ตอนที่ 358 การค้าขาย
แปลโดย เนสยังแผ่นไม้หนาถูกหน้าไม้เจาะทะลวงจนแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยราวกับกระดาษบางๆ หน้าไม้ยังคงพุ่งไปข้างหน้า ทะลวงผ่านแผ่นไม้แล้วปักลึกลงไปในพื้นดิน ก้านหน้าไม้ยังคงสั่นระริก ราวกับนักรบที่ยังยืนหยัดและพุ่งทะยานเข้าใส่ศัตรูจนวินาทีสุดท้าย
สีหน้าของหลี่น่ากู่ดูไม่สู้ดีนัก หน้าไม้ปักอยู่ห่างจากที่นั่งของเขาเพียงร้อยก้าว และมันถูกยิงลงมาจากยอดเขา ซึ่งหมายความว่า หากเครื่องยิงหน้าไม้เปลี่ยนทิศทางเพียงเล็กน้อย เขาก็จะตกเป็นเป้าโจมตีได้ทันที ด้วยความเร็วในการพุ่งเข้ามาของหน้าไม้ เว้นเสียแต่ว่าจะคาดเดาทิศทางได้ล่วงหน้า ไม่เช่นนั้นเมื่อมองเห็นมันพุ่งเข้ามา ต่อให้พยายามจะหลบก็คงหลบไม่พ้น
ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้หลี่น่ากู่รู้สึกชาไปถึงหนังหัว แทบอยากจะดึงผ้าโพกหัวออกแล้วเกาหัวแรงๆ สักที
เครื่องยิงหน้าไม้ทรงพลังเช่นนี้ ไม่ใช่ว่ามีอยู่แต่บนกำแพงเมืองใหญ่ๆ หรอกหรือ?
หลี่น่ากู่อยู่แถบชายแดนมานานหลายปี เคยเจอเครื่องยิงแบบนี้แค่สองแห่งเท่านั้น คือที่อวิ๋นจง และหลินหรง…
“ท่านเจ้าเมืองเผย นี่คือการแสดงที่ท่านบอกหรือ?” สีหน้าของหลี่น่ากู่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย
เผยเฉียนยิ้มรับ แล้วกล่าวว่า “ใช่แล้ว แต่ว่า… มันยังไม่จบนะ…”
ยังไม่จบ? ยังไม่จบหมายความว่ายังไง?
หลี่น่ากู่ถึงบางอ้อ รีบหันขวับไปมองยอดเขาทันที
เสียงหวีดหวิวแหลมปรี๊ดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เส้นสีดำอีกสามเส้น ไม่สิ สี่เส้น ปรากฏขึ้นเหนือยอดเขา พุ่งทะยานลงมาอย่างรวดเร็ว!
เสียง “ตึง ตึง ตึง ตึง” ดังสนั่นติดๆ กัน หลี่น่ากู่ค่อยๆ หันกลับมามอง เป้าหมายไม้ขนาดใหญ่ที่เคยตั้งตระหง่านอยู่บัดนี้แทบจะไม่เหลือซาก มีเพียงหน้าไม้สีดำทะมึนห้าดอกปักสะเปะสะปะอยู่บนพื้น สั่นระริกไม่หยุด…
ผู้คนในตลาดต่างก็ได้ยินเสียงดังมาจากทางนี้ เมื่อหันไปมอง ชาวหูหลายคนถึงกับยืนอึ้ง บางคนของหลุดมือตกพื้นยังไม่รู้ตัวเลย
บรรดาพนักงานของตระกูลชุยที่กำลังขายของอยู่ในตลาด ต่างก็ยืดหลังตรงขึ้นโดยไม่ได้นัดหมาย รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งดูเป็นมิตรมากขึ้น
แม้เครื่องยิงหน้าไม้จะหยุดยิงแล้ว แต่บรรดาชาวหูที่เคยคุยกันเสียงดังโหวกเหวกในตลาด ก็พากันลดเสียงลงโดยสัญชาตญาณ…
หลี่น่ากู่หลับตาลง จำลองสถานการณ์ในหัว หากมีเครื่องยิงหน้าไม้เพียงเครื่องเดียว กองทหารม้าของเขาอาจจะอาศัยความเร็วในการพุ่งฝ่าไปได้ แต่ถ้ามีเครื่องยิงหน้าไม้ถึงห้าเครื่องยิงสลับกันล่ะก็ นั่นมันหายนะชัดๆ!
หลี่น่ากู่ปรายตามองค่ายทหารที่อยู่ไม่ไกล กะระยะทางดู จากหน้าไม้สองสามดอกที่เห็นเมื่อครู่ การยิงครอบคลุมพื้นที่ค่ายก็ไม่ใช่ปัญหา แถมความแม่นยำก็ยังน่ากลัวอีกด้วย…
“ไม่ทราบว่าการแสดงนี้พอจะให้ความสำราญแก่ท่านได้บ้างหรือไม่?”
“อา…” หลี่น่ากู่รู้สึกคอแห้งผาก ยกชามเหล้าขึ้นดื่มอึกๆ ไปสองคำ แล้วถึงตอบว่า “ได้สิ ได้! ยอดเยี่ยมจริงๆ! ยอดเยี่ยมจริงๆ…”
เผยเฉียนยิ้ม โบกมือให้ทหารไปเก็บกวาดเศษซากที่ลานกว้าง
ชิ้นส่วนสำคัญที่ขอให้ผู้นำตระกูลหวงแห่งสำนักลับตระกูลหวงช่วยผลิตให้ตอนก่อนออกจากที่นั่น ก็คือชิ้นส่วนหลักของเครื่องยิงหน้าไม้ทั้งห้าเครื่องนี้ ซึ่งซ่อนอยู่ในรถม้าของเผยเฉียนมาโดยตลอด คราวนี้เมื่อตั้งค่ายเป่ยชวี ก็ได้นำมันออกมา ให้หวงโต่วประกอบและนำไปติดตั้งไว้บนยอดเขา
แต่ก็มีแค่ห้าเครื่องนี้เท่านั้น หากจะผลิตเพิ่ม โดยไม่มีชิ้นส่วนคุณภาพเยี่ยมจากตระกูลหวงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความแม่นยำ ระยะยิง หรือแม้กระทั่งความทนทาน ก็จะลดลงอย่างมาก…
ทว่าหลี่น่ากู่ย่อมไม่รู้ความจริงข้อนี้ เขาฟังเสียงโป๊กเป๊กจากยอดเขาที่ยังคงดังอย่างต่อเนื่อง ในใจก็เริ่มรู้สึกหวั่นๆ รู้สึกว่าม้านั่งที่นั่งอยู่ชักจะไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ เขาขยับตัวเล็กน้อย หัวเราะแห้งๆ แล้วกล่าวว่า “ท่านเจ้าเมืองเผย สินค้าที่นี่มีครบครันดีจังเลยนะ…”
“แน่นอนอยู่แล้ว โดยพื้นฐานแล้วสินค้าที่มีขายในตลาดทั่วไป ข้าก็มีหมดแหละ”
หลี่น่ากู่ขยับเข้ามาใกล้อีกนิด แล้วเอ่ยว่า “งั้น… แล้วพวกดาบหรือชุดเกราะล่ะ… ไม่ทราบว่ามีขายไหม?”
เผยเฉียนคิดในใจ ดาบและชุดเกราะข้ายังอยากจะเก็บไว้ใช้เองเลย จะขายให้เจ้าได้ยังไง? แต่ปากก็ตอบไปว่า “ดาบและชุดเกราะก็พอมีอยู่บ้าง แต่ราคามัน… แล้วก็ ช่วงนี้ยังไม่ค่อยสะดวกนัก… ดูสิ แม้วันนี้เราจะได้พบกันและคุยกันถูกคอ แต่ถึงอย่างไรก็เพิ่งจะพบกันเป็นครั้งแรก…”
“งั้นท่านเจ้าเมืองเผยหมายความว่า…” หลี่น่ากู่กลอกตาไปมา แล้วเอ่ยถาม
เผยเฉียนหัวเราะหึๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าไม่ได้มีความหมายแฝงอะไรเลย… จริงๆ นะ ไม่มีเลย…”
หลี่น่ากู่หัวเราะลั่น “ฮ่าๆๆ ดี ดี ข้าเข้าใจแล้ว!”
เผยเฉียนก็หัวเราะตาม บางครั้งบนโลกใบนี้ก็เป็นแบบนี้แหละ เวลาพูดความจริงกลับไม่มีคนเชื่อ แต่ดันไปเชื่อคำโกหกกันซะงั้น…
________________________________________
อาต๋ามองดูผ้ากระสอบผืนหนึ่งอย่างเงียบๆ แม้ใจเขาจะอยากได้ผ้านี้มาก ภรรยาที่บ้านก็เคยบ่นอยากได้มาตลอด แต่เขาอยากได้หม้อกับชามากกว่า
หลังจากเดินผ่านแผงขายของหลายแผง ในที่สุดเขาก็เจอแผงขายชาอัดแท่ง อาต๋ารีบนั่งยองๆ ลง ชี้ไปที่ชาอัดแท่งก้อนที่เล็กที่สุดแล้วถามว่า “นี่… แลกยังไง?” จากนั้นก็ดึงแกะมาไว้ตรงหน้า “แกะตัวนี้ แลกกับก้อนนี้ ได้ไหม?”
“แกะตัวใหญ่ดีนะ ถึงจะคุ้ม แต่ที่นี่พวกเราไม่รับแลกแกะหรอก…” พนักงานขายพูดภาษาของชาวหูไม่ได้ แต่ก็มีคนที่พูดได้อยู่ใกล้ๆ เพราะเผยเฉียนได้จ้างชาวหูที่พูดภาษาฮั่นได้มาเป็นล่ามหลังจากเปิดตลาด “เฮ้! คนนั้นน่ะ… กู่จา! อืม ไม่ใช่สิ จ๋ากู่! จ๋ากู่! มาทางนี้หน่อย!”
“จ๋ากู่?” อาต๋าหันไปมองด้วยความสงสัย
“อาต๋า?!” ชาวหูคนหนึ่งได้ยินเสียงก็หันกลับมา พอเห็นว่าเป็นอาต๋า เขาก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา สวมกอดอาต๋าและตบหลังกันด้วยความดีใจ
“เจ้าสองคนรู้จักกันหรือ? งั้นเจ้าก็อธิบายให้เขาฟังหน่อยแล้วกัน…”
“อาต๋า เจ้าอยากจะ… อ้อ อยากซื้อชานี่เอง ใช่แล้ว เอาแกะมาแลกตรงๆ ไม่ได้หรอก… อา เจ้าตามข้ามา…” จ๋ากู่พาอาต๋าไปที่เพิงแยกอีกแห่งหนึ่ง “เจ้าต้องเอาแกะมาขายที่นี่ก่อน แล้วค่อยเอาเงินไปซื้อชา…”
ต้องแลกเป็นเงินก่อน อาต๋ารู้ว่าเงินคืออะไร แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมาในการติดต่อค้าขายกับชาวฮั่น หรือแม้แต่คนในเผ่าเดียวกัน ส่วนใหญ่มักจะใช้วิธีแลกของต่อของ น้อยนักที่จะใช้เหรียญอู่จู
“ทำไมต้องทำเรื่องให้ยุ่งยากด้วยล่ะ? เอาแกะแลกเงิน แล้วเอาเงินไปแลกชา เอาแกะแลกชาไปเลยไม่สะดวกกว่าหรือไง?” อาต๋ารู้สึกว่าการทำแบบนี้มันซับซ้อนเกินไป เงินกินไม่ได้ดื่มไม่ได้ เอาไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร แถมตามความคุ้นเคยแต่ก่อน เงินพวกนี้ส่วนใหญ่หัวหน้าเผ่าถึงจะชอบ คนธรรมดาอย่างเขาถึงเห็นก็ไม่ค่อยสนใจหรอก
“เฮ้อ! กฎของที่นี่มันเป็นแบบนี้นี่นา แถม…” จ๋ากู่หันมองซ้ายขวา แล้วกระซิบข้างหูอาต๋าว่า “ความจริงแล้วเมื่อก่อนพวกเราใช้วิธีแลกของต่อของ มันเสียเปรียบมาก เอาเงินไปซื้อคุ้มกว่าเยอะ! มาๆ ข้าช่วยเจ้าเอง”
ด้วยความช่วยเหลือของจ๋ากู่ อาต๋าก็แลกแกะเป็นเหรียญอู่จูได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ไปที่แผงขายชาอัดแท่ง ใช้เหรียญอู่จูที่ได้มาซื้อชาอัดแท่งก้อนเล็กนั้นไป แล้วเขาก็พบเรื่องที่น่าประหลาดใจว่า เขายังมีเหรียญอู่จูเหลืออยู่ในมืออีกหลายเหรียญ…
“นี่…” อาต๋ามองดูชาอัดแท่งก้อนเล็กๆ ในมือซ้าย สลับกับเหรียญสองสามเหรียญในมือขวา ในหัวของเขาสับสนไปหมด ก็เอาแกะไปแลกกับชานี่นา แล้วทำไมถึงมีเงินเหลือมาด้วยล่ะ?
จ๋ากู่หัวเราะลั่น แล้วพูดว่า “ข้าพูดไม่ผิดใช่ไหมล่ะ? ถ้าใช้วิธีแลกของแบบเดิม เจ้าก็ไม่ได้เงินก้อนนี้แล้ว!”
อาต๋าเก็บชาอัดแท่งหนักไม่ถึงชั่งอย่างระมัดระวังไว้ในอกเสื้อ แล้วก็กำเหรียญอู่จูสองสามเหรียญนั้นไว้แน่น จู่ๆ เขาก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ แล้วออกตัววิ่งทันที…
“อาต๋า เฮ้! อาต๋า เจ้าจะไปไหน? จะกลับแล้วหรือ?” จ๋ากู่ถามด้วยความสงสัย เพราะคนส่วนใหญ่ที่มาเลี้ยงสัตว์มักจะใช้เงินที่มีจนหมดเกลี้ยงก่อนค่อยกลับ
อาต๋าวิ่งไปพลาง หันกลับมาตะโกนไปพลาง “ม้าของข้าอยู่ทางปาต๋านู่น บนหลังม้ายังมีหนังแกะอยู่ ข้าจะไปเอามันมาแลกเป็นไอ้นี่… เป็นเงินนี่แหละ!”

0 Comments