บทที่ 21 เขาหลบหน้านาง
แปลโดย เนสยังหน้าต่างที่พังเป็นรูมีแผ่นไม้ตอกปิดไว้หลวมๆ ไม่อาจกั้นเสียงลมหนาวที่พัดหวีดหวิวราวกับภูตผีปีศาจร้องโหยหวน เปลวไฟในเตาผิงไหววูบวาบ ทำให้ห้องทั้งห้องสว่างสลับมืด
หลังจากบรรยากาศเงียบงันไปครู่หนึ่ง เซี่ยเจิงก็เอ่ยขึ้นว่า “ข้าคิดซับซ้อนไปเอง ทำตามแผนของเจ้าเถอะ”
ฝานฉางอวี้รีบส่ายหน้า ตอนกลางวันเพิ่งมีคนของโรงรับจำนำมาทาบทามให้ไปทวงหนี้ แถมชายผู้นี้ก็เห็นด้วย หากนางไปเอาถุงกระสอบคลุมหัวฝานต้าจริงๆ เขาคงคิดว่านางเป็นพวกอันธพาลโหดเหี้ยมแน่ๆ
นางพูดอย่างกระอักกระอ่วน “ถ้ามีวิธีอื่น ข้าก็ไม่อยากเสี่ยงหรอก เผื่อความแตกขึ้นมา ข้าก็ต้องติดคุกอีก”
เซี่ยเจิงหลุบตาลง นัยน์ตาสีดำสนิทสะท้อนแสงไฟแต่กลับไร้ซึ่งความอบอุ่น จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมาประโยคหนึ่ง “ถ้าเจ้าไม่กลัวยุ่งยาก จัดการปิดปากฝานต้าซะเลยจะง่ายกว่านะ”
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบและเฉยชา ราวกับคนที่เพิ่งบอกว่าจะสอนกฎหมายให้นางไปสู้คดีไม่ใช่เขาอย่างนั้นแหละ
ฝานฉางอวี้ย่อมเข้าใจความหมายของคำว่า “ปิดปาก” ในคำพูดของเขา ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เบิกตากลมโตมองเขา “ฆะ… ฆ่าคนงั้นหรือ?”
เมื่อเซี่ยเจิงเห็นปฏิกิริยาของนาง ขนตาที่ดกดำก็ทาบเงาลงมาในแสงไฟ เขาหันไปมองกองไฟที่กำลังลุกโชน พูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่เหมือนล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย “ข้าพูดเล่นน่ะ”
น้ำเสียงเนิบนาบ แฝงความไม่แยแส
หากมีใครมารังแกเขาถึงเพียงนี้ คนผู้นั้นคงหัวหลุดจากบ่าไปนานแล้ว
ที่เขาบอกว่าจะสอน “ต้าอิ้นลวี่” ให้ ก็เป็นวิธีที่ดีที่สุดเท่าที่เขาจะคิดได้ในมุมมองของนาง ทว่าหญิงสาวผู้นี้แม้จะมีนิสัยดุดันกว่าที่เขาคิดไว้ แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเหี้ยมโหด
ขณะที่ฝานฉางอวี้กำลังส่งสายตาหวาดระแวงไปที่ใบหน้าหล่อเหลาของเขา เขาก็เลิกคิ้วขึ้น สบตากับนางพอดี “ข้าจะสอน ‘ต้าอิ้นลวี่’ ให้เจ้าเดี๋ยวนี้เลย เอาไหม?”
ฝานฉางอวี้ลืมความเก้อเขินที่ถูกจับได้ว่าแอบมองไปสนิท ทำหน้ามุ่ยพยักหน้ารับอย่างขมขื่น
ตั้งแต่เด็กนางก็ไม่ชอบเรียนหนังสือ เห็นตัวหนังสือทีไรก็ปวดหัวทุกที ที่ตอนนี้อ่านออกเขียนได้ ก็ต้องขอบคุณไม้เรียวของท่านแม่ที่บังคับให้เรียน
อุปกรณ์เครื่องเขียนอยู่ที่ห้องฝั่งใต้ ฝานฉางอวี้เดินไปที่ห้องของเซี่ยเจิง เพื่อให้มองเห็นได้ชัดขึ้น นางจึงปรับไส้ตะเกียงบนโต๊ะให้สว่างขึ้นอีกนิด
ที่บ้านไม่มีตำรา “ต้าอิ้นลวี่” เซี่ยเจิงจึงต้องเขียนกฎหมายหลายมาตราออกมาจากความจำ แล้วให้นางอ่านและท่องจำ
เรื่องนี้เกี่ยวพันกับทรัพย์สินของครอบครัว ฝานฉางอวี้ย่อมต้องตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ ทว่าไม่รู้เป็นเพราะดึกแล้ว หรือเพราะกฎหมายบนหน้ากระดาษมันชวนง่วงเหลือเกิน ท่องไปท่องมา เปลือกตาของนางก็เริ่มหนักอึ้ง
เซี่ยเจิงนั่งหลับตาพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ด้านข้าง แต่ราวกับมีตาหลัง พอหัวของฝานฉางอวี้เริ่มผงก เขาก็จะลืมตาขึ้น ใช้นิ้วมือที่เรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะ “ก๊อก ก๊อก”
ฝานฉางอวี้สะดุ้งตื่นทันที ประคองกระดาษสองสามแผ่นนั้นพลางหาวหวอดๆ ง่วงจนน้ำตาเล็ด ฝืนลืมตาท่องต่อ “‘ต้าอิ้นลวี่ · กฎหมายทะเบียนราษฎร · หมวดสิ้นไร้ทายาท’ มาตราที่สิบเจ็ด ผู้ที่สิ้นไร้ทายาท หากมีบุตรชายให้ตั้งบุตรชายคนโต หากไม่มีบุตรชายให้ตั้งทายาทสืบสกุล…”
“ก็บอกอยู่ว่าสิ้นไร้ทายาท จะมา ‘หากมีบุตรชายให้ตั้งบุตรชายคนโต’ ได้อย่างไร?” น้ำเสียงเย็นชาดังมาจากด้านข้าง
ฝานฉางอวี้ได้ยินเสียงเขาก็ตัวสั่น ราวกับนักเรียนที่แอบงีบหลับในห้องเรียนแล้วถูกอาจารย์จับได้ นางพยายามตั้งสติอ่านกฎหมายที่เขาเขียนใหม่อีกครั้ง แล้วท่องต่อทั้งที่ตาจะปิด “‘ต้าอิ้นลวี่ · กฎหมายทะเบียนราษฎร · หมวดสิ้นไร้ทายาท’ ผู้ที่สิ้นไร้ทายาท ให้เลือกทายาทสืบสกุล หากยังไม่ได้เลือกทายาท ให้บิดามารดาและพี่น้องแบ่งทรัพย์สินกัน และรับเลี้ยงดูบุตรสาวที่ยังไม่ได้ออกเรือน; ผู้ที่สิ้นไร้ทายาทและรับสามีแต่งเข้าบ้าน บุตรเขยไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สิน บุตรสาวเป็นผู้ได้รับ…”
เซี่ยเจิงพูดแทรกขึ้นมาพอดี “ตามกฎหมายมาตรานี้ ทรัพย์สินที่พ่อแม่เจ้าทิ้งไว้ควรจะตกเป็นของเจ้าทั้งหมด แต่ปู่ย่าของเจ้ายังมีชีวิตอยู่และเจ็บป่วย ส่วนลุงใหญ่ของเจ้าก็ไม่ทำมาหากิน อีกสามวันไปขึ้นศาล หากอีกฝ่ายยก ‘ต้าอิ้นลวี่ · ตำราความกตัญญู’ ขึ้นมาอ้าง ทรัพย์สินที่พ่อแม่เจ้าทิ้งไว้ ก็ต้องแบ่งให้ปู่ย่าของเจ้าอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ปู่ย่าของเจ้ายังไม่ได้แยกครอบครัวกับลุงใหญ่ สุดท้ายเงินก้อนนี้ก็ต้องตกไปอยู่ในมือของเขาอยู่ดี”
ความง่วงของฝานฉางอวี้หายเป็นปลิดทิ้งด้วยความโกรธ นางขมวดคิ้ว น้ำเสียงฝืนใจ “งั้นข้าก็รับปู่ย่ามาเลี้ยงดูเสียเลยสิ?”
เซี่ยเจิงมองนาง “เจ้าสนิทกับพวกเขาหรือเปล่าล่ะ?”
ฝานฉางอวี้ส่ายหน้า
ตอนที่พ่อแม่ของนางยังมีชีวิตอยู่ ครอบครัวของนางก็ไม่สนิทกับปู่ย่าเลย
ตอนที่แม่คลอดฉางหนิงก็คลอดยาก เกือบจะตายทั้งกลม หมอพยายามอย่างหนักกว่าจะช่วยชีวิตไว้ได้ และบอกว่าโอกาสที่จะมีลูกอีกคงยากแล้ว
สองสามีภรรยาชราคู่นั้นมาแสดงความยินดี อุ้มฉางหนิงที่ยังเป็นทารกอยู่ แต่คำพูดกลับมีแต่การต่อว่าที่แม่ไม่สามารถมีลูกชายให้พ่อได้ และยุยงให้พ่อรับหลานชายจากครอบครัวฝานต้ามาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม อ้างว่าเพื่อจะได้มีคนพึ่งพายามแก่เฒ่า
พ่อแม่ของนางไม่ได้สนใจ สองสามีภรรยาชราคู่นั้นพอกลับไปก็เอาไปพูดว่าแม่ของนางขี้หึง ไม่กตัญญู วันๆ เอาแต่เป่าหูพ่อ หวังจะให้ครอบครัวฝานสิ้นไร้ไม้ตอก
พ่อของนางต้องไปจัดการถึงบ้านเดิม เรื่องถึงได้เงียบลง แต่หลังจากนั้นก็แทบไม่มีการติดต่อกันอีกเลย มีเพียงช่วงเทศกาลที่พ่อจะหิ้วเนื้อหมูไปให้ปู่กับย่า แต่ก็ไม่เคยอยู่กินข้าวด้วย วางของเสร็จก็กลับทันที
เซี่ยเจิงจึงกล่าวว่า “ตาม ‘บทสรุปต้าอิ้นลวี่ · กฎหมายครอบครัวและการแต่งงาน’ มาตราที่สิบเอ็ด ให้หาเพื่อนบ้านมาเป็นพยาน ยืนยันว่าฝานต้าติดการพนันอย่างหนัก ทรัพย์สินส่วนที่จะแบ่งให้ปู่ย่าของเจ้า เจ้าก็สามารถเป็นผู้จัดการเองได้”
ฝานฉางอวี้เป็นคนซื่อตรง ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องซับซ้อนพวกนี้ นางถามอย่างสงสัยว่า “นี่มันต่างจากการที่ข้าต้องเลี้ยงดูสองคนนั้นตรงไหน?”
เซี่ยเจิงนิ่งไปอึดใจหนึ่ง นวดหว่างคิ้ว พยายามอธิบายอย่างใจเย็น “ถ้ารับคนมาอยู่ด้วย เจ้าก็ต้องเลี้ยงดูพวกเขา แต่ถ้าเงินอยู่ในมือเจ้า จะให้หรือไม่ให้ก็ขึ้นอยู่กับเจ้า”
ฝานฉางอวี้ตบโต๊ะด้วยความตื่นเต้น “ความคิดนี้ยอดเยี่ยมมาก! ถึงจะดูเจ้าเล่ห์ไปหน่อย แต่ถ้าใช้กับครอบครัวของฝานต้า ก็ถือว่าสมควรแล้ว! เจ้าไปรู้เรื่องพวกนี้มาได้ยังไงกัน?”
เซี่ยเจิงเหลือบมองโต๊ะหนังสือที่ถูกนางตบจนสั่นสะเทือน ไม่สงสัยเลยว่าถ้านางออกแรงมากกว่านี้ โต๊ะตัวนี้คงพังครืนลงมาแน่
นิ้วมือเรียวยาวของเขาพลิกหน้าหนังสือที่วางอยู่บนตัก พูดโกหกหน้าตาย “ตอนเดินทางไปที่ต่างๆ ก็ได้ยินเรื่องแปลกๆ มาเยอะ มีลูกสาวเศรษฐีคนหนึ่งรับสามีแต่งเข้าบ้าน แล้วถูกญาติพี่น้องมาแย่งทรัพย์สิน นางไปจ้างทนายความชื่อดัง ทนายความคนนั้นก็ใช้วิธีนี้นี่แหละ”
ฝานฉางอวี้ชมจากใจจริง “ทนายความคนนั้นฉลาดจริงๆ!”
เซี่ยเจิงไม่พูดอะไร เพียงแค่มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น
ฝานฉางอวี้แอบมองเขาอย่างรู้สึกผิด “เอ่อ… ในเมื่อมีวิธีรับมือแล้ว ข้าไม่ต้องท่องแล้วได้ไหม?”
การท่องจำทำให้นางปวดหัวจริงๆ กฎหมายพวกนี้เข้าใจยากกว่าบทความยาวๆ เสียอีก
เซี่ยเจิงตอบเสียงเรียบ “ถ้าขึ้นศาลแล้วอีกฝ่ายถามว่าเจ้าอ้างอิงกฎหมายข้อไหน แล้วเจ้าตอบได้ ก็ไม่ต้องท่อง”
ฝานฉางอวี้อยากจะบอกว่า ถึงเวลานั้นเจ้าก็ไปขึ้นศาลเป็นเพื่อนข้าก็สิ้นเรื่อง แต่พอนึกขึ้นได้ว่าขาเขายังเจ็บอยู่ หากไปขึ้นศาลก็ต้องคุกเข่าตลอดเวลา เกรงว่าจะส่งผลเสียต่อบาดแผล จึงกลืนคำพูดนั้นลงคอไป
นางทำหน้ายู่เหมือนซาลาเปา จำใจท่องต่อไป
ส่วนเซี่ยเจิงก็พลิกหนังสือในมือไปมาอย่างเกียจคร้าน ฟังเสียงท่องหนังสือของนางที่เบาลงจากเสียงยุงกลายเป็นเสียงพึมพำขาดๆ หายๆ อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง
วินาทีถัดมา ศีรษะที่ง่วงงุนของอีกฝ่ายก็ฟุบลงบนโต๊ะหนังสือ ลมหายใจเริ่มสม่ำเสมอ
เซี่ยเจิง “…”
คนสอนอย่างเขายังไม่ทันหลับ คนเรียนกลับหลับไปเสียแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นตอนนางหลับใกล้ๆ ขนาดนี้ แสงเทียนทาบเงาขนตาของนางให้ดูยาวขึ้น ใบหน้าขาวเนียนมีแสงนวลตาอาบไล้ ริมฝีปากบางปิดสนิท ดูสงบเสงี่ยมแตกต่างจากตอนตื่นลิบลับ
ทว่าในยามหลับใหล นางก็ดูเหมือนจะมีเรื่องให้กังวลใจ คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ปอยผมหลุดลุ่ยตกลงมา ราวกับมีหมอกปกคลุมอยู่หว่างคิ้ว
เมื่อรู้ตัวว่าเผลอมองจนเหม่อ เซี่ยเจิงก็ขมวดคิ้ว ละสายตาไปทางอื่น กำลังจะปลุกให้นางกลับไปนอนที่ห้อง ก็ได้ยินนางละเมอออกมาเบาๆ “ท่านแม่…”
เสียงละเมอนั้นเจือเสียงสะอื้น เหมือนกำลังร้องไห้
เซี่ยเจิงขมวดคิ้วมองนางอีกครั้ง นางหนุนแขนตัวเองทับเส้นผมสีดำขลับ ภายใต้แสงเทียน ใบหน้าของนางยิ่งดูเล็กเพียงฝ่ามือ
ก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกว่านางผอมบาง แต่ความร่าเริงสดใสของนางกลบสิ่งเหล่านั้นไปจนหมด ตอนนี้เมื่อเห็นนางฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ เขาถึงเพิ่งตระหนักว่านางไม่ใช่แค่ผอมบาง แต่ยังดูบอบบางเอามากๆ ด้วย
ความรู้สึกแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นในใจ เซี่ยเจิงจ้องมองนาง คิ้วที่สวยงามขมวดแน่นขึ้นไปอีก
…
พอถึงยามเหม่า (05.00-06.59 น.) ฝานฉางอวี้ก็ตื่นขึ้นมาตามปกติ ในห้องมืดสนิท ทันทีที่ขยับตัว แขนก็ชา ขาก็ชา
ความทรงจำก่อนนอนผุดขึ้นมา นางถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองน่าจะยังฟุบหลับอยู่บนโต๊ะ นางล้วงเอาแท่งจุดไฟออกมาจุด แสงสว่างจางๆ พอให้มองเห็นภายในห้อง
น้ำมันตะเกียงบนโต๊ะหนังสือหมดแล้ว นางกำลังจะไปหาเทียน หันไปก็พบว่าเซี่ยเจิงก็ฟุบหลับอยู่ข้างๆ เหมือนกัน เขาเกาะแขนเสื้อนางไว้ นางต้องออกแรงดึงถึงจะหลุด
แต่แรงดึงนั้นก็ทำให้เขาตื่นขึ้นมา สบตากับดวงตาสีดำมืดมิดและเย็นชา ฝานฉางอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง คิดในใจว่าเขาคงจะหงุดหงิดที่ถูกปลุก “ข้าทำให้เจ้าตื่นหรือ?”
เขามองนาง ความดุร้ายในดวงตาค่อยๆ จางหายไป แต่ไม่รู้ทำไมถึงขมวดคิ้วแน่น บนใบหน้าหล่อเหลามีรอยแดงจางๆ จากการถูกกดทับ
ฝานฉางอวี้พูดเสียงแห้ง “เจ้าก็อ่านหนังสือจนหลับไปเหมือนกันหรือ?”
เขาเพียงแค่ส่งเสียง “อืม” ในลำคอ
ฝานฉางอวี้บอก “ข้าจะไปหาเทียน”
แท่งจุดไฟในมือจุดได้ไม่นาน แสงสว่างก็มีจำกัด
ทันทีที่ลุกขึ้นยืน อาการชาที่ขาก็ยังไม่หาย นางเสียหลักล้มไปด้านข้าง
โครมคราม! ทั้งคนทั้งเก้าอี้ล้มลงไปกองกับพื้น แท่งจุดไฟในมือก็หล่นดับไป
ฝานฉางอวี้ถูกกระแทกจนเจ็บไปหลายจุด ร้องโอดโอย พอนึกขึ้นได้ว่ายังมีเบาะรองรับอยู่ข้างล่าง ซึ่งอาการคงแย่กว่านางแน่ๆ นางรีบคลำหาทางลุกขึ้นแล้วพยุงเขา “เจ้าเป็นยังไงบ้าง? แผลฉีกหรือเปล่า?”
“ไม่เป็นไร” คำตอบนี้ฟังดูฝืนๆ
เห็นได้ชัดว่าเขาเป็นอะไรแน่ๆ เพราะอีกสองวันต่อมาเขาลุกจากเตียงไม่ได้เลย
ฝานฉางอวี้รู้สึกว่าเซี่ยเจิงคงจะโกรธนางแล้ว สองวันมานี้เขาดูเย็นชากับนางมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่พูดด้วย พยายามหลบหน้านางตลอดเวลา
ต่อให้หลบไม่พ้น พอเจอนาง เขาก็เอาแต่หลบตา หรือไม่ก็ขมวดคิ้ว
ฝานฉางอวี้ขอโทษไปแล้ว เขาบอกว่าไม่เป็นไร แต่ก็ยังทำตัวห่างเหิน
ฝานฉางอวี้คิดไม่ออกว่าเป็นเพราะอะไร จะไปถามข้อกฎหมายที่ท่องไปก็ไม่กล้าถามแล้ว
สองวันนี้นางท่องอยู่ที่บ้าน ตอนว่างๆ ที่ร้านก็หยิบกระดาษขึ้นมาท่องจำ ในที่สุดก็จำได้เกือบหมด แล้วก็ไปหาเพื่อนบ้านมาเป็นพยาน
เช้าวันที่จะไปขึ้นศาล นางคิดทบทวนท่าทีแปลกๆ ของเซี่ยเจิงในช่วงสองวันที่ผ่านมา แล้วเดินไปบอกเขาที่ห้องฝั่งใต้ “เจ้าลายมือสวย วันนี้ถ้าว่างก็ช่วยร่างหนังสือหย่าไว้ก่อนเถอะ หลังจากข้าโอนกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดินของพ่อแม่มาเป็นชื่อข้าเรียบร้อยแล้ว กลับมาข้าจะเซ็นชื่อให้ รอแผลเจ้าหายดี อยากไปไหนก็ไปได้เลย”
ตั้งแต่แรกเขาก็บอกชัดเจนแล้วว่าแผลหายเมื่อไหร่ก็จะไป สิ่งเดียวที่ฝานฉางอวี้คิดออกในตอนนี้ก็คือ เขาคงกลัวว่านางจะผิดคำพูด ไม่ยอมทำตามสัญญาหลังจากได้ที่ดินมาแล้ว
การเขียนหนังสือหย่าให้เขา น่าจะช่วยให้เขาสบายใจขึ้น

0 Comments