ พอเห็นภาพตรงหน้าก็ถึงกับพ่นน้ำพรวดออกมา แทบจะสำลัก
เมื่อกองทัพไป๋ปัวแห่กันเข้ามาจนถึงหน้าป่า ฮองเฉิงก็นำคนหนีหายลับไปอีกฝั่งของป่าเสียแล้ว
โฮจ๋ายควบม้าตามมาสมทบ เมื่อเห็นเงาหลังของพวกที่วิ่งหนีเอาชีวิตรอดหายลับไปไกล ก็อดไม่ได้ที่จะสบถด่า “หนีเร็วยิ่งกว่ากระต่ายเสียอีก! มารดามันเถอะ!”
“ท่านแม่ทัพ! ดูสิ! ไฟไหม้ ไฟไหม้แล้ว!” จู่ๆ ทหารคนหนึ่งก็ร้องลั่น
สิ่งที่เห็นคือ ภายในป่าละเมาะ เปลวไฟที่ลุกไหม้กิ่งไม้และพุ่มไม้ไม่รู้ว่าเริ่มลุกไหม้ตั้งแต่เมื่อใด บัดนี้กำลังค่อยๆ ขยายวงกว้างขึ้น กลุ่มควันดำทะมึนเริ่มลอยฟุ้งกระจายไปทั่วป่า…
“ถอยออกไป! รีบถอยออกไป!”
แม้กองทัพไป๋ปัวจะไม่ได้ตามเข้าไปในป่า แต่ถ้าถูกไฟลามมาติดเสื้อผ้าคงไม่เป็นผลดีแน่ จึงพากันสลายกระบวนทัพ ถอยห่างออกจากป่าละเมาะ
“ท่านแม่ทัพ… จะเอาอย่างไรต่อดีขอรับ?”
ถนนสายนี้ตัดผ่านกลางป่า หากจะเดินหน้าต่อไปก็คงจะเร็วกว่า แต่ด้วยกำลังพลเกือบสี่พันคน การจะผ่านไปให้หมดก่อนที่ไฟจะลุกลามใหญ่โตเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย หากไฟเกิดโหมแรงขึ้นมา คงแย่แน่ๆ เพราะน้ำไฟไร้ปรานี
แต่ถ้าจะเดินอ้อม ก็ต้องอ้อมป่าละเมาะผืนนี้ไปเป็นวงกลม แม้ป่าจะไม่ใหญ่นัก แต่การเดินอ้อมก็หมายความว่าจะไม่ได้อยู่บนถนน อาจจะมีร่องลึกหรือเนินดินบ้าง แม้จะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ก็ทำให้การเดินทางลำบากขึ้น
จะให้รออยู่ที่นี่จนกว่าไฟจะดับหรือ?
ไม่มีทาง!
ใครจะไปรู้ว่าไฟจะไหม้ไปอีกกี่วัน?
จู่ๆ โฮจ๋ายก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ มารดามันเถอะ! นี่ต้องเป็นแผนของเจ้านามสกุลอะไรนั่นแน่ๆ!
เพื่อถ่วงเวลาไม่ให้ข้าเดินทางไปถึงผิงหยางได้เร็วสินะ?!
ลูกไม้ตื้นๆ แค่นี้ คิดจะมาหลอกข้างั้นหรือ?

0 Comments