ตอนที่ 364 ความกระหาย… นั้น
แปลโดย เนสยังหลี่น่ากู่ หัวหน้าเผ่าชาวเกี๋ยง ตบอกตัวเองเสียงดังป้าบๆ และยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ของขวัญของตนจะหายไปหรือไม่นั้นไม่สำคัญ และไม่ใช่ประเด็นสำคัญ แต่สิ่งสำคัญคือพฤติกรรมที่ไร้ระเบียบวินัย ทำลายกระบวนการค้าขายตามปกติ และทำผิดกฎหมายนี้ จะทำลายความสัมพันธ์อันจริงใจระหว่างลูกหลานเทพศิลาขาวและท่านเจ้าเมืองเผย ส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างเผ่าเกี๋ยงกับราชวงศ์ฮั่น ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่หลี่น่ากู่ในฐานะชาวเกี๋ยงตะวันออกที่คอยรักษาความสงบตามแนวชายแดนและเป็นมิตรกับราชวงศ์ฮั่น ไม่อาจทนรับได้อย่างเด็ดขาด
เพื่อแสดงความรังเกียจและประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำอันเลวร้ายที่ใช้กำลังปล้นชิงทรัพย์สินของผู้อื่นอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย หลี่น่ากู่จึงเรียกพรานป่าที่มีฝีมือดีที่สุดในเผ่ามา เพื่อทำการค้นหาสถานที่เกิดเหตุแบบขุดรากถอนโคน…
จากนั้นสิ่งของแปลกๆ บางอย่างก็ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ถูกนำมาวางตรงหน้าหลี่น่ากู่และเผยเฉียน
“เศษผ้าชิ้นนี้คืออะไร” เผยเฉียนนั่งยองๆ ใช้สองนิ้วหยิบเศษผ้าชิ้นเล็กๆ ที่สูญเสียสีสันเดิมไปแล้วขึ้นมา คราบน้ำมันที่ติดอยู่บนเศษผ้านั้นมีปริมาณมากจนเกือบจะแข็งตัว เส้นใยของเศษผ้าแทบจะถูกอุดด้วยคราบน้ำมันจนมิด ตอนที่บีบถือไว้ในอากาศ ลมพัดมาก็ยังไม่ขยับเลย…
หลี่น่ากู่เรียกคนมาซักถามด้วยภาษาของตนพักหนึ่ง แล้วจึงกล่าวว่า “ท่านเจ้าเมืองเผย เศษผ้าชิ้นนี้พบมาจากตะปูเกี่ยวด้านบนแผ่นไม้ของรถม้า คงต้องเป็นตอนที่พวกโจรขโมยขนสินค้า แขนเสื้อถูกตะปูเหล็กเกี่ยวเข้าเป็นแน่!”
“อ้อ งั้น… อันนี้คืออะไร” เผยเฉียนวางเศษผ้าลง แล้วเขี่ยกองเศษของตรงหน้า ชี้ไปที่เศษไม้ชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งแล้วถาม
เศษไม้ชิ้นนี้ไม่ใหญ่มากนัก ขนาดเท่าครึ่งฝ่ามือ บนนั้นมีรอยมีดแกะสลัก เหมือนพยายามจะแกะสลักเป็นตัวอะไรสักอย่าง แต่เพิ่งจะได้โครงร่างคร่าวๆ เท่านั้น
“อันนี้เจอในป่าทางนั้น… อาจจะเป็นคนที่ซุ่มโจมตีอยู่ตรงนั้นทำตกไว้…”
เผยเฉียนหยิบเศษไม้ชิ้นนั้นขึ้นมาพิจารณาดู ดูเหมือนจะไม่ใช่การแกะสลักรูปคน เพราะสัดส่วนของรูปทรงนี้ไม่เหมือนสัดส่วนร่างกายคน ดูคล้ายสัตว์สี่เท้าอะไรสักอย่าง…
“นี่ตั้งใจจะแกะสลักม้าหรือ” เผยเฉียนส่งเศษไม้ให้หลี่น่ากู่
หลี่น่ากู่พลิกดูไปมา พึมพำว่า “ไม่ค่อยเหมือนม้าเลย… ท่านดูท้องนี่สิ ผอมเกินไป ท้องม้าจะไม่มีไขมันได้อย่างไร…”
จู่ๆ หลี่น่ากู่ก็ตบต้นขา ลุกขึ้นยืนและตะโกนเสียงกร้าวอย่างเกรี้ยวกราด ทันใดนั้นชาวเกี๋ยงหลายคนก็ตอบรับเสียงดัง วิ่งขึ้นขี่ม้า ควบม้าฮือกันมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ
“รู้แล้วว่าเป็นฝีมือใคร!” หลี่น่ากู่ชูเศษไม้สลักที่ยังไม่เสร็จนั้นขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและร้อนรน ราวกับจะรีบไปจับกุมกลุ่มโจรเหล่านี้กลับมาเดี๋ยวนั้น “ดูสิ! ไม้ชิ้นนี้แกะสลักเป็นชี่น่า! ข้าก็ว่าแล้วว่าลูกหลานเทพศิลาขาวอย่างเราไม่มีทางทำเรื่องไร้สัจจะเช่นนี้แน่! ไอ้พวกลูกหลานชี่น่าบัดซบ! นี่ต้องเป็นฝีมือพวกมันแน่นอน!”
ชี่น่ากูปู?
เผยเฉียนฟังภาษาชาวหูมานาน จึงพอจะคุ้นหูคำบางคำอยู่บ้าง ชี่น่าแปลว่าหมาป่า ส่วนกูปูแปลว่าลูกหลาน รวมกันก็คือลูกหลานของหมาป่างั้นหรือ
ชาวเกี๋ยงนับถือเทพศิลาขาว เป็นลัทธินับถือเทพเจ้าหลายองค์ตามธรรมชาติ สัตว์สัญลักษณ์ของพวกเขาคือแกะขาว ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะแกะสลักรูปหมาป่า ส่วนชนเผ่าที่ใช้หมาป่าเป็นสัตว์สัญลักษณ์มีเพียงสองกลุ่มใหญ่เท่านั้น กลุ่มหนึ่งคือซงหนู และอีกกลุ่มคือเซียนเปย
ชาวเซียนเปยอยู่ห่างไกลออกไปทางเหนือของเหอเทา นานๆ ครั้งถึงจะลงใต้มาสักที แต่เวลาส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในพื้นที่ทะเลทรายทางเหนือ มีเพียงชาวเซียนเปยตะวันออกเท่านั้นที่ทำสงครามสู้รบกับขุนพลกองซุนแห่งอิวจิ๋วอย่างไม่ยอมลดละ…
ดังนั้นในเวลานี้ ผู้ต้องสงสัยรายใหญ่ที่สุดก็คงหนีไม่พ้นกองทหารซงหนูใต้กลุ่มนั้นที่มาปล้นชิงเสบียงที่ค่ายเป่ยชวีเมื่อคราวก่อน แต่ปัญหาตอนนี้คือ พวกซงหนูกลุ่มนี้หนีไปไหนแล้ว
ชาวเกี๋ยงจะสามารถแกะรอยตามไปได้หรือไม่
…
แต่เผยเฉียนเห็นได้ชัดว่าประเมินความตั้งใจของชาวเกี๋ยงต่อเรื่องนี้ต่ำเกินไป และประเมินความสามารถในการแกะรอยบนทุ่งหญ้าของชาวเกี๋ยงต่ำไปเล็กน้อย ชาวเกี๋ยงสามารถตามรอยเท้าของม้าจนพบร่องรอยของชาวซงหนูได้อย่างรวดเร็ว
แน่นอนว่ามีแต่ชาวหูเท่านั้นที่เข้าใจชาวหูดีที่สุด…
หากจะให้เผยเฉียนส่งทหารออกไปค้นหาเอง ก็คงเหมือนคนตาบอดคลำช้าง เดินวนไปวนมาบนทุ่งหญ้าก็อาจจะหาไม่เจอ เพราะไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศ
แต่เมื่อมีชาวเกี๋ยงนำทาง เรื่องราวก็ง่ายขึ้นมาก เห็นได้ชัดว่าชาวเกี๋ยงคุ้นเคยกับพื้นที่ทุ่งหญ้าและแหล่งน้ำแถบนี้เป็นอย่างดี พวกเขาค้นหาไปตามแหล่งน้ำขึ้นไปทางเหนือเรื่อยๆ จนกระทั่งสกัดกั้นกองกำลังซงหนูกลุ่มนี้ได้ในหุบเขาแห่งหนึ่ง
มีคนนำทางนี่มันดีจริงๆ แฮะ…
ชาวซงหนูในหุบเขาพบเห็นกองกำลังผสมของเผยเฉียนและหลี่น่ากู่ที่โผล่มาอย่างกะทันหันแล้ว จึงเกิดความสับสนวุ่นวาย คนหนึ่งจูงม้า อีกคนเก็บข้าวของ เสียงคนตะโกนโหวกเหวก เสียงม้าร้องระงม วุ่นวายกันไปหมด
เผยเฉียนนึกถึงตอนที่พระเจ้าฮั่นบู๊เต้ยกทัพบุกขับไล่ข้าศึกในทะเลทรายทางเหนือ หลีก๋วงคนซวยผู้นั้น แต่ละครั้งหากไม่หลงทางก็มาผิดนัด หรือไม่ก็ถูกซงหนูดักตีกลางทาง ช่างโชคร้ายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้จริงๆ แม้จะกล้าหาญและยิงธนูเก่ง แต่ก็มักจะพลาดโอกาสร่วมโจมตีกับทัพใหญ่เพราะเหตุปัจจัยต่างๆ นานาเสมอ สุดท้ายแม้แต่พระเจ้าฮั่นบู๊เต้ก็ยังรับรู้ถึงประวัติความซวยของแม่ทัพผู้นี้ จนตอนที่อุยชิงออกศึก ยังกำชับเป็นพิเศษว่าห้ามให้ชายผู้นี้ซึ่งไร้โชคลาภเป็นทัพหน้าเด็ดขาด…
หากตอนนั้นหลีก๋วงมีชาวหูสักกลุ่มเป็นผู้นำทาง แม้จะไม่อาจหลีกเลี่ยงความโชคร้ายของตนเองได้ทั้งหมด แต่อย่างน้อยโอกาสที่จะหลงทางก็น่าจะลดลงอย่างมากสินะ…
หลี่น่ากู่ใช้แส้ม้าชี้ไปที่ชาวซงหนูในหุบเขาที่กำลังตั้งกระบวนทัพด้วยเจตนาหยั่งเชิง พลางกล่าวว่า “ท่านเจ้าเมืองเผย พวกโจรอยู่ที่นี่หมดแล้ว ท่านจะลงมือเอง หรือจะให้ข้าลงมือ”
เผยเฉียนประเมินจำนวนชาวซงหนูในหุบเขาแล้ว พบว่าคนและม้ามีไม่มากนัก มีเพียงประมาณร้อยกว่าคน อย่างมากก็สองร้อยคน ไม่น่าจะใช่กองทัพหลักของซงหนูใต้ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นกองกำลังย่อย หรือไม่ก็กลุ่มคนที่ออกมาปล้นเสบียง…
ความหมายของหลี่น่ากู่นั้น เผยเฉียนก็พอเดาออก ดังคำกล่าวที่ว่า พละกำลังไม่สามารถเป็นตัวแทนของทุกสิ่งได้ แต่การจะพูดเรื่องอื่นโดยปราศจากพละกำลังนั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด
ฮองเฉิงที่อยู่ด้านข้างคันไม้คันมือเตรียมพร้อมจะลงมือ พลางกล่าวว่า “คุณชายเผย ให้ข้าลองทดสอบฝีมือของซงหนูพวกนี้ดูเถอะ!”
สิ้นเสียง ฮองเฉิงก็ถูกม้าเอี๋ยนที่ขยับตัวมาด้านข้างดึงสายบังเหียนม้าไว้…
“ซู่เยี่ย (ฮองเฉิง) ศึกนี้ขอข้าเป็นคนออกโรงเอง!” ม้าเอี๋ยนเผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อย แฝงความตื่นเต้นสามส่วน ความโหดเหี้ยมสามส่วน ความกระหายสามส่วน และความเย่อหยิ่งจางๆ อีกหนึ่งส่วน เขาลูบไล้หอกยาวในมือเบาๆ “หอกเล่มนี้ไม่ได้ดื่มเลือดชาวหูมาหลายปีแล้ว ช่างกระหายเหลือเกิน…”
ท่าทางลูบหอกของม้าเอี๋ยนทำให้เผยเฉียนรู้สึกขนลุกเล็กน้อย แต่คิดว่าม้าเอี๋ยนคงไม่เข้าใจความหมายของคำคมในยุคหลังแน่ และพอจะเข้าใจความรู้สึกของม้าเอี๋ยนในตอนนี้อยู่บ้าง เผยเฉียนจึงข่มความรู้สึกแปลกๆ นั้นไว้ ประสานมือกล่าวว่า “เช่นนั้นคงต้องรบกวนพี่เซิ่งหยวนแล้ว!”

0 Comments