ตอนที่ 341 การค้าขาย
แปลโดย เนสยังรุ่งสาง ณ ท่าข้ามแม่น้ำส่านจิน มีผู้คนจำนวนไม่น้อยมารวมตัวกัน บางคนถึงกับรู้จักมักคุ้นและร้องทักทายกัน
“โอ้ นี่มันหลงจู๊ใหญ่ตระกูลหวังแห่งทิศตะวันตกของเมืองไม่ใช่หรือ? ลมอะไรหอบให้ท่านมีอารมณ์สุนทรีย์มาถึงที่นี่ได้ล่ะ?”
“ฮ่าๆ ข้าแค่ออกมาชมทิวทัศน์ เป็นทางผ่านน่ะ แล้วท่านล่ะมาทำอะไรที่นี่?”
“เดินผ่านมาแถวนี้ เห็นคนเยอะ ข้ามันพวกชอบความครึกครื้น ท่านก็รู้นี่นา”
ทั้งสองสบตากันแล้วประสานเสียงหัวเราะฮ่าๆ จากนั้นก็ประสานมืออำลาแยกย้าย รอยยิ้มบนใบหน้าพลันแข็งค้าง กลายเป็นรอยยับย่นแห่งความทุกข์ระทมที่ฝังลึกอยู่ระหว่างคิ้วและดวงตา
เมืองลกเอี๋ยงกำลังอยู่ในระหว่างการย้ายเมืองหลวง ผู้ที่เดินทางไปก่อนย่อมต้องเป็นเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่และเศรษฐีมีเงิน ส่วนบรรดาพ่อค้าวาณิชในเมืองลกเอี๋ยง โดยเฉพาะพวกที่มีความสัมพันธ์กับขุนนางใหญ่โตแต่ไม่ได้เป็นญาติสายตรง คนกลุ่มนี้ถือว่าตกที่นั่งลำบากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นเข็มด้าย ผ้าฝ้ายแพรพรรณ หรือถ้วยชามรามไห สินค้าเหล่านี้จำเป็นต้องมีสต็อกตุนไว้เสมอ มิฉะนั้นหากสินค้าขาดมือก็เท่ากับทุบหม้อข้าวตัวเองทิ้งไม่ใช่หรือ?
ดังนั้น เมื่อตั๋งโต๊ะประกาศย้ายเมืองหลวงอย่างกะทันหันในวันติงไฮ่ พ่อค้าหลายรายถึงกับสับสนอลหม่าน คนพากันย้ายออกไปหมดแล้ว จะมีใครมาซื้อของเหล่านี้อีกล่ะ?
ในตลาด นอกจากเสบียงอาหารที่ราคาทะยานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สินค้าอื่นๆ ที่เคยมีราคา คราวนี้กลับกลายเป็นของค้างสต็อกที่ไร้ค่าเหมือนเศษขยะ
ไม่ย้ายออกไป แล้วจะรออยู่ที่ลกเอี๋ยงงั้นหรือ?
ไม่ต้องพูดถึงว่าของพวกนี้จะเก็บไว้ได้นานแค่ไหน เอาแค่เมื่อไม่กี่วันก่อน มีเศรษฐีบ้านหนึ่งทางฝั่งตะวันออกของเมืองไม่อยากย้ายเมืองหลวง คิดจะแอบหนีออกไปทางตะวันออก ผลคือถูกจับได้ระหว่างทาง คนทั้งบ้านถูกตัดหัวริบทรัพย์สินจนหมดเกลี้ยง
ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศเหนือ ถูกปิดตายหมดแล้ว เหลือเพียงเส้นทางไปทางทิศตะวันตกทางเดียว แถมตลอดเส้นทางทิศตะวันตกนี้ก็ยังมีกองทัพของตั๋งโต๊ะเดินพลุกพล่านไปมาตลอด
ขนไปขายที่เตียงอานหรือ?
ไม่ต้องพูดถึงค่าใช้จ่ายในการขนส่งตลอดเส้นทาง เอาแค่เกวียนและม้าจะไปหามาจากไหน? ตอนนี้ทุกบ้านต่างก็หวงเกวียนของตัวเองราวกับของล้ำค่า ใครจะยอมให้ยืม? ไม่มีเกวียนไม่มีม้า จะขนส่งอย่างไร จะให้ใช้มืออุ้มไปหรือไง?
สินค้าเหล่านี้เปรียบเสมือนก้างปลาที่ติดคอ จะคายก็คายไม่ออก จะกลืนก็กลืนไม่เข้า ทรมานเจียนตาย
ตอนนี้จู่ๆ ก็มีข่าวลือว่า ที่ท่าข้ามส่านจินทางตะวันตกของเมืองไม่ไกลนัก สามารถนำของจิปาถะมาแลกเป็นเสบียงอาหารได้ พ่อค้าเหล่านี้จึงแห่กันมาดั่งฝูงผึ้ง ราวกับได้คว้าฟางเส้นสุดท้ายเอาไว้
________________________________________
ทหารปิงโจวภายใต้การนำของเตียวเลี้ยวกำลังง่วนอยู่กับการขนย้ายเสบียงอาหารจากเกวียนของเมืองเหอตง มาใส่เกวียนของตนเอง เดินไปเดินมาขวักไขว่ราวกับฝูงมดงานที่ขยันขันแข็ง
“เสบียงเหล่านี้พอดีจะนำไปส่งให้ท่านเวินโหว จะได้ประหยัดเสบียงที่ต้องเกณฑ์จากเมืองลกเอี๋ยง…” เตียวเลี้ยวยืนอยู่ข้างกายเผยเฉียนแล้วเอ่ยขึ้น
เผยเฉียนหันไปมองเตียวเลี้ยว แล้วถามว่า “ท่านเวินโหวจะออกศึกหรือ? ไปทางทิศตะวันออกหรือเปล่า?”
ความคิดแรกของเผยเฉียนคือ หรือว่าฉากที่ด่านหูเหลากำลังจะเปิดฉากขึ้นแล้ว? แต่คำตอบของเตียวเลี้ยวกลับทำให้เผยเฉียนสับสน
“เปล่า ไปทางทิศเหนือ ที่เมืองโหเน่ย คำนวณเวลาดูแล้ว วันนี้น่าจะออกเดินทางแล้วล่ะ” ก่อนที่กองทัพจะเคลื่อนพล ทิศทางย่อมต้องปิดเป็นความลับ แต่เมื่อเริ่มเคลื่อนทัพแล้ว ร่องรอยก็ย่อมไม่อาจปิดบังได้อีก เตียวเลี้ยวจึงไม่ได้คิดจะปิดบังอะไร
“โหเน่ย? หรือว่าจะเป็นอ้วนปุนโช?” เผยเฉียนกระซิบถาม
เตียวเลี้ยวส่ายหน้า แล้วตอบว่า “เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน… ท่านเซี่ยงกั๋วก็เดินทางขึ้นเหนือไปด้วย…”
“แล้วปั๋วผิงล่ะ? ตามท่านเวินโหวไปด้วยหรือเปล่า?”
“อืม ไปด้วยกันหมด” เตียวเลี้ยวกล่าว “หากไม่ได้เสบียงล็อตนี้ของเจ้า ก็คงต้องใช้วิธีเกณฑ์เสบียงเอา”
เกณฑ์เสบียง?
หรือว่าเสบียงในคลังหลวงของเมืองลกเอี๋ยงจะหมดแล้ว?
แต่ก็มีความเป็นไปได้ เพราะตั้งแต่มีข่าวเรื่องย้ายเมืองหลวง พ่อค้าใหญ่หลายรายก็เริ่มกักตุนเสบียง แม้ลิยูจะคิดหาวิธีดึงเสบียงออกมาได้บ้าง แต่ก็ต้องแบ่งไปเลี้ยงกองทัพและเจียดให้ชาวบ้านบ้าง คลังหลวงต่อให้ใหญ่แค่ไหน ก็คงทนต่อการเบิกจ่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ไหว…
และเมื่อต้องเกณฑ์เสบียง ก็ย่อมต้องดึงเสบียงที่วางแผนไว้สำหรับใช้ระหว่างการย้ายเมืองหลวงมาใช้ แม้เป้าหมายในการเกณฑ์เสบียงจะเป็นพวกเศรษฐีและผู้มีอิทธิพล แต่เมื่อถูกรีดไถกันเป็นทอดๆ ท้ายที่สุดภาระก็จะตกไปอยู่ที่ชาวบ้านธรรมดาอยู่ดี
ในแง่นี้ เสบียงที่เผยเฉียนจัดซื้อมาจากเมืองเหอตง ได้ช่วยชีวิตผู้คนไว้ไม่น้อยเลยจริงๆ
เตียวเลี้ยวมองดูเกวียนม้าที่เผยเฉียนเช่ามาจากเมืองเหอตงด้วยความเสียดาย พลางถอนหายใจ “หากเกวียนเหล่านี้สามารถเข้าไปถึงเมืองซือลี่ได้ บางทีอาจจะช่วยชีวิตผู้คนได้มากกว่านี้…”
เผยเฉียนมองเกวียนเหล่านี้เช่นกัน เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “ต่อให้เกวียนเหล่านี้เข้าไปถึงเมืองซือลี่ได้ คนที่จะรอดชีวิตก็คงเป็นแค่คนกลุ่มนั้นอยู่ดี…”
เผยเฉียนไม่ได้ตั้งใจจะกวนประสาทเตียวเลี้ยว แต่เขาพูดความจริง
เตียวเลี้ยวถอนหายใจยาว พยักหน้า ตบไหล่เผยเฉียนแล้วกล่าวว่า “ไม่ว่าอย่างไร การมีเสบียงเพิ่มขึ้น ก็ย่อมต้องมีคนรอดชีวิตเพิ่มขึ้น นี่ล้วนเป็นความดีความชอบของเจ้า จื่อเยวียน! เอาล่ะ ข้าเห็นว่าขนของใกล้เสร็จแล้ว ข้าคงต้องขอตัวล่วงหน้าไปก่อน”
เตียวเลี้ยวถอยหลังไปครึ่งก้าว ประสานมือ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงลึกซึ้งว่า “จื่อเยวียน การเดินทางไปปิงโจวครั้งนี้หนทางทุรกันดาร ขออวยพรให้เจ้าจงประสบความสำเร็จในเร็ววัน!”
“ขอบคุณในคำอวยพรของพี่เหวินหย่วน ขอให้พี่เหวินหย่วนจงราบรื่นในทุกสิ่งเช่นกัน”
เผยเฉียนมองตามขบวนของเตียวเลี้ยวที่ค่อยๆ ห่างออกไป เกวียนม้าที่เตียวเลี้ยวนำมามีไม่มากนัก แค่สามสิบกว่าคัน แต่เตียวเลี้ยวรับผิดชอบแค่การขนส่งข้ามท่าข้ามส่านจินแล้วส่งต่อไปยังอำเภอส่าน การเดินทางไปกลับรวมเวลาขนถ่ายสินค้าก็ใช้เวลาแค่วันเดียว อย่างมากก็แค่ต้องวิ่งหลายรอบหน่อย
เมื่อเตียวเลี้ยวคุมขบวนเสบียงจากไป ทิ้งค่ายพักแรมทั้งค่ายไว้พร้อมกับเกวียนขนาดใหญ่สามคันที่ซ่อนอยู่หลังกระโจมกลางค่าย
เผยเฉียนพาชุยโฮ่วเข้าไปในกระโจม ดึงผ้าคลุมเกวียนออก เผยให้เห็นหีบที่วางเรียงรายอยู่บนนั้น เขาเปิดหีบใบหนึ่งออกอย่างลวกๆ แสงสีทองอร่ามพลันสาดส่องออกมา สะท้อนให้เห็นทุกสรรพสิ่งในกระโจมราวกับถูกเคลือบด้วยสีสันแห่งความมั่งคั่ง
แม้จะมีประสบการณ์จากสองภพชาติ เผยเฉียนก็ยังถูกดึงดูดสายตา เขายืนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือไปปิดฝาหีบ แล้วกล่าวว่า “หย่งหยวน ทองเหล่านี้พอจะจ่ายค่าเสบียงล็อตต่อไปหรือไม่?”
บนเกวียนใหญ่ทั้งสามคัน เต็มไปด้วยหีบหลายใบ ในแต่ละหีบบรรจุ “ทองหมื่น” ของแท้ ซึ่งก็คือก้อนทองคำที่ทางการกำหนดให้มีมูลค่าเท่ากับหนึ่งหมื่นอีแปะ แต่ในตลาดปัจจุบัน “ทองหมื่น” หนึ่งก้อนสามารถแลกได้ตั้งแต่ 12,000 ถึง 13,000 อีแปะ
ชุยโฮ่วคำนวณคร่าวๆ แล้วตอบว่า “ทองพวกนี้มีมูลค่าเกือบสามร้อยล้านอีแปะ เพียงพอแล้วขอรับ…”
เผยเฉียนตบหีบเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ของพวกนี้แม้มันจะล่อตาล่อใจ แต่มันก็เป็นของตาย หิวน้ำก็ดื่มไม่ได้ หิวข้าวก็กินไม่ได้ ดังนั้นไม่ต้องเก็บไว้ จำไว้ให้ดี สิ่งที่เราต้องการคือเสบียงและสินค้าเท่านั้น”
ชุยโฮ่วมองแวบหนึ่ง แม้จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ก็พยักหน้ารับอย่างจริงจัง “ข้าน้อยจะจดจำไว้ในใจอย่างแน่นอน!”
“หากในใจมองเห็นแต่ของสิ่งนี้ อย่างมากก็จะได้ครอบครองแค่สิ่งนี้ แต่หากในอกไม่ถูกของสิ่งนี้อุดตันไว้ ก็จะมีพื้นที่ว่างให้บรรจุสิ่งอื่นได้อีกมากมาย เราอยู่ที่นี่ได้เต็มที่แค่สามเดือน ในสามเดือนนี้จะทำได้ถึงระดับไหน ก็ต้องพึ่งพาท่านแล้ว หย่งหยวน!” พูดจบ เผยเฉียนก็ทำความเคารพชุยโฮ่วอย่างเต็มพิธีการ
ชุยโฮ่วถอยหลังไปครึ่งก้าว คุกเข่าลงกับพื้น แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “ข้าน้อยจะมิทำให้นายท่านต้องผิดหวังอย่างแน่นอน!”

0 Comments