You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

เหตุใดชนเผ่าเร่ร่อนตั้งแต่สมัยราชวงศ์โจว จนถึงราชวงศ์ฉิน ราชวงศ์ฮั่น หรือแม้แต่ราชวงศ์ถัง จึงมีแนวคิดที่ว่าจะเข้ามาตักตวงผลประโยชน์ในดินแดนจงหยวนแล้วก็จากไป นั่นก็เป็นเพราะความยากจน

จนกระทั่งถึงสมัยราชวงศ์หยวน ชนเผ่าเร่ร่อนจึงเริ่มมีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ร่วมกันเป็นครั้งแรก และเริ่มปฏิบัติการทางทหารเพื่อก่อตั้งประเทศ ไม่ได้กระจัดกระจายเป็นทรายร่วนอีกต่อไป

แต่ชนเผ่าเร่ร่อนนั้นยากจนจริงๆ งั้นหรือ

ในแง่หนึ่ง หากกล่าวว่าความมั่งคั่งหลักของชนเผ่าเกษตรกรรมก็คือที่ดิน เช่นนั้น “ที่ดิน” ของชนเผ่าเร่ร่อนก็คือวัวและแกะ

ตามบันทึกประวัติศาสตร์ ในสมัยพระเจ้าฮั่นบู๊เต้ อุยชิงซึ่งดำรงตำแหน่งขุนพลทหารม้าในขณะนั้น “…ข้ามแม่น้ำซีเหอไปถึงเกาเชว่ สังหารและจับกุมข้าศึกได้สองพันสามร้อยกว่าคน ริบรถบรรทุกสัมภาระและปศุสัตว์ทั้งหมดเป็นของที่ยึดได้ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นโหว จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปทางตะวันตกเพื่อยึดดินแดนทางตอนใต้ของแม่น้ำหวงเหอ… ปราบปรามผูหนี ตีฝูลีแตก สังหารทหารม้าเร็ว จับกุมสายลับได้สามพันเจ็ดสิบเอ็ดคน… กวาดต้อนม้า วัว และแกะกลับมาได้กว่าล้านตัว นำกำลังพลและอาวุธกลับมาอย่างครบถ้วน ได้รับศักดินาเพิ่มขึ้นอีกสามพันครัวเรือน…”

“กวาดต้อนม้า วัว และแกะกลับมาได้กว่าล้านตัว” เท่ากับเป็นการยกเอา “ที่ดิน” ของซงหนูกลับมาทั้งรัง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวซงหนูทั้งหมดได้รับความเสียหายอย่างหนัก และหวาดกลัวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แต่ปัญหาคือ “ที่ดิน” เหล่านี้สุดท้ายไปตกอยู่ที่ใด

วัว ม้า และแกะเหล่านี้ ไม่ได้ตกลูกหลานแพร่พันธุ์ต่อไปบนผืนแผ่นดินของหัวเซี่ย เพื่อเพิ่มการพัฒนาด้านปศุสัตว์ของชนชาติหัวเซี่ย และไม่ได้พาหัวเซี่ยก้าวเข้าสู่ยุคสัตว์สี่เท้าเลย…

ในทางกลับกัน สิ่งเหล่านี้กลับไปกระตุ้นการพัฒนาของอุตสาหกรรมโรงฆ่าสัตว์ นอกจากการเพิ่มปริมาณไขมันให้กับประชากรส่วนหนึ่งแล้ว ก็ไม่ได้ปรับปรุงสัดส่วนระหว่างการเกษตรและปศุสัตว์ในยุคฮั่นเลย

หัวเซี่ยเป็นชนชาติเกษตรกรรม จึงไม่เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์ ดังนั้นในสายเทคโนโลยีปศุสัตว์นี้ จึงพัฒนาไปถึงแค่แกะ แต่ไปไม่ถึงม้า…

การเลี้ยงม้าศึกนั้นมีข้อจำกัดสูงมาก การเลี้ยงในคอกไม่อาจสร้างม้าศึกที่ดีได้ จำเป็นต้องมีทุ่งสำหรับให้ม้าวิ่ง ซึ่งก็คือพื้นที่ขนาดใหญ่ที่มีน้ำและหญ้าอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้ม้าได้อยู่รวมกันเป็นฝูงและเติบโตในธรรมชาติแบบนี้เท่านั้น จึงจะสามารถผลิตม้าศึกที่ต้องการออกมาได้จริงๆ

แต่ชนชาติหัวเซี่ย หนึ่งคือไม่ได้ควบคุมแหล่งน้ำและทุ่งหญ้า สองคือไม่ได้ควบคุมบุคลากรที่เชี่ยวชาญการเลี้ยงสัตว์ ดังนั้นในเรื่องของกำลังรบทางนี้ จึงเสียเปรียบมาโดยตลอด

“ความยากจนเป็นพลังที่น่ากลัวที่สุด และก็น่าเศร้าที่สุดเช่นกัน” เผยเฉียนทอดสายตาไปยังตลาดที่ตั้งอยู่นอกค่าย แล้วกล่าวว่า “เพราะความยากจน นอกจากชีวิตไร้ค่าของตัวเองแล้ว ก็ไม่มีสิ่งใดอีก และก็ไม่กลัวที่จะสูญเสียอะไรเลย ดังนั้นการใช้กำลังช่วงชิงสิ่งใดๆ มาได้ สำหรับคนยากจนเหล่านี้ล้วนถือเป็นกำไร ฆ่าได้หนึ่งคนถือว่าคุ้มทุน ฆ่าได้สองคนถือกำไรหนึ่งคน… กฎหมายใดๆ หรือศีลธรรมข้อใด เมื่ออยู่ต่อหน้าความยากจนข้นแค้นอย่างแท้จริงแล้ว ล้วนเป็นเพียงคำพูดที่ว่างเปล่า…”

ไม่ว่าในราชวงศ์ใด หรือระบอบการปกครองใด เวลาที่เปลี่ยนจากยุคเข็ญมาสู่ยุคสงบ สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การมีชนชั้นกลางมากเกินไป แต่สิ่งที่น่ากลัวคือการมีชนชั้นกลางไม่มากพอต่างหาก…

เมื่อม้าเอี๋ยนได้ยินเช่นนั้น เขาก็หันไปมองตลาดที่คึกคัก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าและกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น นี่ก็คือเหตุผลที่ใต้เท้าออกคำสั่งให้ใช้เหรียญอู่จูในการซื้อขาย และในการซื้อขายแต่ละครั้งก็ต้องทอนเงินเศษเล็กเศษน้อยให้ชาวหูบ้างใช่หรือไม่”

“หึหึ ใช่แล้ว ชาวหูส่วนใหญ่จะไม่พกเหรียญอู่จูกลับไป แต่จะพยายามนำไปใช้ซื้อขายต่อ ดังนั้นในความเป็นจริงแล้ว พวกเราไม่จำเป็นต้องนำเหรียญอู่จูจำนวนมากออกมาใช้เลย แต่ด้วยวิธีนี้ ชาวหูที่เคยมาค้าขายที่นี่ ล้วนจะได้รู้ว่า ‘เงิน’ คืออะไร และพวกเขาก็จะนำไปบอกครอบครัว บอกเพื่อนฝูง…”

อันที่จริงการกระทำเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ มีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ซึ่งม้าเอี๋ยนไม่สามารถรับรู้ได้ทั้งหมด และเผยเฉียนก็ไม่อยากจะอธิบายให้มากความ แม้ว่ามองผิวเผินจะดูเหมือนแค่การให้เงินเพิ่มไปหนึ่งหรือสองอีแปะ แต่ข้อแรกสามารถทำให้ชาวหูเกิดแนวคิดเรื่องเงินทอง ข้อสองสามารถสร้างภาพลักษณ์เรื่องความน่าเชื่อถือในใจชาวหู และข้อสามก็คือ…

ต้องรู้ไว้ว่านับตั้งแต่วันแรกที่เกิดสิ่งของที่เป็นตัวแทนในการแลกเปลี่ยนมูลค่าขึ้นมา มันก็แลกมาด้วยเลือดทั้งนั้น…

โครงสร้างสังคมของชาวหูในยุคฮั่นนั้นซับซ้อนมาก ราวกับว่านำเอาสังคมยุคดึกดำบรรพ์ สังคมทาส และสังคมศักดินา อย่างละส่วนมาผสมผสานเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นโครงสร้างสังคมของชาวหู…

ชาวหูส่วนใหญ่อาศัยอยู่รวมกันเป็นเผ่า ภายในเผ่าเดียวกันนั้น มีรูปแบบของการช่วยเหลือเกื้อกูลกันอยู่ในระดับหนึ่ง การทำสงครามกับภายนอกก็ใช้เผ่าเป็นหน่วยหลัก ทรัพย์สินที่ปล้นชิงมาได้จากสงครามก็จะถูกนำมาแบ่งปันกันภายในเผ่า ซึ่งจุดนี้มีความคล้ายคลึงกับโครงสร้างของสังคมยุคดึกดำบรรพ์มาก

แต่หัวหน้าเผ่าและแม่ทัพของชาวหูกลับใช้ชีวิตอย่างสุขสบายโดยเกาะกินชาวหูที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ซึ่งมีสถานะไม่ต่างจากเจ้าทาส ในขณะเดียวกัน ประชากรที่ถูกปล้นชิงมาจากแผ่นดินฮั่นส่วนใหญ่ก็กลายเป็นทรัพย์สินและทาสของชาวหู ลักษณะเหล่านี้ก็บ่งบอกได้ว่าสังคมชาวหูมีองค์ประกอบบางส่วนของสังคมทาสเช่นกัน

ส่วนในระดับชนชั้นสูงของชาวหูนั้น ใช้ระบบศักดินาแบบหลวมๆ โดยราชสำนักหลักหรือก็คือราชสำนักของฉานอวี๋ มักจะตั้งอยู่ในพื้นที่ศูนย์กลางที่มีน้ำและหญ้าอุดมสมบูรณ์ที่สุด จากนั้นจึงแบ่งการปกครองเป็นราชสำนักอ๋องฝ่ายซ้ายและราชสำนักอ๋องฝ่ายขวา ซึ่งทั้งอ๋องฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาก็ขึ้นตรงต่อราชสำนักฉานอวี๋ แต่มีอำนาจปกครองตนเองทั้งในด้านทหารและการเมือง ภายใต้อ๋องซ้ายและขวายังมีอ๋องกู่หลีซ้ายขวา และภายใต้อ๋องกู่หลีซ้ายขวาก็ยังมีแม่ทัพใหญ่ซ้ายขวา เป็นต้น ดังนั้นชาวหูจึงมีองค์ประกอบบางส่วนของสังคมศักดินาเช่นกัน

และด้วยเหตุนี้เอง โครงสร้างสังคมที่ซับซ้อนของชาวหูจึงไม่มีความมั่นคงเอาเสียเลย เพียงเกิดภัยธรรมชาติหรือภัยพิบัติเล็กน้อย ก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การแบ่งแยกของซงหนูเหนือและใต้ หรือแม้แต่การลอบสังหารฉานอวี๋เฒ่าเชียงฉวี่ของชาวซงหนูใต้ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ก็เป็นข้อพิสูจน์ถึงจุดนี้ได้เป็นอย่างดี

“ต้องเคยครอบครอง ถึงจะหวาดกลัวการสูญเสีย…” เผยเฉียนมองม้าเอี๋ยนแล้วกล่าวว่า “และสิ่งที่พวกเรากำลังทำอยู่ในตอนนี้ ก็คือการทำให้ชาวหูเหล่านี้รู้สึกว่าพวกเขาเคยครอบครอง…”

เหตุใดชาวหูจึงต้องร้องไห้คร่ำครวญเมื่อสูญเสียเทือกเขาอินซานไป นั่นก็เป็นเพราะพวกเขามีมันอยู่ก่อน แล้วกลับต้องสูญเสียมันไป ดังนั้นชาวหูจึงเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส

สิ่งของที่เรียกว่าความมั่งคั่ง หรือทรัพย์สินส่วนตัวนั้น นับตั้งแต่วันแรกที่ปรากฏขึ้นในสังคมยุคดึกดำบรรพ์ มันก็คอยผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาในสังคมมาโดยตลอด และเงินทองก็คือรูปแบบที่เป็นรูปธรรมของทรัพย์สินส่วนบุคคล

ม้าเอี๋ยนครุ่นคิดแล้วครุ่นคิดอีก แต่ก็ยังกล่าวขึ้นมาว่า “แต่การค้าขายกับชาวหูเหล่านี้… หากวันใดชาวหูเหล่านี้แข็งแกร่งขึ้น จะไม่กลายเป็นภัยหรอกหรือ”

เผยเฉียนจับหอกยาวขึ้นมาแล้วสะบัดดู พบว่าแม้ตนจะพอแกว่งให้เกิดเป็นควงหอกได้บ้าง แต่ก็ยังบิดเบี้ยวไม่ค่อยเป็นรูปเป็นร่าง เทียบไม่ได้เลยกับการสะบัดข้อมือเบาๆ ของม้าเอี๋ยนที่เกิดเป็นควงหอกวงกลมที่สวยงามไร้ที่ติ

“ดังนั้นอาวุธจะต้องอยู่ในมือของพวกเราเท่านั้น…”

เผยเฉียนมองไปยังเตาหลอมเหล็กที่เริ่มก่อสร้างขึ้นภายในค่าย แล้วจึงหันไปมองเหล่าทหารที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ด้านนอกค่าย พลางกล่าวว่า “เครื่องเหล็กที่รวบรวมมาจากลั่วหยาง จะถูกนำมาหลอมใหม่และตีเป็นชุดเกราะและอาวุธ และชุดเกราะกับอาวุธเหล่านี้จะถูกสวมใส่ลงบนตัวทหารของพวกเรา สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่เป็นดาบและโล่ในมือพวกเรา! เพราะฉะนั้น อย่าได้กังวลว่าชาวหูจะแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่ ขอเพียงแค่ใส่ใจว่าพวกเราแข็งแกร่งพอหรือไม่ก็พอแล้ว…”

เผยเฉียนมองม้าเอี๋ยนแล้วกล่าวว่า “พี่เซิ่งหยวน ไม่เพียงแต่ชาวหูที่ตายแล้วถึงจะเป็นชาวหูที่ดีเท่านั้น ชาวหูที่เชื่อฟังก็ถือว่าเป็นราษฎรที่ดี อืม… เป็นหูชั้นดีด้วยเหมือนกัน!”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note