ตอนที่ 370 การเลือกทิศทาง
แปลโดย เนสยังสายฝนโปรยปราย
บางเบาราวกับเส้นไหม
ล่องลอยพลิ้วไหวราวกับมือเล็กๆ ของคนรัก คอยลูบไล้ ซึมซาบ ตั้งแต่เสื้อผ้าไปจนถึงผิวกาย
ชาชั้นเลิศ
กลิ่นหอมกรุ่นกำจาย
ล่องลอยบางเบาราวกับอ้อมกอดของคนรัก คอยให้ความอบอุ่น แนบชิด จากภายนอกซึมซาบสู่ภายใน
สายฝนและกลิ่นชาได้แบ่งแยกพื้นที่ทั้งในและนอกห้องโถงให้กลายเป็นสองโลกที่แตกต่างกัน
“ท่านพี่ เชิญดื่มชาขอรับ!” ซุนฮกประคองถ้วยชาที่ต้มด้วยมือตนเองอย่างเคารพ ส่งให้ซุนซิม เมื่อเห็นซุนซิมรับถ้วยไปและเริ่มดื่มแล้ว เขาถึงได้หยิบถ้วยชาของตนขึ้นมาจิบชิมอย่างช้าๆ
ในน้ำชาไม่มีการเติมแต่งสิ่งใดลงไป มีเพียงน้ำเปล่าต้มเดือดเท่านั้น นี่คือความเคยชินของซุนซิม
ยามดื่มชาไม่เอ่ยวาจา ยามกินอาหารไม่พูดคุย นี่ก็เป็นความเคยชินของซุนซิมเช่นกัน
เมื่อเห็นซุนซิมค่อยๆ ดื่มชาจนหมดแล้ววางถ้วยลง ซุนฮกก็วางถ้วยชาลงตาม
คิจิ๋วแห้งแล้งมานาน แม้ฝนฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้จะไม่หนักนัก แต่ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง เพราะการมีฝนฤดูใบไม้ผลินี้ เมล็ดพันธุ์พืชผลที่หว่านลงไปก็จะได้แตกหน่อเติบโต และการเก็บเกี่ยวตลอดทั้งปีจึงจะมีความหวัง
ทว่าสำหรับผู้คนในคิจิ๋วตอนนี้ ในใจของคนหลายคนกลับเริ่มมีวัชพืชแตกหน่อลุกลามขึ้นมาอย่างเงียบๆ
“จดหมายจากท่านผู้นำตระกูลมาถึงแล้ว” ซุนซิมหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ วางลงบนโต๊ะ เลื่อนไปทางซุนฮก จากนั้นก็หันไปมองสายฝนปรอยๆ นอกห้องโถงอีกครั้ง สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม ราวกับต้องการจะมองหาภาพอะไรบางอย่างจากสายฝนนอกห้องโถงนั้น
ซุนฮกหยิบจดหมายมาเปิดอ่าน ยิ่งอ่านก็ยิ่งขมวดคิ้ว
ผ่านไปพักใหญ่ ซุนฮกจึงวางจดหมายลง มองซุนซิมด้วยสีหน้าซับซ้อน จากนั้นก็ก้มหน้าลง มองไอน้ำที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากป้านชาบนโต๊ะ สีหน้าเผยให้เห็นถึงความอับจนหนทาง ราวกับต้องการจะค้นหาคำตอบอันน่าตกใจบางอย่างจากไอน้ำนั้น
พี่น้องสองคน คนหนึ่งมองสายฝน อีกคนมองกลุ่มควัน เงียบงันไร้วาจา
ซุนซิมถอนหายใจแผ่วเบา ราวกับหยาดฝนฤดูใบไม้ผลิที่หยดกระทบหลังคากระเบื้อง แผ่วเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน เขาเอ่ยเป็นบทกวีขึ้นว่า
“ฟ้าประทานขุนเขาสูงตระหง่าน
ไท่อ๋องบุกเบิกแผ้วถาง
บรรพชนสร้างสรรค์ไว้
บุนอ๋องสานต่อให้ร่มเย็น
จากถิ่นฐานมุ่งสู่ฉีซาน
หนทางราบรื่นกว้างไกล
ลูกหลานจงปกปักรักษา”
ซุนฮกนิ่งเงียบ เขารู้ดีถึงที่มาของบทกวี “ฟ้าประทาน (เทียนจั๋ว)” นี้ และย่อมรู้ถึงความหมายที่แฝงอยู่เช่นกัน
นี่คือบทกวีที่โจวกงใช้บวงสรวงภูเขาฉีซานในสมัยของพระเจ้าจิวเซ้งอ๋อง
ฉีซานไม่ใช่แผ่นดินเกิดของชนเผ่าโจว แต่หลังจากเผ่าโจวย้ายถิ่นฐานมาทางตะวันออกและยึดครองเมืองเจาเกอได้สำเร็จ นั่นก็หมายถึงการก้าวจากชนเผ่าไปสู่ราชวงศ์ ความเจริญรุ่งเรืองทั้งหมดนี้เริ่มต้นขึ้นที่ฉีซาน ชาวโจวได้ขยายดินแดนไปทางตะวันออกอย่างต่อเนื่อง จนครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของจงหยวน
ดังนั้น สำหรับราชวงศ์โจวแล้ว ความหมายของฉีซานจึงยิ่งใหญ่กว่าการเป็นเพียงถิ่นฐานเดิมของชนเผ่า แต่มันคือสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองของชนเผ่า และเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลที่ก้าวจากดินแดนห่างไกลเข้าสู่ศูนย์กลาง
บ้านเกิดของตระกูลซุนคืออิ่งชวน แต่ตอนนี้ผู้นำตระกูลซุนได้ติดตามพระเจ้าเหี้ยนเต้ไปยังเตียงอั๋น ส่วนซุนซิมและซุนฮกสองพี่น้องกลับอยู่ที่คิจิ๋ว ในแง่หนึ่งแล้ว พวกเขาทั้งหมดล้วนจากบ้านเกิดมา จาก “ฉีซาน” มาแล้วทั้งสิ้น
ความหมายของคำว่า “บ้านเกิด” จะเปลี่ยนแปลงไปตามการอพยพย้ายถิ่นฐานของผู้คน เช่นเดียวกับกษัตริย์โจวที่จากฉีซานอันเป็นบ้านเกิดมา แล้วเปลี่ยนเมืองเจาเกอให้กลายเป็นบ้านเกิดแห่งใหม่ ถิ่นฐานเดิมอาจจะสูญเสียความสำคัญไปเพราะไม่เอื้อต่อการอยู่รอดและการพัฒนา ในขณะที่ถิ่นฐานแห่งใหม่ที่ช่วยสร้างรากฐานอาจจะกลายเป็นที่ที่ผูกพันมากกว่า
การสร้างวีรกรรมและสถาปนาราชวงศ์ไม่จำเป็นต้องเกิดและเติบโตในบ้านเกิดเสมอไป เช่นเดียวกับสถานการณ์ที่ตระกูลซุนกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้
แต่ซุนฮกกลับรับรู้ได้ถึงความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าซึ่งซ่อนอยู่เบื้องหลังบทกวีของซุนซิม โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายที่ว่า “ลูกหลานจงปกปักรักษา” ซึ่งเผยให้เห็นถึงความในใจของซุนซิมในตอนนี้…
ตอนนี้ซุนซิมก็คือลูกหลานของตระกูลซุน เป็นรากฐานของตระกูลซุน เป็นสถานะของตระกูลซุน เป็นอนาคตของตระกูลซุน ย่อมต้องให้ซุนซิมผู้เป็นลูกหลานผู้นี้ออกมา “ปกปักรักษา” เสียแล้ว
เหมือนกับที่ผู้นำตระกูลซุนซองได้สั่งความไว้ในจดหมาย แม้ภายนอกจะดูเหมือนถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความรักและความห่วงใย แต่ความหมายที่แท้จริงกลับชัดเจนยิ่งนัก คือการสั่งให้ซุนซิมให้ความช่วยเหลืออ้วนเสี้ยว “อย่างสุดความสามารถ”…
เหมือนกับเมื่อครั้งที่ตระกูลเคยเกลี้ยกล่อมให้ซุนซิมให้ความช่วยเหลือฮันฮก เจ้าเมืองคิจิ๋ว “อย่างสุดความสามารถ” เช่นกัน…
“ท่านพี่…”
ซุนฮกลุกจากที่นั่ง คุกเข่าคำนับอย่างเต็มยศ ก้มหน้าลงบนฝ่ามือ เดิมทีอยากจะพูดจาปลอบใจซุนซิมบ้าง แต่คำพูดมากมายที่จุกอยู่ที่คอกลับพูดไม่ออกเลยแม้แต่น้อย
ซุนซิมยิ้มบางๆ ประคองซุนฮกให้ลุกขึ้น เอ่ยว่า “ข้าเป็นพี่ ย่อมต้องเดินนำไปก่อน ไม่ต้องทำถึงเพียงนี้หรอก”
ซุนซิมก็เหมือนกับซุนฮก หลังจากมาถึงคิจิ๋วแล้ว ก็พบว่าเจ้าเมืองคิจิ๋วอย่างฮันฮกไม่ใช่เจ้านายที่ปราดเปรื่อง แต่สำหรับอ้วนเสี้ยวนั้น ก็ยังมีเรื่องให้รู้สึกเสียดายอยู่เล็กน้อย
เพราะข้างกายอ้วนเสี้ยวมีคนที่มาจากอิ่งชวนเหมือนกันอย่างกุยเต๋าอยู่แล้ว
แม้เดิมทีกุยเต๋าจะเป็นลูกน้องของฮันฮก แต่หลังจากอ้วนเสี้ยวมาถึงคิจิ๋ว เขาก็สร้างความสัมพันธ์กับอ้วนเสี้ยวอย่างรวดเร็ว และได้รับความไว้วางใจจากอ้วนเสี้ยว ซึ่งนี่ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนักสำหรับตระกูลซุนที่มาจากอิ่งชวนเหมือนกัน
ความใจแคบของกุยเต๋า…
ดังนั้นเดิมทีซุนซิมก็ไม่ได้อยากจะเข้าข้างอ้วนเสี้ยวนัก และก็รังเกียจที่จะต้องทำงานร่วมกับคนใจแคบเช่นนี้ เขาหวังว่าจะมีเจ้านายผู้ปราดเปรื่องที่ทำให้เขาสามารถแสดงความสามารถได้อย่างเต็มที่ มากกว่าที่จะต้องมานั่งแก่งแย่งชิงดีกับเพื่อนร่วมงานไปวันๆ
แต่คำสั่งของตระกูลนั้น ขัดขืนไม่ได้
ใครใช้ให้ตนเกิดมาเป็นลูกหลานตระกูลซุน ทั้งยังเป็นพี่ชายเล่า หากตนไม่เป็นผู้บุกเบิกทดลองก่อน จะให้ปล่อยหน้าที่นี้ไปให้แก่น้องชายอย่างนั้นหรือ
“ฮันฮกต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน” ซุนซิมกล่าว ราวกับกำลังพูดเรื่องธรรมดาสามัญเรื่องหนึ่ง “ไม่ได้ใจปราชญ์แห่งคิจิ๋ว ทั้งยังไม่ได้ใจคนแห่งอิ่งชวน ห่วงหน้าพะวงหลัง ลังเลไม่เด็ดขาด มีเพียงไม้เท้าแห่งอำนาจ แต่กลับทำสิ่งใดไม่ได้ ผู้ที่จะทำการใหญ่ต้องไม่ยึดติดกับเรื่องเล็กน้อย ผู้ที่จะก้าวขึ้นเป็นเจ้าแผ่นดินต้องกล้าเดินหน้าอย่างไม่ย่อท้อ แต่น่าเสียดายที่ในใต้หล้าตอนนี้ ยังไม่มีวีรบุรุษเช่นนั้นปรากฏตัวขึ้น ซุนฮก เจ้าจงรอคอยเวลาของเจ้าเถิด…”
ซุนฮกรู้ดีว่า อันที่จริงประโยคสองประโยคที่ซุนซิมกล่าวออกมานั้น ประโยคหนึ่งหมายถึงอ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวนั้นให้ความสำคัญกับ “เรื่องเล็กน้อย” มากเกินไป ในช่วงเวลาสำคัญของการปราบปรามตั๋งโต๊ะเช่นนี้ กลับยังต้องมามัวหา “คำสั่งแต่งตั้ง” ให้ตัวเองเป็นขุนพลทหารม้าเสียก่อนถึงจะยอมลงมือทำอะไร โดยไม่รู้เลยว่าโอกาสทองนั้นมักจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ส่วนเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์นั้น ขอเพียงมีชื่อในฐานะซานกง หากยอมลงมือจริงๆ เมื่อถึงเวลาที่ประสบความสำเร็จ ยศนั้นจะยังเล็กน้อยอยู่อีกหรือ
ส่วนอีกประโยคหนึ่งหมายถึงอ้วนสุด แม้จะมีทหารแห่งยีหลำอยู่ในมือ มีขุนพลอย่างซุนเกี๋ยนและกิเหลงเป็นลูกน้อง แต่กลับเอาแต่หมุนวนอยู่ในพื้นที่บริเวณอิ่งชวน ไม่มีอารมณ์ความกล้าหาญที่จะ “ก้าวเดินไปข้างหน้า” จนเปิดโอกาสให้ตั๋งโต๊ะพลิกกลับมาโจมตีสวนได้
ดังนั้นในสายตาของซุนซิม ทั้งอ้วนเสี้ยวและอ้วนสุดต่างก็ไม่ใช่ “วีรบุรุษ” ที่สามารถฝากฝังชีวิตได้ แต่ภายใต้คำสั่งของตระกูล เขาก็จำต้องยอมกระโดดเข้าไปร่วมในค่ายของอ้วนเสี้ยว ดังนั้น สำหรับซุนซิมแล้ว นี่ก็นับเป็นความโหดร้ายรูปแบบหนึ่งเช่นกัน
“ขอน้อมรับคำสั่งสอนของท่านพี่” ซุนฮกคุกเข่าคำนับอีกครั้ง
ซุนซิมพยักหน้า หันไปมองนอกห้องโถง สายฝนปรอยๆ ได้หยุดลงตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ ซุนซิมยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ฝนหยุดแล้ว ออกเดินทางได้”
ใช่แล้ว ฝนหยุดแล้ว ออกเดินทางได้ แต่จะเดินไปทางไหน และทิศทางของถนนสายนี้ แท้จริงแล้วจะทอดยาวไปสู่แห่งหนใดกัน
ซุนฮกอำลาซุนซิม เดินออกจากที่พักของซุนซิม เดินช้าๆ ไปตามถนนในเมืองเงียบกุ้ย แหงนหน้ามองก้อนเมฆที่ยังไม่จางหายไปบนท้องฟ้า แล้วอดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงรำพึงออกมาว่า
“มีหญ้าใดบ้างไม่เปลี่ยนเป็นสีเหลือง
มีวันใดบ้างที่ไม่ต้องเดินทัพ
มีใครบ้างเล่าที่ไม่ถูกเกณฑ์
ไปกรำศึกอยู่สี่ทิศทาง
มีหญ้าใดบ้างไม่แห้งเหี่ยว
มีใครบ้างเล่าที่ไม่เดียวดาย
น่าเวทนาตัวข้าผู้เป็นทหารเกณฑ์
ต้องกลายเป็นคนเถื่อนไปแต่เพียงผู้เดียว
ไม่ใช่แรดและไม่ใช่เสือ
กลับต้องรอนแรมอยู่กลางทุ่งกว้าง
น่าเวทนาตัวข้าผู้เป็นทหารเกณฑ์
ไม่เว้นว่างทั้งเช้าค่ำ”

0 Comments