ตอนที่ 328 ลอบกัดอีกครา
แปลโดย เนสยังเว่ยจี้ส่งแขกผู้ใหญ่กลับไปอย่างนอบน้อม พอหันหลังกลับมา ใบหน้าก็ดำทะมึนขึ้นมาทันที
นับตั้งแต่ข่าวเรื่องเผยเฉียนเตรียมจะเกณฑ์เสบียงอาหารแพร่งพรายออกไป เว่ยจี้ก็ต้อนรับแขกมาแล้วถึงห้าหกราย ล่าสุดถึงขนาดที่ผู้อาวุโสของตระกูลซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของเขา ก็ยังต้องออกโรงมาพบด้วยตัวเอง
เสบียงของกองทัพในยุคราชวงศ์ฮั่นมาจากสองแหล่งหลัก แหล่งแรกคือ “ภาษีทั่วไป” ที่เก็บจากประชาชนเป็นประจำ แหล่งที่สองคือ “การเกณฑ์” ที่เรียกเก็บเพิ่มเติมจากประชาชนในเขตที่กองทัพประจำการอยู่
ตามกฎหมายฮั่น อัตราค่าตอบแทนของทหารรักษาชายแดนจะสูงกว่าทหารรักษาเมืองทั่วไปประมาณร้อยละยี่สิบถึงสามสิบ และเนื่องจากการขนส่งเสบียงไปให้ทหารรักษาชายแดนนั้นเป็นเรื่องยากลำบาก ในหลายๆ ครั้ง ราชสำนักจึงสนับสนุนให้ทหารรักษาชายแดนจัดหาเสบียงในเขตอำเภอหรือเมืองใกล้เคียงได้เอง
นั่นหมายถึงการลดโควตาเสบียงใน “ภาษีทั่วไป” ที่ราชสำนักต้องจัดสรรให้ และเพิ่มจำนวนเงินให้แทน จากนั้นก็ให้กองทัพใช้สิทธิ์ “การเกณฑ์” หรือการจัดซื้อในพื้นที่ใกล้เคียงกับเมืองที่กองทัพประจำการอยู่ เพื่อสนับสนุนเสบียงของทหารรักษาชายแดน
“การเกณฑ์” นั้นไม่ได้หมายความว่าจะเกณฑ์ได้ไม่จำกัด ประการแรก จะ “เกณฑ์” ได้ก็ต่อเมื่อเสบียงจาก “ภาษีทั่วไป” ไม่เพียงพอเท่านั้น และจำนวนที่ “เกณฑ์” ต้องไม่เกินหนึ่งในสามของ “ภาษีทั่วไป” นอกจากนี้ ในหนึ่งปี จะ “เกณฑ์” ได้ไม่เกินสองครั้ง และระยะห่างระหว่างการเกณฑ์แต่ละครั้งต้องไม่น้อยกว่าครึ่งปี
ตำแหน่งจงหลางเจี้ยงพิทักษ์ซยงหนูนั้นมีอำนาจล้นฟ้า มีสัญลักษณ์ประจำตำแหน่งเทียบเท่าขุนนางระดับสองพันสือ มีอำนาจสั่งการทั้งสามแคว้นคืออิวโจว ปิงโจว และเหลียงโจว รวมถึงค่ายทหารตู้เหลียวและค่ายอูหวน กล่าวได้ว่า ทั่วทั้งแนวป้องกันชายแดนทางเหนือ จงหลางเจี้ยงพิทักษ์ซยงหนูมีอำนาจสั่งการและควบคุมเบ็ดเสร็จ ดังนั้น กองทหารในสังกัดของจงหลางเจี้ยงพิทักษ์ซยงหนูจึงมีอัตรากำลังพลประจำการอยู่ที่ประมาณหนึ่งหมื่นสองพันนาย และหากมีศึกสงคราม ก็จะมีการเพิ่มกำลังพลขึ้นไปอีก
กองกำลังภายใต้การบังคับบัญชาของจงหลางเจี้ยงพิทักษ์ซยงหนูแบ่งออกเป็นห้ากอง แต่ละกองมีนายทหารระดับเสี้ยวเว่ยหรือจวินซือหม่าเป็นผู้บัญชาการ ซึ่งตำแหน่งเหล่านี้เทียบเท่าขุนนางระดับหนึ่งพันสือ และแต่ละกองจะมีทหารประมาณหนึ่งพันห้าร้อยถึงสองพันนาย
เผยเฉียนมีตำแหน่งเป็น “เปี๋ยปู้ซือหม่าของจงหลางเจี้ยงพิทักษ์ซยงหนู” ซึ่งก็อยู่ในระดับนี้ แต่เนื่องจากมีคำว่า “เปี๋ยปู้” (กองกำลังพิเศษ) นำหน้า หมายความว่ากองกำลังนี้แยกตัวเป็นอิสระจากกองทัพหลักของจงหลางเจี้ยงพิทักษ์ซยงหนู แม้จะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชา แต่ก็ไม่ต้องรายงานทุกเรื่อง และมีอำนาจทางการทหารและการเงินแยกเป็นอิสระ
ตอนนี้เผยเฉียนประจำการอยู่ที่เมืองเหอตง ดังนั้นเมืองเหอตงก็คือฐานที่มั่นของ “เปี๋ยปู้ซือหม่าของจงหลางเจี้ยงพิทักษ์ซยงหนู” ย่อมต้องรับผิดชอบในการ “เกณฑ์” เสบียงให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประกอบกับหลายปีที่ผ่านมา เสบียงของปิงโจวส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาเมืองซือลี่ส่งมาให้ โดยมีสองแหล่งหลักคือเมืองหงหนงและเมืองเหอตง ราชสำนักจึงได้ลดหย่อนภาษีบางส่วนที่เมืองเหอตงและเมืองหงหนงต้องส่งเข้าคลังหลวง
แต่ปัญหาคือ นับตั้งแต่ปีจงผิงที่ 1 เป็นต้นมา ซ่างจวิ้นได้ย้ายที่ทำการเมืองไปอยู่ที่อื่น ในระหว่างนี้ เสบียงที่เมืองเหอตงควรจะต้องจ่ายให้ซ่างจวิ้นก็เลยถูกระงับไป แต่ในส่วนของการลดหย่อนภาษีจากราชสำนัก กลับไม่มีใครไปปรับเปลี่ยนแก้ไข เพราะเกิดกบฏโพกผ้าเหลือง ตามมาด้วยพระเจ้าฮั่นหลิงตี้ (พระเจ้าเลนเต้) ประชวรหนัก และเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย เมืองเหอตงก็เลยทำเป็นลืมเรื่องนี้ไปอย่างเนียนๆ
แต่ตอนนี้ เผยเฉียนอาศัยข้อมูลจากชัวหยง คำนวณเสบียงที่เมืองเหอตงควรจะต้องจ่ายให้ซ่างจวิ้นตั้งแต่ปีจงผิงที่ 1 จนถึงปัจจุบัน บวกกับเสบียงที่ต้องจ่ายให้ “เปี๋ยปู้ซือหม่าของจงหลางเจี้ยงพิทักษ์ซยงหนู” ออกมาเป็นตัวเลขสูงถึงสามล้านแปดแสนหนึ่งหมื่นสือ เมื่อเผยเฉียนโยนรายการเสบียงนี้ให้ลู่ฉาง มันก็เหมือนกับระเบิดน้ำลึก ที่ระเบิดตู้มจนพวกที่รอดูเรื่องสนุกอยู่ต้องสะดุ้งสุดตัว นั่งไม่ติดกันเลยทีเดียว
แม้หลายคนจะรู้ดีว่าการกระทำของเผยเฉียนในครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นการขู่ แต่ถ้าเผยเฉียนถูกบีบจนทนไม่ไหวล่ะ? การกัดก้อนใหญ่นี้ ใครโดนเข้าไปก็คงกระอักเลือดกันทั้งนั้น!
ยิ่งไปกว่านั้น วันที่เผยเฉียนนำทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์มาเดินอวดศักดาที่เมืองอันอี้ ท่าทีที่ดูแข็งแกร่งและทรงพลังนั้น ต่อให้เป็นคนที่ไม่รู้เรื่องการทหารเลยสักนิด ก็รู้ได้ทันทีว่าทหารของเผยเฉียนในตอนนี้ไม่ใช่พวกทหารเกณฑ์กระจอกๆ ถ้าเผยเฉียนโมโหขึ้นมาจริงๆ นำทหารไปปิดล้อมหมู่บ้านเพื่อทวงเสบียง จะให้หรือไม่ให้ล่ะ?
ต่อให้หดหัวอยู่ในหมู่บ้านไม่สนใจ เผยเฉียนก็อาจจะไม่โจมตีหมู่บ้านหรอก แต่ถ้าเป็นต้นกล้าในทุ่งนานอกหมู่บ้านล่ะ? จะต้องส่งคนออกไปดูแลไหม? ต้องรู้ว่าถ้าพลาดไปแค่ครั้งเดียว ก็หมายถึงพลาดไปทั้งปีเลยนะ!
ที่สำคัญที่สุดคือ บรรดาตระกูลบัณฑิตน้อยใหญ่ในเหอตงต่างก็มองออกแล้วว่า นี่เป็นเพราะเว่ยจี้ไปหาเรื่องเผยเฉียนก่อน เผยเฉียนถึงได้ตอบโต้ ตอนนี้ถึงขั้นมีผู้อาวุโสของตระกูลเว่ยออกหน้ามาแล้ว ความหมายก็ชัดเจน คือ คุณเว่ยจี้ อยากจะสะสางแค้นส่วนตัวอะไรเราไม่สนหรอก แต่อย่าดึงพวกเราเข้าไปซวยด้วยสิ!
อีกอย่าง เดิมทีเผยเฉียนตั้งใจจะใช้เงินจัดซื้อ ใครบ้างล่ะที่จะมีปัญหากับเงิน?
การตัดหนทางทำมาหากินก็เหมือนกับการฆ่าพ่อแม่!
ตอนนี้เป็นเพราะเว่ยจี้นี่แหละ ที่ทำให้ไม่ใช่แค่จะไม่ได้กำไร แต่ยังต้องควักเนื้อจ่ายอีก ใครมันจะไปทนได้?
เว่ยจี้หน้าบูดบึ้ง เขาคาดไม่ถึงเลยว่าเผยเฉียนจะเล่นไม้นี้กับเขา ในความคิดของเขา แค่อยากจะสั่งสอนเผยเฉียนให้หลาบจำ หากเผยเฉียนรู้จักเอาตัวรอด ยอมมาคุกเข่าขอขมาถึงหน้าประตูบ้าน เขาอาจจะใจอ่อนยอมปล่อยไปก็ได้
แต่ตอนนี้ เผยเฉียนกลับเล่นสกปรก งัดข้อกับเขาตรงๆ แถมยังทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบากอย่างหนักอีกด้วย
หวังอี้ เจ้าเมืองเหอตง ไม่ได้ส่งข่าวอะไรมาบอกเขาเลย แต่กลับปล่อยข่าวเรื่องใบรายการเสบียงของเผยเฉียนออกไป ความหมายก็ชัดเจน คือ เว่ยจี้จะหาเรื่องเผยเฉียนยังไงข้าไม่สน แต่ปัญหาที่เว่ยจี้ก่อขึ้นมา หวังอี้คนนี้ก็จะไม่ช่วยแก้ปัญหาให้เหมือนกัน
และที่จุดรับสมัครทหารประตูด้านใต้ ลูกเล่นของเผยเฉียนก็ทำให้เว่ยจี้ต้องกลืนเลือดตัวเอง
จะมีใครที่ไหนยอมจ่ายเงิน 600 อีแปะต่อเดือน เพื่อจ้างองครักษ์ธรรมดาๆ ที่ไม่เป็นอะไรเลยสักอย่างบ้าง?
แถมยังเซ็นสัญญาจ้างกันเป็นปีๆ อีก!
น่าเสียดายที่กว่าเว่ยจี้จะรู้เรื่อง และรีบห้ามปรามการกระทำอันโง่เขลาของเว่ยเฟิง ก็สายไปเสียแล้ว ตระกูลเว่ยได้เซ็นสัญญารับคนไปเกือบห้าร้อยคนแล้ว…
นั่นมันสามล้านหกแสนอีแปะเลยนะ!
ถ้าเว่ยเฟิงไม่ใช่ลูกพี่ลูกน้องของเขา เขาคงมีความคิดที่จะสับเว่ยเฟิงเป็นชิ้นๆ แล้ว
เว่ยจี้สั่งให้คนไปตามเว่ยเฟิงมา
เว่ยเฟิงเดินตัวสั่นเข้ามาด้วยความหวาดกลัว แม้แต่คำทักทายที่คุ้นเคยอย่าง “ท่านพี่” ก็ยังไม่กล้าเรียก ได้แต่เรียก “ท่านผู้นำตระกูล” อย่างว่านอนสอนง่าย แล้วยืนก้มหน้าสงบเสงี่ยมอยู่กลางห้องโถง รอรับผลกรรม
ในห้องโถงเงียบกริบจนน่าขนลุก
เว่ยจี้ไม่ปริปากพูด เว่ยเฟิงก็ไม่กล้าพูด ได้แต่ก้มหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
แรงกดดันที่มองไม่เห็นบีบคั้นจนเว่ยเฟิงเหงื่อแตกพลั่ก ไหลอาบลงมาตามใบหน้า ทำให้รู้สึกคันยิบๆ แต่เว่ยเฟิงก็ไม่กล้าแม้แต่จะยกมือขึ้นเช็ด ปล่อยให้เหงื่อหยดลงบนพื้นหินสีเขียวดัง “ติ๋ง” เสียงนั้นช่วยทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดนี้ลงได้ในที่สุด
“วันนี้เว่ยฟู่มาหาข้า…” เว่ยจี้มองเว่ยเฟิงที่เหงื่อท่วมตัว แล้วกล่าวว่า “บอกว่าองครักษ์ใหม่ได้เงิน 600 อีแปะ ส่วนพวกเว่ยซานได้แค่ 500 อีแปะ…”
เว่ยเฟิงคุกเข่าลงกับพื้นดังตุบ โขกศีรษะลงกับพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เว่ยจี้ถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ลุกขึ้นเถอะ นี่เป็นความผิดของข้าเอง ข้าประเมินคนผู้นี้ต่ำไป…”

0 Comments