ตอนที่ 347 ใต้หล้าวุ่นวาย
แปลโดย เนสยังเผยเฉียนนั่งโยกเยกอยู่บนหลังม้า พลางอ่านจดหมายของเจี่ยฉวี
หลังจากที่ต้องเผชิญกับการเสียดสีซ้ำแล้วซ้ำเล่าในตอนกลางวัน และการทายาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในตอนกลางคืน ในที่สุดผิวหนังบริเวณจุดนั้นของเผยเฉียนก็เริ่มหนาขึ้น ร่างกายก็ค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับจังหวะของม้าได้เอง ตอนนี้เรียกได้ว่าการควบม้าเป็นเวลานานไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป แม้จะยังไม่ถึงขั้นเป็นยอดนักรบผู้เก่งกาจที่สามารถควบม้าฝ่าดงศัตรูได้อย่างอิสระ แต่ก็ถือว่ามีฝีมือสูสีกับทหารม้าทั่วไปแล้ว
หากตอนอยู่ที่ลั่วหยาง เผยเฉียนยังมีบุคลิกแบบบัณฑิตให้เห็นอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เขากลับเริ่มสลัดคราบความเป็นบัณฑิตออกไปทีละน้อย และเริ่มมีกลิ่นอายของชายชาติทหารเข้ามาแทนที่ ราวกับดาบที่ถูกตีมาอย่างดี ในที่สุดก็ได้รับการชุบแข็งและเปิดคม
ร่างกายของคนเรานั้นมีความสามารถในการปรับตัวที่ยอดเยี่ยมมาก ตอนนี้สีผิวของเผยเฉียนบริเวณที่พ้นจากชุดเกราะ เมื่อต้องเผชิญกับแสงแดดและสายลมมาหลายวัน ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองแดง อีกทั้งเขายังเริ่มชินกับการต้องสวมชุดเกราะหนักเกือบห้าสิบจิน แม้ทุกวันที่ตั้งค่ายเสร็จและถอดเกราะออก จะยังรู้สึกเหนื่อยล้าไปทั้งตัว แต่ก็ถือว่าดีกว่าตอนที่เพิ่งออกจากลั่วหยางมากแล้ว
จดหมายค่อนข้างยาว แม้จะเขียนด้วยตัวอักษรเล็กๆ แต่ก็กินพื้นที่ไปหลายหน้ากระดาษ
เผยเฉียนอ่านไปพลาง พยักหน้าไปพลาง ไม่ใช่ว่าเขากำลังแสดงความเห็นด้วยหรือชื่นชมอะไร แต่เป็นเพราะการนั่งอยู่บนหลังม้ามันก็ต้องโยกขึ้นโยกลงแบบนี้แหละ แถมวิธีการเขียนในสมัยราชวงศ์ฮั่นก็ยังเป็นการเขียนจากบนลงล่างอีกด้วย—หรือว่าคนโบราณเขาเขียนจากบนลงล่างก็เพื่อจะได้อ่านหนังสือบนหลังม้าได้สะดวกๆ นะ? ลองคิดดูสิ ถ้าเปลี่ยนมาเขียนซ้ายขวา คอก็ต้องโยกขึ้นลงตามจังหวะม้า แถมยังต้องส่ายไปซ้ายขวาอีก แบบนั้นมันจะทรมานคอเกินไปไหม?
ในจดหมาย เจี่ยฉวีได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังที่อันอี้อย่างละเอียด รวมถึงการร่วมมือกับลู่ฉาง ผู้ช่วยเจ้าเมือง เพื่อประหารล้างโคตรตระกูลจางแห่งฝั่งตะวันออกของเมือง เจี่ยฉวีใช้ถ้อยคำที่ราบเรียบ ไม่ได้บรรยายเกินจริง และไม่ได้ปิดบังอะไร เพียงแต่ระบุไว้ในตอนท้ายของจดหมายว่า ได้ประหารคนในตระกูลจางไปทั้งสิ้นเจ็ดสิบสามชีวิต องครักษ์ตระกูลจางอีกสามร้อยยี่สิบเจ็ดคน ยึดเสบียงอาหารได้สองแสนหนึ่งหมื่นห้าพันสือ เงินสดสิบสามล้านอีแปะ พร้อมด้วยเครื่องทองเครื่องเงินและเครื่องใช้ต่างๆ โดยครึ่งหนึ่งตกเป็นของเมืองเหอตง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งได้เริ่มขนส่งมาให้แล้วในวันนี้
ตัวเลขเหล่านี้ถูกบันทึกไว้อย่างละเอียด ยิบย่อยจนดูน่ารำคาญ แต่กลับแฝงไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งอยู่ในน้ำหมึก ราวกับเลือดที่แข็งตัวและลอยวนเวียนไม่ยอมจางหายไป
นี่อาจจะเป็นทรัพย์สินที่ตระกูลจางใช้เวลาสั่งสมมาหลายชั่วอายุคน หรืออาจจะนับสิบชั่วอายุคน แต่กลับถูกแบ่งครึ่งอย่างง่ายดาย ครึ่งหนึ่งถูกเมืองเหอตงกลืนกินลงท้องไป ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็ตกมาอยู่ในมือของเผยเฉียน
เผยเฉียนถอนหายใจ เรียกหวงเฉิงและม้าเอี๋ยนมา แล้วยื่นจดหมายให้ การคิดคนเดียว ตัดสินใจคนเดียว แม้จะดูดี ดูเท่ เหมือนพวกที่ชอบล้วงถุงแพรแก้ปัญหา แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้ช่วยพัฒนาความสามารถของลูกน้องเลย เผยเฉียนหวังว่าในทีมเล็กๆ ของเขา อย่างน้อยทุกคนจะรู้จักใช้ความคิดให้มากขึ้น เขาจะได้ใช้ความคิดให้น้อยลงบ้าง
หวงเฉิงเห็นได้ชัดว่าไม่ได้สนใจรายละเอียดในจดหมายนัก กวาดตามองคร่าวๆ แล้วก็พลิกไปดูตัวเลขตอนท้าย เดาะลิ้นแล้วกล่าวว่า “มองไม่ออกเลยนะว่าเหลียงเต้าจะเก่งขนาดนี้ ฝีมือไม่เบาเลย แถมผลลัพธ์ก็เยี่ยม” สำหรับกระบวนการแล้ว หวงเฉิงให้ความสำคัญกับผลลัพธ์มากกว่า การที่เผยเฉียนตัดสินใจไม่เดินทางกลับ แต่เขียนเพียงจดหมายฉบับเดียวมอบอำนาจให้เจี่ยฉวีจัดการแทนทั้งหมด แม้หวงเฉิงจะไม่คัดค้านการตัดสินใจของเผยเฉียน แต่ในใจก็แอบกังวลอยู่บ้าง ถึงอย่างไรเจี่ยฉวีก็เพิ่งจะอายุแค่สิบหกปีเองไม่ใช่หรือ? แน่นอนว่าผลลัพธ์นี้ทำให้หวงเฉิงพอใจมาก และทำให้เขายอมรับในตัวเจี่ยฉวีมากขึ้นด้วย
เผยเฉียนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มบางๆ
เยี่ยม?
ก็เยี่ยมแหละ คนยุคหลังก็ชอบพูดคำนี้กันไม่ใช่หรือ…
คนโบราณนี่ไม่เห็นคุณค่าของชีวิตคนเอาซะเลยนะ…
ส่วนม้าเอี๋ยนกลับอ่านอย่างละเอียดและตั้งใจมาก แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนัก เขาปิดจดหมาย สอดกลับเข้าไปในซอง แล้วส่งคืนให้เผยเฉียน พลางถามว่า “ท่านข้าหลวง… เหตุใดท่านผู้ช่วยเจ้าเมืองลู่… ถึงได้มาช่วยพวกเราล่ะ?” แม้ทรัพย์สินของตระกูลจางจะมีไม่น้อย แต่สำหรับผู้ช่วยเจ้าเมืองของเมืองใหญ่แล้ว ก็ถือว่าไม่ได้มากมายอะไร เงินที่ผ่านมือเขาในแต่ละวันอาจจะมากกว่านี้เป็นสิบเป็นยี่สิบเท่า ดังนั้น โอกาสที่เขาจะร่วมมือกับเจี่ยฉวีเพราะเห็นแก่เงินจึงมีน้อยมาก
“ตระกูลจางไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร แต่กลับกล้าลุกขึ้นมาท้าทาย…” เผยเฉียนขยับตัวตามจังหวะม้าเบาๆ ราวกับจะสะบัดกลิ่นคาวเลือดในจดหมายออกไป พลางกล่าวว่า “…ถ้าผู้นำตระกูลจางคนก่อนๆ โง่เขลาแบบนี้ ตระกูลจางคงล่มสลายไปตั้งนานแล้ว…”
“แต่การที่ตระกูลจางกล้าลุกขึ้นมาท้าทาย เรื่องนี้มันก็ดูโง่เขลาอยู่ดี” หวงเฉิงพูดแทรกขึ้นมา
ม้าเอี๋ยนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “จางลู่ บุตรชายของตระกูลจาง สนิทสนมกับเว่ยเฟิงแห่งตระกูลเว่ย”
เผยเฉียนพยักหน้า เรื่องนี้ม้าเอี๋ยนไม่บอกเขาก็เดาได้ “…ตระกูลจางคิดว่ามีคนหนุนหลัง แต่สุดท้ายคงเพิ่งจะรู้ตัวว่าแท้จริงแล้วไม่มีใครหนุนหลังเลย…”
“หรือว่าเป็นเพราะท่านผู้ช่วยเจ้าเมืองลู่?” หวงเฉิงถาม
เผยเฉียนตอบ “อืม” แล้วอธิบายต่อว่า “เหลียงเต้าเขียนในจดหมายว่า คืนนั้นมีนายพันเมืองอันอี้นำทหารพร้อมเชื้อไฟ หวังจะบุกเข้าไปในค่ายหลังเพื่อเผาเสบียง… ทหารพวกนี้ น่าจะเป็นฝีมือของตระกูลเว่ย และคงไม่ได้ขออนุญาตจากเจ้าเมืองหวังและผู้ช่วยเจ้าเมืองลู่ด้วยซ้ำ การทำแบบนี้ย่อมไปสะกิดต่อมความอ่อนไหวของทั้งสองคนเข้าพอดี ครั้งนี้ที่ผู้ช่วยเจ้าเมืองลู่ลงมือกับตระกูลจางอย่างเด็ดขาด ส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะพวกเขาต้องการใช้โอกาสนี้เตือนตระกูลเว่ยให้รู้ตัว…”
ตามกฎหมายฮั่น เจ้าเมืองห้ามรับตำแหน่งในบ้านเกิดของตน ซึ่งก็คงเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นมีอำนาจล้นฟ้า ดังนั้นเจ้าเมืองกับตระกูลผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นจึงมักจะทั้งพึ่งพิงและต่อต้านกันอยู่เสมอ หากตระกูลเว่ยใช้กองกำลังส่วนตัวของตนเอง ก็อาจจะดูเหมือนตั้งตัวเป็นกบฏ แถมการใช้ทหารเมืองมาลงมือ ก็อาจจะแฝงเจตนาที่จะป้ายความผิดให้คนอื่นอีกด้วย…
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็แสดงว่าท่านข้าหลวงหวังกับท่านผู้ช่วยเจ้าเมืองลู่ก็ค่อนข้างจะเอนเอียงมาทางพวกเราแล้วใช่ไหม?” ม้าเอี๋ยนพอจะเข้าใจเรื่องราวขึ้นมาบ้าง จึงถามด้วยความยินดี เมืองเหอตงก็ถือเป็นเมืองใหญ่ มีทั้งประชากรและผลผลิตทางการเกษตรที่ดี หากสามารถเป็นมิตรกับเผยเฉียนได้ ก็เท่ากับเป็นการเพิ่มกำลังสนับสนุนในการกอบกู้ซ่างจวิ้นให้สำเร็จได้ง่ายขึ้น ซึ่งย่อมทำให้ม้าเอี๋ยนที่ปรารถนาจะกลับไปซ่างจวิ้นรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“ก็คงจะอย่างนั้นมั้ง” เผยเฉียนตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ไม่ได้อยากอธิบายอะไรให้มากความ
เพราะสำหรับคนที่เป็นผู้นำระดับนั้นแล้ว ไม่มีใครเป็นพวกคิดตื้นๆ หรอก เรื่องการเลือกข้าง สำหรับคนพวกนี้ไม่มีความเอนเอียงที่ตายตัวหรอก ครั้งนี้ที่ยอมร่วมมือกับเจี่ยฉวีจัดการตระกูลจาง เหตุผลหลักไม่ใช่เพราะเอนเอียงมาทางเผยเฉียน แต่เป็นเพราะตระกูลเว่ยไปล้ำเส้นผลประโยชน์ของพวกเขา พวกเขาจึงยอมร่วมมือกับเผยเฉียนเพื่อสั่งสอนตระกูลเว่ย การประหารตระกูลจางล้างโคตรก็ถือว่าอยู่ในระดับที่พอดี ทำให้ตระกูลเว่ยเจ็บปวด แต่ก็ไม่ถึงกับเจ็บปวดเจียนตาย หรือพูดอีกอย่างก็คือ หากวันหน้าพวกเขารู้สึกว่าตระกูลเว่ยให้ผลประโยชน์มากกว่า ก็อาจจะหันกลับมาเล่นงานเผยเฉียนก็ได้…
และนี่ก็แสดงให้เห็นด้วยว่า หวังอี้และลู่ฉางในตอนนี้ ก็ยังไม่กล้าแตกหักกับตระกูลเว่ยตรงๆ
แต่มีคำถามหนึ่งก็คือ ทำไมตระกูลเว่ยถึงได้ตามจองล้างจองผลาญเขาในเรื่องนี้ไม่เลิกรา?
มันมีผลประโยชน์อะไรกับตระกูลเว่ยงั้นหรือ?
“ความจริงแล้วข้าก็สงสัยมาตลอด ทำไมตระกูลเว่ยถึงได้จ้องเล่นงานข้าตั้งแต่แรก? ถึงขนาดต้องใช้ตระกูลจางและทหารเมืองมาทำลายการกักตุนเสบียงและแหล่งเสบียงของเรา?” เผยเฉียนเหมือนกำลังถามตัวเอง แต่ก็เหมือนกำลังถามหวงเฉิงกับม้าเอี๋ยนด้วย
แน่นอนว่าปัญหาที่แม้แต่หวงเฉิงและม้าเอี๋ยนก็คิดไม่ตก ย่อมไม่สามารถให้คำตอบอะไรกับเผยเฉียนได้
แต่สุดท้ายแล้วปัญหาก็ต้องมีคำตอบ ก็เหมือนกับการเดินทางที่ต้องมีจุดสิ้นสุด
ขบวนเดินทางเลี้ยวผ่านหุบเขา เบื้องหน้าก็คือแม่น้ำซินสุ่ย ทันใดนั้นทหารแนวหน้าก็ส่งเสียงโห่ร้องยินดีเบาๆ แล้วเสียงนั้นก็ส่งต่อมาจนถึงเผยเฉียนและพวก ที่แท้จุดหมายปลายทางของพวกเขาในครั้งนี้ก็มาถึงแล้ว นั่นก็คือค่ายเป่ยชวีที่ตู้หย่วนมาบุกเบิกไว้ล่วงหน้า ตอนนี้มันอยู่ตรงหน้าพวกเขาแล้ว…

0 Comments