บทที่ 36
แปลโดย เนสยังสิบหกปีมานี้ในราชวงศ์ต้าอิ้น แม้จะมีสงครามเกิดขึ้นไม่น้อย แต่แทบจะไม่เคยลุกลามมาถึงจี้โจวเลย
ฝานฉางอวี้เคยได้ยินแต่คำบอกเล่าจากคนเฒ่าคนแก่ว่าสงครามนั้นโหดร้ายเพียงใด ทว่าการทำศึกไม่เพียงแต่ต้องเกณฑ์เสบียง ยังต้องเกณฑ์คน ลูกชายของท่านป้าจ้าวและท่านลุงจ้าวก็ถูกเกณฑ์ทหารจับตัวไปในปีนั้น แล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย
ชายชราคนหนึ่งกล่าวว่า: “ฉางซิ่นอ๋องก่อกบฏที่ฉงโจว ราชสำนักส่งทหารไปปราบปราม รบกันมาจนป่านนี้ก็ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ ข้าว่านะ แปดเก้าส่วนคือต้าอิ้นคงสิ้นอายุขัย ถึงคราวต้องผลัดแผ่นดินแล้วล่ะ”
“โหวอู่อันก็ตายไปแล้ว เว่ยเหยียนจะเอาอะไรมาตรึงพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือไว้อีก?”
มีคนพูดขึ้นอีกว่า: “ใครจะมาเป็นฮ่องเต้ข้าไม่สนหรอก ขอแค่อย่ามาปล้นเงินปล้นเสบียงของข้า อย่ามาบังคับให้ข้าไปออกรบก็พอ”
หลายคนส่ายหน้าถอนหายใจ: “พวกทหารเริ่มไปบังคับเกณฑ์เสบียงตามหมู่บ้านและตำบลใกล้เคียงแล้ว รบกันไปรบกันมา สุดท้ายพวกขุนนางก็มีทั้งเงินทั้งอำนาจ มีแต่พวกเราชาวบ้านนี่แหละที่ต้องบ้านแตกสาแหรกขาด เร่ร่อนไร้ที่พึ่ง…”
ฝานฉางอวี้ฟังเรื่องราวเหล่านี้แล้วก็รู้สึกหนักอึ้งในใจ หันไปพูดกับเซี่ยเจิงว่า: “ราชสำนักทำศึกที่ฉงโจว ก็ควรจะเป็นราชสำนักที่จัดหาเสบียงทหารไม่ใช่หรือ ทำไมถึงต้องมาเกณฑ์เสบียงจากชาวบ้านด้วยล่ะ?”
น้ำเสียงของเซี่ยเจิงแฝงความเย้ยหยัน: “เส้นทางลำเลียงเสบียงถูกตัดขาด ก็แค่พวกหมาจนตรอกนั่นแหละ”
ฮุยโจวเคยเป็นเขตอิทธิพลของเขา ตอนนี้มาลองคิดดู เว่ยเหยียนคงจะหวาดระแวงเขามาตั้งแต่แรกแล้ว เสบียงทหารในค่ายที่เขาประจำการอยู่ ราชสำนักมักจะจัดส่งให้ทุกสามเดือน ทางรัฐเองก็ไม่มียุ้งฉางเก็บเสบียง
เนื่องจากเป็นสถานที่ตั้งค่ายทหาร สภาพภูมิศาสตร์จึงไม่อำนวยให้เพาะปลูก ไม่ได้อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธัญญาหาร
เมื่อเส้นทางลำเลียงเสบียงถูกตัดขาด ก็เท่ากับถูกโจมตีถึงจุดตาย
พื้นที่กบฏอย่างฉงโจวในครั้งนี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของฮุยโจวพอดี ทำให้เส้นทางลำเลียงเสบียงจากราชสำนักมายังฮุยโจวถูกสกัดกั้น
ตอนที่แนวรบระหว่างฉงโจวและฮุยโจวยืดเยื้อ เขาก็เดาได้แล้วว่าฮุยโจวจะต้องถึงคราวเสบียงหมดในสักวัน วิธีที่เร็วที่สุดย่อมหนีไม่พ้นการเกณฑ์เสบียงจากชาวบ้าน
หลังจากที่เขาถูกไล่ล่าจนหนีรอดมาได้หวุดหวิด เขาก็ตั้งใจจะติดต่อกับลูกน้องเก่า ให้พวกเขาลอบกว้านซื้อเสบียงของชาวบ้านมาตุนไว้ก่อน
การปรากฏตัวของจ้าวสวิน ทำให้การซื้อเสบียงกลายเป็นบททดสอบที่เขามีต่อจ้าวสวิน ตอนนี้เสบียงอยู่ในมือแล้ว เว่ยเซวียนพ่ายแพ้ในสมรภูมิฉงโจว การเกณฑ์เสบียงจากชาวบ้านก็ทำไม่สำเร็จ
ด้วยความที่เขารู้จักเว่ยเหยียนดี เว่ยเหยียนย่อมไม่มีทางไว้หน้าลูกชายคนนี้แน่
การปล่อยให้เว่ยเซวียนรับโทษจากเว่ยเหยียนไปก่อน ก็ถือเป็นของขวัญชิ้นแรกที่เขามอบให้ญาติผู้พี่คนนี้ก่อนจะเริ่มแก้แค้นอย่างเป็นทางการ
ทางตะวันตกเฉียงเหนือไร้คนฝีมือดี เว่ยเหยียนทำได้เพียงให้เฮ่อจิ้งหยวนรับช่วงต่อสถานการณ์รบที่ฉงโจว เฮ่อจิ้งหยวนมีชื่อเสียงว่าเป็นขุนพลผู้ทรงธรรม ย่อมไม่มีทางทำเรื่องเลวทรามอย่างการปล่อยให้ทหารไปปล้นเสบียงของชาวบ้านแน่
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยชื่อเสียงของพรรคพวกเว่ยในตอนนี้ หากปล่อยปละละเลยให้ลูกน้องไปปล้นเสบียงชาวบ้าน ก็เท่ากับยื่นดาบให้ศัตรูทางการเมืองของเว่ยเหยียนนำไปโจมตี
เมื่อเขามีเสบียงสองแสนสืออยู่ในมือ ก็มีเวลามากพอที่จะเริ่มแผนการขั้นต่อไป
การที่ทหารจู่ๆ ก็มาบังคับเกณฑ์เสบียงในตอนนี้ แปดเก้าส่วนคงเป็นความคิดโง่ๆ ของญาติผู้พี่จอมโอ้อวดของเขา ที่อยากจะสร้างผลงานก่อนที่อำนาจทางการทหารจะถูกเปลี่ยนมือ
ชาวบ้านทั่วไปไม่รู้ตื้นลึกหนาบางมากมายนัก ก็มีความสงสัยเหมือนกับฝานฉางอวี้ จึงวิจารณ์กันว่า: “ศึกที่จิ่นโจวเมื่อสิบหกปีก่อน ก็เป็นเพราะไอ้ขุนนางชั่วเมิ่งซูหย่วนที่รับหน้าที่ส่งเสบียงทำให้เสียการรบ ปล่อยให้องค์รัชทายาทเฉิงเต๋อกับแม่ทัพเซี่ยและทหารนับแสนนายต้องอดโซอยู่ที่จิ่นโจวถึงห้าวัน ทหารพวกนั้นตอนที่ขึ้นไปประจำการบนกำแพงเมืองในวาระสุดท้ายก็หิวจนแทบจะยืนไม่อยู่ ถึงได้ถูกพวกเป่ยเจวี๋ยตีแตกประตูเมืองได้ คราวนี้เสบียงทหารมีปัญหาอะไรอีก ถึงต้องมารีดไถเอาจากพวกเรา?”
สำหรับเมิ่งซูหย่วน ตัวการที่ทำให้พ่ายแพ้ในศึกจิ่นโจว ผู้คนในราชวงศ์ต้าอิ้นล้วนแต่สาปแช่งและอยากจะสับเป็นชิ้นๆ
มีคนเริ่มด่าทอขึ้นมาทันที: “ไอ้เมิ่งซูหย่วนนั่นตายสิบครั้งก็ยังไม่พอ! อุตส่าห์ที่แม่ทัพเซี่ยไว้ใจ มอบหมายภารกิจสำคัญในการส่งเสบียงให้ ถ้าไม่ใช่เพราะมันทำให้เสียการรบ องค์รัชทายาทเฉิงเต๋อจะสิ้นพระชนม์ที่จิ่นโจวได้อย่างไร แล้วจะปล่อยให้ไอ้สุนัขเว่ยผูกขาดอำนาจในราชสำนักมาหลายปีขนาดนี้ได้ยังไง!”
“คนตระกูลเมิ่งตายตกตามกันไปหมด นั่นแหละคือเวรกรรมตามสนอง!”
“ได้แต่หวังว่าเสบียงทหารที่ฉงโจวคราวนี้ จะไม่ใช่เพราะขุนนางคุมเสบียงไปสร้างเรื่องบ้าๆ อะไรขึ้นมาอีกนะ!”
เซี่ยเจิงรู้มาตั้งแต่สิบหกปีก่อนแล้วว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้พ่ายแพ้ในศึกจิ่นโจวคือเสบียงทหารที่มาล่าช้า
ผู้รับผิดชอบการขนส่งเสบียงในปีนั้นคือเมิ่งซูหย่วน ขุนพลเฒ่าใต้บังคับบัญชาของพ่อเขา ลูกน้องเก่าของพ่อเคยบอกกับเขาว่า ในใต้หล้านี้ใครก็อาจจะทรยศพ่อเขาได้ มีเพียงเมิ่งซูหย่วนเท่านั้นที่ไม่มีวันทำ
การที่เมิ่งซูหย่วนขนส่งเสบียงล่าช้าจนเสียการรบ ไม่ใช่การทรยศเจ้านาย แต่เป็นเพราะกลางทางเขาแวะไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยนับแสนคนที่ถูกทหารเป่ยเจวี๋ยปิดล้อมไว้ที่หลัวเฉิง สุดท้ายผู้ลี้ภัยก็ช่วยไม่ได้ และจิ่นโจวก็ถูกตีแตก
ตอนที่เมิ่งซูหย่วนรู้ข่าวการตายของพ่อเขา เขาได้คุกเข่าหันไปทางจิ่นโจวแล้วชักดาบเชือดคอตาย
โศกนาฏกรรมที่จิ่นโจวปิดฉากลงพร้อมกับการตายของเมิ่งซูหย่วน ทว่าเวลาผ่านไปกว่าสิบปี ชาวบ้านเมื่อพูดถึงเขาก็ยังคงด่าทออย่างสาดเสียเทเสีย
กองทหารนั้นเดินจากไปไกลแล้ว เซี่ยเจิงดึงสายตากลับมาแล้วบอกกับฝานฉางอวี้ว่า: “ไปกันเถอะ”
แต่เขากลับเห็นฝานฉางอวี้เหม่อมองไปยังกลุ่มคนที่กำลังวิจารณ์เมิ่งซูหย่วนอยู่
เขาถาม: “เป็นอะไรไป?”
ฝานฉางอวี้จูงมือฉางหนิงไว้ข้างหนึ่ง เม้มริมฝีปากแล้วกล่าวว่า: “เมิ่งซูหย่วนเสียการรบก็เพราะไปช่วยผู้ลี้ภัยนับแสนคน คงไม่ได้น่ารังเกียจอย่างที่ผู้คนพูดกันหรอกมั้ง?”
น้ำเสียงของเซี่ยเจิงเย็นชา: “คำสั่งทางทหารที่เขาได้รับคือการส่งเสบียง การที่เขาไม่สามารถส่งเสบียงไปถึงจิ่นโจวได้ทันเวลา ก็ถือเป็นการละทิ้งหน้าที่ หากเขามีความสามารถมากพอ ช่วยเหลือผู้ลี้ภัยนับแสนคนได้โดยไม่ทำให้การส่งเสบียงล่าช้า นั่นย่อมสมควรได้รับการยกย่องจากผู้คน แต่ในเมื่อเขาช่วยผู้ลี้ภัยก็ไม่ได้ แถมยังทำให้การส่งเสบียงล่าช้า จนส่งผลให้จิ่นโจวแตก ทหารนับแสนต้องตายในเมือง นั่นแหละคือความผิดที่ไม่อาจให้อภัยได้”
เขาช้อนตามองฝานฉางอวี้: “เจ้าเห็นใจคนไร้ความสามารถเช่นนั้นหรือ?”
ฝานฉางอวี้ส่ายหน้า นางไม่เข้าใจตำราพิชัยสงคราม และไม่รู้กฎอัยการศึก เพียงแต่รู้สึกว่าเมิ่งซูหย่วนอาจจะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้พ่ายแพ้ในศึกจิ่นโจวก็จริง แต่ไม่น่าจะถึงขั้นกลายเป็นขุนนางชั่วช้าในสายตาผู้คน อย่างมากก็เป็นแค่คนไร้ความสามารถตามที่เหยียนเจิ้งบอกกระมัง
เมื่อทั้งสามเดินผ่านร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป นางก็ถามเซี่ยเจิงว่า: “เสื้อคลุมของเจ้าเปื้อนแล้ว ซื้อตัวใหม่ไว้เปลี่ยนดีไหม?”
เสื้อคลุมของเซี่ยเจิงที่โดนโคลนกระเด็นใส่ถูกเขาถอดออกแล้ว และพับพาดไว้บนแขนมาตลอดทาง
เขาปรายตามองผ้าสีสันฉูดฉาดในร้าน แล้วตอบว่า: “ไม่ต้องหรอก แดดออกแล้ว ตอนนี้ก็ไม่หนาวเท่าไหร่”
ฝานฉางอวี้กล่าวว่า: “งั้นซื้อผ้าผูกผมดีไหม? เส้นก่อนหน้านี้ข้าดูแล้วเหมือนเจ้าไม่ค่อยชอบ ไม่ค่อยเห็นเจ้าใช้เลย”
สิ้นคำพูด เซี่ยเจิงก็จ้องมองนางด้วยสีหน้าประหลาดใจ
ฝานฉางอวี้ไม่รู้สึกว่าคำพูดของตัวเองมีปัญหาตรงไหน นางเบิกตากลมโตสบตากับเขา นัยน์ตาของทั้งสองต่างสะท้อนภาพของกันและกัน
เพียงแต่คนหนึ่งนั้นใสกระจ่าง แต่อีกคนหนึ่งนั้นลึกล้ำยากหยั่งถึง
ชั่วครู่ต่อมา เซี่ยเจิงก็เบือนหน้าหนีก่อน แล้วพูดว่า: “ก็ไม่ได้ไม่ชอบหรอก”
ฝานฉางอวี้รู้สึกว่าเขาพูดจาเหมือนเล่นปริศนาคำทาย ในเมื่อไม่ได้ไม่ชอบ แล้วทำไมถึงไม่ใช้ผ้าผูกผมเส้นนั้นล่ะ นางจึงพูดว่า: “เจ้าซื้อของให้หนิงหนียงตั้งเยอะแยะ เจ้าก็เลือกของขวัญปีใหม่สักชิ้นสิ ข้าจะซื้อให้!”
มุมปากของเซี่ยเจิงตกลงมาเล็กน้อย: “เจ้าไม่ได้ให้ซองอั่งเปาข้าแล้วหรือ?”
ฝานฉางอวี้บอกว่า: “เงินแต๊ะเอียกับของขวัญปีใหม่มันจะเหมือนกันได้ยังไง?”
เซี่ยเจิงจ้องมองนางอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว: “สำหรับข้า มันเหมือนกัน”
ฝานฉางอวี้รู้สึกว่าเขาคงปฏิเสธไม่ให้นางช่วยซื้อของขวัญปีใหม่ให้ จึงไม่ได้ดึงดันต่อไป
นางเหลือบมองดูดวงอาทิตย์: “ถ้าไปเป็นเพื่อนเจ้าซื้อกระดาษและหมึกที่ร้านหนังสือก่อน แล้วค่อยไปสวัสดีปีใหม่บ้านหวังปู้โถวคงจะสายไป แต่ถ้าไปช้ากว่านี้ก็กลัวว่าร้านหนังสือจะปิด เอาอย่างนี้แล้วกัน เจ้าไปซื้อของที่ร้านหนังสือเอง ส่วนข้าจะพาหนิงหนียงไปสวัสดีปีใหม่หวังปู้โถวก่อน พอเจ้าซื้อหนังสือเสร็จก็รอข้าอยู่ที่ร้านหนังสือนั่นแหละ เอาของไปให้บ้านหวังปู้โถวเสร็จข้าจะพาหนิงหนียงไปหาเจ้า”
เซี่ยเจิงพยักหน้า
ทั้งสองแยกย้ายกันที่ทางแยก ก่อนไปฉางหนิงยังโบกมือให้เซี่ยเจิงอย่างแข็งขัน: “พี่เขยเดินทางปลอดภัยนะ ข้ากับพี่หญิงซื้อของอร่อยแล้วจะซื้อไปฝากท่านด้วย!”
หางคิ้วของเซี่ยเจิงเลิกขึ้นเล็กน้อย เขามองไปที่ฝานฉางอวี้แล้วพูดว่า: “ไม่ต้องหรอก พวกเจ้ากินกันเถอะ”
ฝานฉางอวี้คิดในใจว่า คำพูดนี้ฟังดูเหมือนกำลังบอกว่านางตั้งใจไล่เขาไป เพื่อจะพาฉางหนิงไปหาของอร่อยกินยังไงยังงั้น
มองเซี่ยเจิงเดินห่างออกไปท่ามกลางสายตาที่สับสนของนาง ฝานฉางอวี้ก็ย่อตัวลง เอื้อมมือไปเช็ดคราบถังหูลู่ที่มุมปากของฉางหนิง ทั้งขำทั้งระอาใจ: “เจ้าแมวน้อยจอมตะกละ อยากกินอะไรอีกล่ะ?”
นิ้วป้อมๆ ขาวอวบของฉางหนิงชี้ไปยังพ่อค้าขายขนมน้ำตาลแดงริมถนน
ฝานฉางอวี้กุมขมับอย่างจนใจ: “ไปกันเถอะ”
หลังจากซื้อขนมน้ำตาลแดงเสร็จ ฝานฉางอวี้ก็ไปซื้อเหล้าชั้นดีที่ร้านสุราใกล้ๆ มาหนึ่งกา เดิมทีนางตั้งใจจะเอาเนื้อหมูเค็มไปให้หวังปู้โถว แต่กลับยกให้บัณฑิตคนนั้นไปเส้นหนึ่ง การจะหิ้วเนื้อหมูเค็มแค่เส้นเดียวไปเยี่ยมบ้าน ฝานฉางอวี้ก็รู้สึกเกรงใจ
พอดีหวังปู้โถวเป็นคนชอบดื่มเหล้า การซื้อเหล้าไปฝากก็ถือว่าถูกใจผู้รับพอดี
บ้านของหวังปู้โถวอยู่ทางใต้ของตัวอำเภอ ทำเลไม่ถือว่าดีเลิศ แต่ก็เป็นถึงบ้านแบบสองลาน ในสถานที่เล็กๆ อย่างอำเภอชิงผิง ก็นับว่าเป็นบ้านของผู้มีหน้ามีตาถึงจะอาศัยอยู่ได้
หลังจากฝานฉางอวี้พาฉางหนิงไปเคาะประตู ก็มีหญิงรับใช้ชราคนหนึ่งมาเปิดประตู เมื่อได้ยินว่ามาสวัสดีปีใหม่หวังปู้โถว ก็รีบเชิญพวกนางเข้าไป
เวลานี้เป็นช่วงบ่ายแล้ว แขกที่มาสวัสดีปีใหม่หวังปู้โถวในช่วงเช้า ทานข้าวเสร็จก็กลับกันไปเกือบหมดแล้ว เมื่อฝานฉางอวี้เข้าไปในบ้าน ก็เห็นเพียงหวังปู้โถว ภรรยาของเขา และฮูหยินเฒ่าหวังนั่งอยู่บนเตียงเตาในห้องฝั่งตะวันออก
ฮูหยินเฒ่าหวังดูอายุเข้าวัยแปดเก้าสิบปีแล้ว ใบหน้าไม่เหี่ยวย่นเหมือนหญิงชราตามชนบท แต่มีความอวบอิ่มแบบคนมีฐานะ ดูใจดีมีเมตตา
ฮูหยินหวังมีโครงร่างกำยำ แต่ก็ไม่ถึงกับล่ำสันบึกบึน ได้ยินมาว่าพ่อของนางก็เคยเป็นมือปราบมาก่อน นางพอจะมีวิชาวิทยายุทธ์อยู่บ้าง ใบหน้าดูใจดีมาก ทว่าหว่างคิ้วกลับแฝงความห้าวหาญ
“นี่คือฉางอวี้ใช่ไหม?” ฮูหยินหวังเห็นฝานฉางอวี้ก็ยิ้มกว้าง “ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ ร่างกายดูแข็งแรงทะมัดทะแมง เหมาะจะเป็นยอดฝีมือทางสายบู๊จริงๆ”
ฝานฉางอวี้ยิ้มทักทายนางและฮูหยินเฒ่าหวัง
เมื่อก่อนที่อำเภอชิงผิงมีหญิงคณิกาชื่อดังคนหนึ่ง ชื่อในวงการคือ อวี้เนียง
เด็กผู้หญิงในอำเภอที่มีชื่อลงท้ายด้วยคำว่า ‘อวี้’ คนอื่นก็จะไม่เรียกพวกนางว่า ‘อวี้เนียง’ ตรงๆ แต่จะเรียกชื่อเต็มแทน
หากเรียกใครว่า ‘อวี้เนียง’ ตรงๆ จะมีความหมายแฝงเชิงดูถูกว่าอีกฝ่ายเป็นหญิงคณิกา
ฉางหนิงกำชายเสื้อของฝานฉางอวี้ หลบอยู่ข้างหลังนาง โผล่แต่ดวงตากลมโตเหมือนลูกกวางมองฮูหยินหวังอย่างขี้อาย
ฮูหยินหวังเห็นนาง รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งสดใสขึ้น หยิบลูกอมจากถาดเคลือบสีสันสวยงามมาหนึ่งกำมือ แล้วกวักมือเรียกฉางหนิง: “หนิงหนียงตัวน้อยหน้าตาน่าเอ็นดูเหลือเกิน รีบมาหยิบลูกอมไปกินสิ”
ฉางหนิงไม่กล้าเดินเข้าไปตรงๆ ได้แต่แหงนหน้ามองฝานฉางอวี้
ฝานฉางอวี้บอกว่า: “ฮูหยินให้ลูกอมก็รับไว้สิ”
ฉางหนิงถึงได้วิ่งเหยาะๆ ไปรับลูกอมจากมือฮูหยินหวัง แต่นางตัวเล็ก มือก็เล็ก จึงรับไม่หมด ฮูหยินหวังจึงช่วยเอาลูกอมมากมายใส่ลงในกระเป๋าเสื้อของนาง
ฉางหนิงพูดเสียงใส: “ขอบคุณฮูหยินเจ้าค่ะ”
ฮูหยินหวังและฮูหยินเฒ่าหวังสบตากัน ยิ้มจนหุบปากไม่ลง ฮูหยินหวังอดไม่ได้ที่จะบีบแก้มยุ้ยๆ ของฉางหนิงแล้วพูดว่า: “ตัวแค่นี้ ทำไมถึงได้รู้ความขนาดนี้นะ?”
นางหันไปยิ้มกับฝานฉางอวี้: “พี่สาวสอนมาดีใช่ไหม?”
ฝานฉางอวี้ยิ้มอย่างขวยเขิน: “ท่านชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”
นางไม่ใช่คนช่างคุย และก็เป็นคนพูดจาตรงไปตรงมา นิสัยซื่อๆ แบบนี้กลับทำให้ฮูหยินหวังและฮูหยินเฒ่าหวังถูกใจเป็นอย่างมาก ฝานฉางอวี้ตอบกลับไม่กี่คำก็ทำเอาพวกนางหัวเราะกันร่วน มีเพียงฝานฉางอวี้ที่งุนงงว่าทำไมพวกนางถึงหัวเราะกันขนาดนั้น
ฮูหยินหวังจะรั้งให้สองพี่น้องอยู่กินข้าวและค้างคืนที่นี่ แต่ฝานฉางอวี้อ้างว่าเซี่ยเจิงยังรออยู่ที่ร้านหนังสือ จึงถือเป็นการปฏิเสธความปรารถนาดีนี้ไป
ตอนลากลับ หวังปู้โถวเดินมาส่งนางถึงหน้าประตูด้วยตัวเอง “คดีของพ่อแม่เจ้า หลังจากที่ทางรัฐรับช่วงต่อไป ก็ถือว่าปิดคดีอย่างเป็นทางการแล้ว ตอนแรกข้ากลัวว่าพ่อแม่เจ้าจะไปสร้างศัตรูไว้เมื่อหลายปีก่อน ในเมื่อเป็นพวกโจรภูเขาที่มาตามหาแผนที่ขุมทรัพย์ ตอนนี้แผนที่ขุมทรัพย์ก็ไม่ได้อยู่ที่บ้านเจ้าแล้ว เจ้าก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้วล่ะ ใช้ชีวิตอยู่ที่ตำบลอย่างสบายใจเถอะ มีปัญหาอะไรก็มาหาข้าได้เลย”
ฝานฉางอวี้กล่าวขอบคุณ แล้วก็ถามขึ้นว่า: “ท่านรู้ไหมว่าขุนนางท่านใดของทางรัฐเป็นคนพิจารณาคดีนี้หรือเจ้าคะ?”
หวังปู้โถวเป็นเพียงมือปราบเล็กๆ ในอำเภอชิงผิง เรื่องพวกนี้เขาไม่รู้จริงๆ หลังจากส่ายหน้าก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า: “เจ้าถามเรื่องนี้ไปทำไม?”
ฝานฉางอวี้กลัวว่าการตายของพ่อแม่จะเกี่ยวโยงกับคนมากมายเหมือนที่เหยียนเจิ้งบอก นางไม่อยากพูดอะไรมากจนทำให้หวังปู้โถวต้องเดือดร้อน จึงตอบไปว่า: “ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ แค่ถามดูเฉยๆ”
นางอยากสืบหาสาเหตุการตายที่แท้จริงของพ่อแม่ วิธีที่ดีที่สุดคือการเริ่มสืบจากขุนนางที่พิจารณาคดีนี้
คืนนั้นทหารจับตัวผู้ต้องสงสัยที่ยังมีชีวิตรอดกลับไปได้หนึ่งคน ขอเพียงรู้ว่าคนคนนั้นรับสารภาพอะไรบ้าง บางทีอาจจะไขปริศนาสาเหตุการตายของพ่อแม่นางได้
ตอนที่เหยียนเจิ้งถามนางว่า ถ้าทางการโกหกนางจะทำอย่างไร นางก็เคยคิดจะแอบไปหาขุนนางที่พิจารณาคดีนี้
ในงิ้วหรือนิยายก็เขียนไว้แบบนี้ไม่ใช่หรือ จับจุดอ่อนของขุนนางกังฉินให้ได้ แล้วแอบลอบเข้าไปในจวนของขุนนางกังฉินในคืนเดือนมืดลมแรง จับตัวขุนนางกังฉินที่อยู่ตามลำพังมาต่อรอง ไม่แลกเป็นเงินทอง ก็ใช้รีดเค้นเอาเบาะแสที่ตัวเองต้องการ
นางเพียงรู้ว่าขุนนางคนไหนพิจารณาคดีนี้ นางก็มีเวลาเหลือเฟือที่จะค่อยๆ สืบหาจุดอ่อนของอีกฝ่าย
ตอนที่ฝานฉางอวี้พาฉางหนิงเดินใกล้จะถึงประตูใหญ่ ฮูหยินหวังก็ถือซองอั่งเปาสองซองรีบเดินตามมา: “ซองอั่งเปาสองซองนี้รับไว้เถอะ!”
ซองหนึ่งในนั้นยังพับไม่เรียบร้อย ดูเหมือนนางจะเพิ่งเตรียมมาอย่างเร่งรีบ
ฝานฉางอวี้ปฏิเสธไม่ลง จึงถูกฮูหยินหวังยัดใส่มือมา
พอฉางหนิงเดินออกจากประตูบ้านตระกูลหวัง ก็แกะซองอั่งเปา เทของข้างในออกมาให้ฝานฉางอวี้ดูด้วยความดีใจ: “พี่หญิง เป็นก้อนเงินตำลึงล่ะ!”
ในซองอั่งเปาของฝานฉางอวี้ ก็มีเงินตำลึงสองก้อนเช่นกัน
ฝานฉางอวี้กำซองอั่งเปาซองแรกที่ได้รับหลังจากพ่อแม่เสียชีวิต หันกลับไปมองทางบ้านตระกูลหวัง สำหรับความห่วงใยของหวังปู้โถวและฮูหยินหวัง ในใจก็รู้สึกซาบซึ้งและปะปนไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย
ฉางหนิงยื่นเงินตำลึงให้ฝานฉางอวี้: “พี่หญิงเก็บไว้เถอะ”
กระเป๋าเสื้อที่คอเสื้อและถุงเงินใบเล็กของนาง ล้วนเต็มไปด้วยลูกอมที่ฮูหยินหวังให้มา ไม่มีที่ให้เก็บเงินตำลึงแล้ว
ฝานฉางอวี้รับมาแล้วบอกว่า: “งั้นพี่จะเก็บไว้ให้เจ้าก่อน พอกลับถึงบ้านค่อยเอาไปใส่ในกล่องเล็กของเจ้านะ”
ฉางหนิงมีกล่องเล็กๆ สำหรับเก็บเงินอั่งเปาโดยเฉพาะ แต่เมื่อสองเดือนก่อน ตอนที่จัดการงานศพให้พ่อแม่ นางก็เอากล่องเล็กนั้นมาสมทบด้วย ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มเก็บสะสมใหม่
ฉางหนิงฟังคำพูดของฝานฉางอวี้ ก็พยักหน้า “อืม” อย่างดีใจ
ถนนเส้นนี้มีร้านค้าเปิดขายน้อย พ่อค้าแม่ค้าเร่ที่เดินผ่านไปมาก็ยิ่งน้อยลงไปอีก บนถนนมีเพียงเด็กๆ ไม่กี่คนที่กำลังวิ่งเล่นกันอยู่
อาจจะเป็นเพราะข่าวการเกณฑ์เสบียงแพร่กระจายมาถึงอำเภอชิงผิงแล้ว ตามโรงน้ำชาและร้านสุรา เมื่อพูดถึงศึกที่ฉงโจวในครั้งนี้ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงศึกที่จิ่นโจวเมื่อสิบหกปีก่อน
เด็กๆ ได้ยินผู้ใหญ่พูดกันบ่อยๆ ในเกมวิ่งไล่จับคนร้าย “เมิ่งซูหย่วน” จึงกลายเป็นคนร้ายที่ถูกไล่จับ
ในเกมประเภทนี้ มักจะมีเด็กที่เป็นหัวหน้าแก๊งรับบทเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ส่วนเด็กที่มักจะถูกกีดกันหรือถูกรังแกก็จะรับบทเป็นเมิ่งซูหย่วน เมื่อถูกจับได้ก็จะถูกหัวหน้าแก๊งและเด็กคนอื่นๆ รุมผลักไสและรังแก
เมื่อฉางหนิงได้ยินเด็กพวกนั้นตะโกนไล่ตามเด็กที่รับบทเป็นเมิ่งซูหย่วน นางก็แหงนหน้าขึ้นบอกกับฝานฉางอวี้ว่า: “เมิ่งซูหย่วนเป็นขุนนางชั่ว”
ฝานฉางอวี้บีบมือน้องสาวเบาๆ แล้วพูดว่า: “ฉางหนิงห้ามเล่นเกมแบบนี้นะ เข้าใจไหม?”
ฉางหนิงถาม: “ทำไมล่ะเจ้าคะ?”
ฝานฉางอวี้อธิบายอย่างใจเย็น: “เด็กพวกนั้นก็แค่อาศัยเกมนี้มารังแกเด็กที่รับบทเป็นเมิ่งซูหย่วนเท่านั้นแหละ ฉางหนิงห้ามไปเรียนแบบพวกเขาเด็ดขาด”
ฉางหนิงถึงได้พยักหน้า
ฝานฉางอวี้ช่วยจัดปอยผมเส้นเล็กๆ ที่หน้าผากให้นาง: “เมื่อก่อนพ่อกับแม่ก็ไม่ชอบให้เด็กๆ เล่นกันแบบนี้หรอกนะ”
ฉางหนิงรีบพูดว่า: “หนิงหนียงจะไม่ทำตามพวกเขาหรอก!”
ฝานฉางอวี้ยิ้มแล้วลูบหัวกลมๆ ของนาง แต่ความคิดกลับล่องลอยไปไกล
นางเป็นเด็กซุกซนมาตั้งแต่เด็ก ในหมู่เด็กวัยเดียวกัน ยิ่งขึ้นชื่อเรื่องพละกำลังมหาศาล เด็กผู้ชายที่โตกว่านางสองสามปีก็ยังเคยถูกนางซ้อมจนร้องไห้กลับบ้านไปฟ้องพ่อแม่มาแล้ว
พ่อแม่ของนางมักจะใช้เหตุผลสั่งสอนเสมอ ถ้านางทำผิด พ่อแม่ก็จะลงโทษ ถ้านางมีเหตุผล พ่อแม่ก็จะช่วยนางไปเถียงกับคนอื่น
แต่มีเพียงครั้งเดียว ที่นางไปเล่นเกมจับคนร้ายกับเด็กคนอื่นๆ มีเด็กคนหนึ่งรับบทเป็นเมิ่งซูหย่วน ถูกเด็กอีกคนที่เล่นแรงเกินไปผลักล้ม หัวฟาดพื้นจนบาดเจ็บ พ่อแม่ของเด็กที่บาดเจ็บไปตามเอาเรื่องเรียกร้องความยุติธรรมทุกบ้าน
ครั้งนั้นฝานฉางอวี้ไม่ได้ผลักใคร และไม่ได้ร่วมกับเด็กคนอื่นๆ รังแกเด็กที่รับบทเป็นเมิ่งซูหย่วนด้วย
แต่แม่ของนางพอรู้ว่านางไปเล่นเกมนี้ด้วย จู่ๆ ก็ร้องไห้ออกมา พ่อของนางก็โกรธมาก สั่งให้นางไปคุกเข่าที่ลานบ้านตลอดช่วงบ่าย
ฝานฉางอวี้ทบทวนตัวเองอยู่นาน คิดว่าพ่อแม่คงจะไม่ชอบที่นางไปร่วมวงรังแกคนที่อ่อนแอกว่า
คืนนั้นตอนที่นางกลับเข้าห้อง ตาของแม่ก็ยังบวมอยู่เลย ให้คำมั่นสัญญาว่า ต่อไปจะไม่เล่นเกมตีขุนนางชั่วเมิ่งซูหย่วนอีกแล้ว
ฝานฉางอวี้รู้สึกผิดมาตลอด นางไม่เคยเห็นแม่ร้องไห้เสียใจขนาดนั้นมาก่อน นางคงทำให้แม่ผิดหวังมากแน่ๆ
ดังนั้น เมื่อได้ยินน้องสาวพูดตามเด็กพวกนั้นว่าเมิ่งซูหย่วนเป็นขุนนางชั่ว นางกลัวว่าฉางหนิงกลับไปแล้วจะไปเล่นแบบนี้กับเด็กในตรอก จึงรีบสั่งสอนฉางหนิงไว้ก่อน
ช่างบังเอิญจริงๆ ตอนที่ออกมาจากบ้านหวังปู้โถว ฝานฉางอวี้ไม่คุ้นเคยกับถนนหนทางในตัวอำเภอ หลังจากถามทางไปร้านหนังสือแล้ว ก็เดินอ้อมเป็นวงกว้าง บังเอิญเดินผ่านเหลาอาหารอี้เซียงที่เปิดสาขาในตัวอำเภอพอดี ก็เลยได้พบกับอวี๋เฉี่ยนเฉี่ยน
อวี๋เฉี่ยนเฉี่ยนสวมเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ ขลิบขอบด้วยขนจิ้งจอกขาว บริเวณอกและปลายแขนเสื้อปักลวดลายประณีตซับซ้อนด้วยดิ้นทอง หน้าม้าตัดตรง ทำให้ใบหน้าดูขาวผุดผ่องราวกับถาดหยก ดูไม่ต่างจากหญิงสาววัยแรกแย้มที่ยังไม่ออกเรือนเลย
นางเหมือนกำลังจะขึ้นรถม้า มีคนลักษณะคล้ายผู้ดูแลยืนโค้งคำนับรอรับคำสั่งอยู่ตรงหน้านางสองสามคน
อวี๋เฉี่ยนเฉี่ยนสั่งงานเสร็จ เงยหน้าขึ้นก็เห็นฝานฉางอวี้ที่จูงเด็กหญิงหน้าตาน่ารักราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบเดินมาจากทางหัวมุมถนน นางจึงยิ้มแย้มยินดี: “ข้ากำลังจะกลับไปหาเจ้าที่ตำบลพอดี ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอเจ้าที่หน้าร้านพอดี”
ฝานฉางอวี้ฮยิ้มและทักทายสวัสดีปีใหม่ ก่อนจะถามว่า: “หลงจู๊มีธุระกับข้าหรือเจ้าคะ?”
อวี๋เฉี่ยนเฉี่ยนบอกว่า: “พรุ่งนี้ข้ามีธุรกิจใหญ่ที่นี่ คงต้องรบกวนให้เจ้ามาช่วยแล้วล่ะ!”
ร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอ ในวันขึ้นปีใหม่ ก็ยังเปิดทำการตามปกติ
เมื่อเซี่ยเจิงเดินเข้าไปในร้าน หลงจู๊ของร้านหนังสือก็ดีดลูกคิดพลางถามว่า: “คุณชายต้องการซื้ออะไรหรือขอรับ?”
ที่ปลายนิ้วของเซี่ยเจิงมีห่วงหยกห้อยเชือกห้อยลงมา เมื่อหลงจู๊เห็นห่วงหยกนั้น ท่าทีก็เปลี่ยนเป็นนอบน้อมทันที โค้งตัวทำผายมือเชิญ: “เชิญคุณชายขึ้นไปคุยกันชั้นบนขอรับ”
หลงจู๊พาเซี่ยเจิงไปยังห้องส่วนตัวชั้นบนของร้านหนังสือ บนโต๊ะไม้ฮวงหลีริมหน้าต่าง มีแจกันกระเบื้องเคลือบสีขาวคอยาวทรงสวยงามวางอยู่ ภายในแจกันมีกิ่งดอกเหมยสีแดงที่กำลังจะบานเสียบไว้ ตัดกับเกล็ดหิมะที่โปรยปรายอยู่นอกหน้าต่างไม้แกะสลัก ดูแล้วช่างมีบรรยากาศที่งดงามยิ่งนัก
“แขกผู้มีเกียรติโปรดรอสักครู่ ข้าน้อยจะไปเชิญเถ้าแก่มาเดี๋ยวนี้ขอรับ” ตอนที่หลงจู๊ร้านหนังสือถอยออกไป ก็พอดีกับที่มีเด็กรับใช้ยกชาเข้ามาเสิร์ฟ
เว่ยเหยียนนั้นช่ำชองเรื่องศิลปะการชงชา เซี่ยเจิงที่ถูกเขาเลี้ยงดูมาถึงสิบหกปี ก็ย่อมมีความรู้เรื่องชาอยู่บ้าง
ชาที่นำมาเสิร์ฟนี้ เพียงแค่ได้กลิ่น ก็รู้ว่าคุณภาพทัดเทียมกับชาชั้นเลิศในวังหลวง
เขาหลุบตามองดอกเหมยสีแดงในแจกันกระเบื้องสีขาวบนโต๊ะ นิ้วเรียวยาวเคาะฝาถ้วยชาเบาๆ สองครั้ง
ไม่นานนัก จ้าวสวินก็ผลักประตูเข้ามา ใบหน้าที่ดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจประดับด้วยรอยยิ้มที่ปั้นแต่งขึ้นมา: “ไม่ทราบว่าท่านโหวมาเยือน ขออภัยที่ไม่ออกไปต้อนรับขอรับ”
“คุณชายจ้าวเกรงใจไปแล้ว”
เซี่ยเจิงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือด้วยท่าทีผ่อนคลาย แต่คำพูดที่กล่าวออกมา กลับแฝงด้วยแรงกดดันที่ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นผู้คุมเกม
จ้าวสวินกล่าวว่า: “เรื่องที่ท่านโหวสั่งการให้ข้าน้อยทำ ข้าน้อยได้ลอบส่งคนไปจัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ ท่านโหวโปรดวางใจได้ ต่อให้ทางการจะตามสืบ ก็คงสืบไม่เจอเบาะแสอะไรหรอกขอรับ”
เซี่ยเจิงเงยหน้าขึ้น: “ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ต้องการให้คนของเจ้าไปจัดการ”
“เรื่องอันใดหรือขอรับ?”
“เรื่องที่เว่ยเซวียนปล่อยให้ทหารปล้นเสบียงที่จี้โจว ให้รีบนำไปแจ้งแก่เฮ่อจิ้งหยวนทันที ส่วนทางฝั่งเมืองหลวง ก็ให้ใช้เรื่องการปล้นเสบียงจนทำให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ต้องตายในครั้งนี้ มาตีแผ่เป็นเรื่องใหญ่ โจมตีพรรคพวกเว่ยซะ”
เสียงเรียกร้องความยุติธรรมจากประชาชนยิ่งดังเท่าไหร่ การถวายฎีกาถอดถอนของเหล่าขุนนางในราชสำนักก็จะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นเท่านั้น
จ้าวสวินได้ยินว่าเป็นเรื่องโจมตีพรรคพวกเว่ยอีกแล้ว ก็รีบประสานมือคารวะ: “ข้าน้อยจะสั่งให้คนไปจัดการเดี๋ยวนี้ขอรับ”
แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น กลับเห็นเซี่ยเจิงจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
จ้าวสวินลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า: “เหตุใดท่านโหวจึงมองข้าน้อยเช่นนี้ขอรับ”
เซี่ยเจิงยกถ้วยชาตรงหน้าขึ้นจิบเบาๆ: “ชาชิงเฉิงเสวียหยา เก็บเฉพาะยอดอ่อนหนึ่งยอดและใบหนึ่งใบ ส่งเป็นเครื่องบรรณาการแก่ราชวงศ์ ไม่คิดเลยว่าจะได้มาดื่มชาชั้นยอดเช่นนี้ในสถานที่เล็กๆ อย่างอำเภอชิงผิง”
จ้าวสวินกล่าวว่า: “ข้าน้อยเป็นเพียงพ่อค้า ยอมเสียเงินก้อนโตถึงจะได้ของดีเช่นนี้มา เมื่อรู้ว่าท่านโหวจะมาเยือน ย่อมต้องนำออกมาต้อนรับท่านโหวอยู่แล้วขอรับ”
มุมปากของเซี่ยเจิงตกลง: “พ่อค้าธรรมดาทั่วไป ไม่สามารถกว้านซื้อเสบียงสองแสนสือได้อย่างแนบเนียนโดยไม่ให้ทางการในพื้นที่ล่วงรู้ได้หรอก ครอบครัวของท่านมีฐานะมั่งคั่งถึงเพียงนี้ หากต้องการจะแก้แค้นเว่ยเซวียนจริงๆ ในราชสำนักก็ยังมีพรรคพวกของราชครูหลี่ให้พึ่งพา การที่ท่านอุตส่าห์ดั้นด้นมาหาข้า แทนที่จะบอกว่าอยากยืมมือข้าเพื่อแก้แค้น สู้บอกว่าท่านเล็งเห็นถึงบารมีของข้าที่มีต่อทหารนับแสนนายในฮุยโจวเสียยังจะดีกว่า”
ดวงตาหงส์ของเขาจ้องมองพ่อค้าที่ดูไม่เหมือนพ่อค้าตรงหน้า ราวกับหมาป่าป่าที่กำลังเผชิญหน้ากับหมาใน: “สิ่งที่ท่านหวัง คืออำนาจทางการทหารในมือข้า ในเมื่อจะร่วมมือกัน ข้าก็ไม่ชอบพันธมิตรที่มัวแต่ปิดบังอำพรางหรอกนะ”
จ้าวสวินนิ่งเงียบไปสองอึดใจ จู่ๆ ก็หัวเราะออกมาเสียงดัง ไม่เหลือท่าทีนอบน้อมเหมือนก่อนหน้านี้อีก นั่งลงฝั่งตรงข้ามเซี่ยเจิง: “ช่างสมกับเป็นท่านโหวจริงๆ ไม่มีสิ่งใดเล็ดรอดสายตาท่านไปได้เลย”

0 Comments