You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

หลังจากฝานฉางอวี้อุ้มตะกร้าซักผ้าออกมาจากห้อง นางก็ถอนหายใจยาว

เขาคงจะเห็นของสิ่งนั้นแล้วแน่ๆ ในเมื่อเขาเก็บซ่อนมันไปแล้ว นางก็จะแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็แล้วกัน

เห็นว่าเวลายังเช้าอยู่ นางก็เลยออกไปข้างนอกอีกรอบ ไปตลาดซื้อหมูตัวอ้วนพีมาสองตัวกับไก่อีกหนึ่งตัว

ไก่ตัวนี้ก่อนจะกลายเป็นน้ำซุปบำรุงกำลัง มันยังมีภารกิจสำคัญกว่านั้น… นางตั้งใจจะเอามันไปล่อเหยี่ยวไห่ตงชิง

ถึงพ่อของนางจะเป็นคนขายเนื้อ แต่ก็เป็นพรานป่าฝีมือดี เมื่อก่อนนางเคยตามพ่อเข้าป่าล่าหมูป่า จับกระต่ายป่ามาแล้ว เรื่องวางกับดักแค่นี้ก็เลยเป็นเรื่องหมูๆ

ฝานฉางอวี้อยากจะทำกับดักไว้ในลานบ้าน แต่ก็กลัวฉางหนิงจะมาเล่นซนจนบาดเจ็บ คิดไปคิดมา ก็เลยปีนขึ้นไปบนหลังคา มัดแม่ไก่ตัวนั้นไว้บนนั้น แล้วเอาอุปกรณ์ทำกับดักของพ่อไปวางไว้ด้วย เสร็จแล้วถึงได้ลงมาอย่างสบายใจ

หมูสองตัว ตัวหนึ่งเก็บไว้ฆ่าพรุ่งนี้ ส่วนอีกตัวจะฆ่าทำหมูเค็ม (腊肉) วันนี้เลย

หมูเค็มก็คือเนื้อหมูที่ทำในเดือนสิบสอง (เดือนล่าเยว่) ฤดูหนาวอากาศเย็น เนื้อจะเก็บได้นาน แต่พออากาศเริ่มอุ่น เนื้อก็จะเน่าเสีย การทำเป็นหมูเค็มจะช่วยให้เก็บไว้กินได้ถึงปีหน้า

ค่าเล่าเรียนที่ต้องจ่ายให้อาจารย์ในสำนักศึกษา นอกจากเงินแล้ว ก็มักจะจ่ายเป็นหมูเค็มที่มีมูลค่าเท่าๆ กัน

บัณฑิตหลายคนช่วงปีใหม่ก็ต้องซื้อหมูเค็มสักชิ้นไปสวัสดีปีใหม่อาจารย์ พอเข้าฤดูใบไม้ผลิก็ต้องซื้อไปเป็นค่าเล่าเรียนอีก

เมื่อก่อนแม่ซ่งเพื่อจะหาเงินจ่ายค่าเล่าเรียนให้ซ่งเยี่ยน ก็มักจะเอาเงินที่ได้จากการเย็บปักถักร้อยและรับจ้างซักเสื้อผ้า มาขอซื้อหมูเค็มจากพ่อของนางทุกปี

มาตอนนี้ฝานฉางอวี้เริ่มสงสัยแล้วว่า นั่นเป็นการตั้งใจมาบีบน้ำตาเรียกร้องความสงสารจากพ่อแม่นางหรือเปล่า

แม่ซ่งตอนนั้น พอเข้าหน้าหนาวมือก็เต็มไปด้วยแผลพุพอง เสื้อผ้าที่ใส่ก็มีแต่รอยปะชุนจนแทบไม่เห็นเนื้อผ้าเดิม แถมยังต้องนั่งเย็บผ้าตอนกลางคืนบ่อยๆ แต่เพราะเสียดายค่าน้ำมันตะเกียง ก็เลยเขี่ยไส้ตะเกียงให้โผล่มาแค่นิดเดียว แสงไฟมีแค่เท่าเมล็ดถั่ว ทนทำแบบนี้ไปนานๆ เข้า ตาของนางก็เลยฝ้าฟาง พอตกกลางคืนก็แทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย

แม่หม้ายกับลูกกำพร้าแถมยังเป็นเพื่อนบ้านกัน แม่ซ่งชอบเล่าว่าพ่อของซ่งสอบบัณฑิตมาทั้งชีวิตแต่ก็สอบไม่ผ่าน ส่วนซ่งเยี่ยนฉลาดมาตั้งแต่เด็ก เป็นเด็กหัวดี นางอยากจะสานต่อความฝันของสามี พ่อแม่ของนางเห็นแล้วสงสาร ก็เลยยกหมูเค็มให้ซ่งเยี่ยนไปจ่ายค่าเล่าเรียน

พอฝานฉางอวี้นึกถึงแม่ลูกตระกูลซ่งขึ้นมาตอนนี้ ก็ได้แต่หวังให้สวรรค์มีตา ขอให้ซ่งเยี่ยนสอบตกทีเถอะ!

นางแช่งชักหักกระดูกในใจไปพลาง เดินไปหลังบ้านเพื่อต้มน้ำเตรียมฆ่าหมูไปพลาง

เสียงหมูร้องโหยหวนดังทะลุเข้ามาในห้องฝั่งใต้ ตอนนั้นพู่กันขนแกะในมือเซี่ยเจิงก็ขีดเส้นหมึกยาวเหยียดลงบนกระดาษ

เขาขยำกระดาษแผ่นนั้นทิ้งลงในกระถางถ่านที่เท้า เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว

กำลังหนวกหูจนปวดหัว ประตูห้องก็ถูกผลักเปิดออก เด็กน้อยตัวเล็กเกาะขอบประตู โผล่หัวออกมาครึ่งหนึ่ง ชวนเขาว่า: “พี่เขย ไปดูพี่ฆ่าหมูไหม?”

ดวงตากลมโตสีดำสนิทของนางเป็นประกาย: “พี่หญิงฆ่าหมูเก่งมากเลยนะ!”

ปกติฝานฉางอวี้จะตื่นมาฆ่าหมูตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ส่วนตัวเขาเองก็เพิ่งตกลงมาจากหน้าผาตอนหนีตาย กระดูกเข่ายังไม่ทันสมานดี วันๆ เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง ก็เลยไม่เคยเห็นนางฆ่าหมูมาก่อน

วันนี้เสียงหมูร้องจากหลังบ้านมันดังนานเกินไปแล้ว แถมยังร้องกันระงมพร้อมกันสองตัว เสียงร้องแสบแก้วหูจนแทบจะทะลุหลังคาบ้าน

เซี่ยเจิงคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็พยักหน้า ใช้ไม้ค้ำยันตัวลุกขึ้น แต่ไม่ได้ตั้งใจจะไปดูฆ่าหมูอย่างที่ฉางหนิงคิดหรอก เขาแค่รู้สึกว่าถ้าปล่อยให้หมูร้องหนวกหูต่อไปเรื่อยๆ เขาคงทนไม่ไหวเอามีดไปเชือดมันให้ตายๆ ไปซะจะได้จบๆ

เดินผ่านห้องโถงใหญ่ก็เป็นห้องครัว ในห้องครัวมีประตูเล็กเชื่อมไปหลังบ้าน ตอนนี้ประตูบานนั้นเปิดอยู่ เซี่ยเจิงมองเห็นหญิงสาวคนนั้นกำลังเอาเท้าเหยียบหลังหมู ในมือถือเชือกเส้นเท่าหัวแม่มือ กำลังมัดหมูที่โดนรวบขาไว้กับม้านั่งหินที่ดูแล้วน้ำหนักไม่เบาเลย

ฉางหนิงน้อยยืดอกพูดอย่างภูมิใจ: “พี่หญิงข้าเก่งไหมล่ะ!”

เซี่ยเจิงไม่ตอบ

พอเดินเข้าไปใกล้ เสียงหมูร้องโหยหวนก็ยิ่งแหลมปรี๊ดบาดหู แรงดิ้นรนของมันก็ดูเอาเรื่องไม่เบาเลย

เซี่ยเจิงเคยเห็นการฆ่าหมูในค่ายทหารมาก่อน แต่ตอนนั้นต้องใช้ชายฉกรรจ์หลายคนถึงจะจับหมูตัวอ้วนพีอยู่ ถึงหญิงสาวตรงหน้าจะดูไม่บอบบางอ่อนแอ แต่ยังไงก็เป็นแค่ผู้หญิง จะไปมีแรงสู้พวกผู้ชายตัวโตๆ ได้ยังไง

เขาขมวดคิ้ว กำลังจะเดินเข้าไปช่วย แต่ก็เห็นหญิงสาวตบหัวหมูไปฉาดใหญ่ พร้อมกับตะคอกว่า: “ทำตัวดีๆ หน่อย!”

เสียงตบดังสนั่นหวั่นไหว เสียงหมูร้องแหลมๆ เบาลงทันที แรงดิ้นรนก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด

แววตาของเซี่ยเจิงที่เคยดูเฉื่อยชา ตอนนี้กลับเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด

ตบจนสลบ?

สลบเนี่ยนะ????

ต้องใช้แรงมหาศาลขนาดไหนกัน?

ภาพลักษณ์ของหญิงสาวตรงหน้าในสายตาเขา สลับไปมาระหว่างตอนที่ร้องไห้ฟูมฟายเพื่อผู้ชายเห็นแก่ตัว กับตอนที่ตบหมูสลบในตบเดียว ทำเอาเขาถึงกับขมวดคิ้วมุ่น

ฝานฉางอวี้มัดหมูไว้บนม้านั่งหินเรียบร้อย พอหันกลับมาก็เจอเซี่ยเจิงกับน้องสาวที่แอบมองอยู่หลังประตู

นางดุเสียงเขียว: “หนิงหนียง บอกตั้งกี่ครั้งแล้วว่าเด็กห้ามดูการฆ่าสัตว์”

ฉางหนิงทำหน้างอ หดหัวกลับไปซ่อนหลังประตู โผล่มาแค่จุกผมสองจุก

ฝานฉางอวี้เห็นเซี่ยเจิงก็แอบแปลกใจนิดหน่อย ตอนนี้นางใส่ชุดสั้นทะมัดทะแมงสำหรับฆ่าหมูโดยเฉพาะ เพิ่งจะสู้รบตบมือกับหมูมาหมาดๆ ปอยผมหลุดลุ่ยตกลงมาปรกหน้าผาก ดูทุลักทุเล แต่ก็ดูทะมัดทะแมงและดุดัน

นางกำลังยุ่งอยู่ ก็เลยไม่มีเวลามาสนใจเรื่องน่าอายก่อนหน้านี้ หลังจากแปลกใจไปแป๊บเดียว นางก็หันไปสั่งเซี่ยเจิง: “ถ้าเจ้ายังไม่รีบกลับเข้าห้อง ก็ช่วยข้าดูไฟที่เตาหน่อย”

น้ำในกระทะใบใหญ่นั่น ต้มไว้สำหรับลวกขนหมู

เซี่ยเจิงเหลือบมองเตาไฟที่ก่อขึ้นง่ายๆ อย่างคาดไม่ถึง เขายอมทำตามอย่างว่าง่าย เดินไปที่เตา

ฝานฉางอวี้เอากะละมังไม้มารองเลือดหมูเสร็จ ก็หยิบมีดแทงคอหมูขึ้นมา แทงเข้าจุดตายทีเดียวอยู่ เลือดพุ่งกระฉูดออกมา นางเลี่ยงไม่พ้น เลือดหมูกระเด็นโดนตัวไปบ้าง สายตาที่จ้องมองรอยแผลที่คอหมูดูเย็นชาและแหลมคม ราวกับเสือดาวที่กำลังจ้องมองเหยื่อที่ถูกตัวเองฉีกกระชาก

ผ่านไปพักใหญ่ รังสีอำมหิตบนตัวนางถึงได้จางหายไป

ตอนที่เงยหน้าขึ้นมา กลับเห็นผู้ชายที่อยู่หลังเตากำลังจ้องมองนางด้วยสายตาประหลาด

สายตาเขาปกติจะดูเย็นชา แต่ตอนนี้กลับมีความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่ ราวกับบ่อน้ำโบราณที่หยั่งไม่ถึง

ฝานฉางอวี้เก็บมีด พร้อมกับเก็บรังสีอำมหิตกลับไปด้วย ถามอย่างงงๆ ว่า: “ทำให้เจ้าตกใจหรือ?”

เซี่ยเจิงเติมฟืนเข้าเตา ใบหน้าที่หล่อเหลากระทบแสงไฟวูบวาบ เขาคงจะรู้สึกว่าคำถามของนางน่าขำ มุมปากก็เลยยกขึ้นอย่างเกียจคร้าน: “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก”

ฝานฉางอวี้ลากหมูที่ฆ่าเสร็จแล้วมาใกล้ๆ เหลือบมองเขาแล้วบอกว่า: “เจ้ากลับเข้าห้องไปเถอะ เอาน้ำร้อนราดขนหมูมันเหม็นนะ”

เซี่ยเจิงนั่งนิ่งไม่ขยับ แค่พูดว่า: “ข้าเคยดมกลิ่นที่เหม็นกว่านี้มาแล้ว”

กลิ่นศพเน่าเปื่อยในกองซากศพไงล่ะ

ตาคนนี้วันนี้มาแปลกแฮะ?

ฝานฉางอวี้ก็เลยเลิกสนใจเขา เอาน้ำเดือดจัดราดจนขนหมูเปียกชุ่มไปหมด แล้วก็เริ่มขูดขน

เซี่ยเจิงนั่งดูนางขูดขนหมูอยู่บนเก้าอี้เตี้ยๆ หลังเตา หางตายกขึ้นเล็กน้อย

จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่านางตอนฆ่าหมูดูดีกว่าตอนอื่นเยอะเลย

เขาถามขึ้นว่า: “วรยุทธ์ของเจ้า พ่อเจ้าสอนให้หรือ?”

ฝานฉางอวี้หยุดมือไปนิดนึง ก่อนจะเริ่มขูดขนต่อ: “อืม เมื่อก่อนพ่อข้าเดินทางไปทั่วสารทิศเป็นผู้คุ้มกันภัย ฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์หลายคน เลยได้เรียนวิชาป้องกันตัวมาบ้าง ข้าก็เลยเรียนแบบครูพักลักจำมานิดหน่อย”

เซี่ยเจิงไม่ได้ถามอะไรต่อ นั่งดูนางขูดขนหมูต่อไป สีหน้าดูเกียจคร้าน แต่ด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาเป็นทุนเดิม ต่อให้นั่งอยู่กองฟืนก็ยังดูน่ามอง

ฝานฉางอวี้ชำแหละเนื้อหมูเสร็จก่อนฟ้ามืด แบ่งเนื้อชิ้นเล็กๆ ไว้ทำพะโล้กินคืนนี้ ที่เหลือก็เอาเกลือเม็ดมาทาให้ทั่ว เรียงเนื้อคว่ำหน้าลงในโอ่งหินที่ล้างสะอาดแล้ว ปิดทับด้วยตะกร้าสาน

การทำหมูเค็ม ต้องหมักเกลือทิ้งไว้สักเจ็ดแปดวันก่อน แล้วค่อยเอาไปรมควันด้วยกิ่งสน

สมัยนี้เกลือเป็นของหายาก แต่อำเภอชิงผิงมีแหล่งผลิตเกลือเขียว (เกลือสินเธาว์) เกลือที่นี่ก็เลยไม่แพงมาก ซื้อกิโลกรัมละสิบกว่าอีแปะก็ได้แล้ว

พ่อค้าเกลือที่มีใบอนุญาตรับเกลือไปขายที่อื่น ราคาจะพุ่งขึ้นหลายเท่าตัว ได้ยินมาว่าบางพื้นที่พ่อค้าเกลือโก่งราคาไปถึงกิโลกรัมละร้อยกว่าอีแปะ ชาวบ้านที่นั่นถึงกับต้องทนทุกข์ทรมาน

ฝานฉางอวี้เห็นว่าไฟในเตายังไม่ดับ กระทะใบนี้ก็ใหญ่พอ นางเลยเอาเนื้อหมู กระดูกหมู และเครื่องในหมูที่ล้างสะอาดแล้ว ลงไปลวกน้ำร้อนในกระทะนี้เลย

หมูสามชั้นตั้งใจจะเอาไปทำข้าวหน้าเนื้อพะโล้ (滷肉飯) กินคืนนี้ กระดูกหมูเอาไปต้มน้ำซุป ส่วนเครื่องในกับหัวหมูจะเอาไปพะโล้ขายที่ร้านพรุ่งนี้เช้า

พอลวกน้ำทิ้งเสร็จ ก็ใช้ตะกร้าตักเนื้อหมูขึ้นมาสองตะกร้า เปลี่ยนน้ำใหม่ ใส่เครื่องเทศกับเครื่องปรุงลงไป พอน้ำเดือดก็ใส่น้ำพะโล้เก่าลงไปผสม แล้วก็เอาเนื้อกับกระดูกลงไปต้มพะโล้รวมกัน

พอน้ำพะโล้ในกระทะเดือดพล่านอีกครั้ง กลิ่นเนื้อหอมฉุยก็ลอยโชยออกมาตามรอยแยกของฝาหม้อ

ตอนเที่ยงฝานฉางอวี้กินแค่ซาลาเปาไปลูกเดียว บ่ายก็ใช้แรงงานอย่างหนัก พอได้กลิ่นหอม ท้องนางก็ร้องโครกครากอย่างไม่เกรงใจใคร

ฉางหนิงสูดจมูกฟุดฟิด ทำหน้าตาน่าสงสาร: “พี่หญิง หิว…”

คนเดียวที่ไม่หวั่นไหวกับกลิ่นหอมนี้ ก็คือเซี่ยเจิงที่นั่งทำหน้าตายเฝ้าไฟอยู่หลังเตา

ฝานฉางอวี้เอามือกุมท้อง รู้สึกขายหน้านิดหน่อย นางลุกขึ้นเดินเข้าบ้าน: “เนื้อยังพะโล้ไม่เสร็จ เดี๋ยวข้าไปเอามันเทศมาปิ้งกินรองท้องก่อนนะ”

นางหารู้ไม่ว่า หลังจากนางเดินเข้าบ้านไป คนที่นั่งอยู่หลังเตา ถึงแม้จะยังทำหน้านิ่ง แต่ลูกกระเดือกก็ขยับขึ้นลงเบาๆ

เซี่ยเจิงเหลือบมองกระทะที่กำลังส่งควันฉุยอย่างหงุดหงิด ของพรรค์นี้มันต้องต้มนานขนาดนี้เลยหรือ?

ฉางหนิงน้อยเอามือปิดปากแอบหัวเราะ: “พี่เขย ท่านก็หิวใช่ไหมล่ะ?”

เซี่ยเจิงไม่อยากจะสนใจเด็กน่ารำคาญคนนี้ หลับตาลง: “เปล่า”

ฝานฉางอวี้เอามันเทศมาสองหัวฝังไว้ในขี้เถ้าใต้เตา เซี่ยเจิงนั่งอยู่บนเก้าอี้เตี้ยๆ ด้านหลัง เพราะเขาขาเจ็บ นางเลยไม่ได้ให้เขาลุก แค่นั่งยองๆ ข้างๆ เอาที่คีบถ่านเขี่ยขี้เถ้ากลบมันเทศ

ช่องใส่ฟืนมันค่อนข้างแคบ บังสายตานาง นางเลยต้องเอนตัวเข้าไปทางเขานิดหน่อยเพื่อดูว่ากลบมันเทศมิดหรือยัง

พอใกล้เข้ามา เซี่ยเจิงก็ขมวดคิ้วแล้วขยับหนี แต่ที่มันแคบ มวยผมของฝานฉางอวี้ก็เลยไปเฉียดใต้คางเขาเบาๆ นางเองไม่ทันสังเกต แต่เซี่ยเจิงหน้าตึงไปเลย

นางเปลี่ยนจากชุดฆ่าหมูมาเป็นชุดปกติแล้ว เสื้อผ้ากับเส้นผมมีกลิ่นหอมอ่อนๆ อบอวลอยู่ คงจะเป็นเครื่องหอมที่แม่นางทำเองอย่างที่เคยบอกไว้

ตรงที่ถูกมวยผมเฉียดผ่าน รู้สึกเย็นๆ แล้วก็คันยุบยิบ จนอยากจะเอามือไปเกา

เซี่ยเจิงขมวดคิ้ว กำลังจะอ้าปากเตือน ฝานฉางอวี้ก็กลบมันเทศเสร็จแล้วถอยกลับมาพอดี

เห็นเขาขยับหนี ฝานฉางอวี้ก็รู้สึกเกรงใจ: “เมื่อกี้ข้าเบียดเจ้าหรือเปล่า?”

ใต้คางที่ถูกผมเฉียดผ่านยังรู้สึกคันๆ อยู่เลย

เซี่ยเจิงหลบสายตานาง ตอบแค่ว่าไม่มีอะไร

หิมะเริ่มตกอีกแล้ว ฝานฉางอวี้หยิบเก้าอี้มานั่งเล่นพันด้ายกับน้องสาว ใบหน้าของทั้งสองพี่น้องสะท้อนแสงไฟ รอยยิ้มและดวงตาที่คล้ายคลึงกัน ราวกับจะละลายความหนาวเหน็บของคืนฤดูหนาวนี้ได้

เซี่ยเจิงมองดูนางครู่หนึ่ง แล้วหันไปมองหิมะที่ปลิวว่อนอยู่เต็มฟ้า

ตอนที่กลิ่นเนื้อหอมๆ เริ่มมีกลิ่นหอมหวานปนมา ฝานฉางอวี้ก็เบียดเข้าไปข้างเซี่ยเจิงอีกครั้ง เอาที่คีบถ่านเขี่ยมันเทศออกมาสองหัว

เปลือกมันเทศถูกปิ้งจนไหม้เกรียมเป็นสีเทา พอบีบเบาๆ ก็รู้สึกได้ถึงความนิ่มและร้อนระอุ

ฝานฉางอวี้ส่งให้เซี่ยเจิงหัวหนึ่ง ส่วนนางกับน้องสาวแบ่งกันกินอีกหัว

นางหักมันเทศออกเป็นสองท่อนอย่างแรง เผยให้เห็นเนื้อสีเหลืองส้ม มีควันร้อนๆ ลอยกรุ่นออกมา แค่ดมกลิ่นก็รู้ว่าต้องหวานมากแน่ๆ

ฝานฉางอวี้ยื่นให้น้องสาวครึ่งหนึ่ง สองคนเป่าปากสูดปากกินมันเทศร้อนๆ รสชาติหวานฉ่ำ เผลอกินจนปากเลอะคราบไหม้ดำๆ จากเปลือกมันเทศ

เซี่ยเจิงลอกเปลือกมันเทศแล้วลองกัดคำหนึ่ง มันหวานกว่ามันเทศปิ้งที่เขาเคยจำได้เยอะเลย

จานหลักของคืนนี้แน่นอนว่าต้องเป็นเนื้อที่พะโล้มากว่าชั่วโมงในกระทะ หมูสามชั้นที่พะโล้จนเข้าเนื้อ หั่นเป็นเต๋าเล็กๆ ผัดรวมกับเห็ดหอมหั่นเต๋า พอผัดจนกลิ่นเห็ดหอมออก ก็เติมน้ำพะโล้ลงไปหนึ่งทัพพี ตักราดลงบนข้าวสวยร้อนๆ โปะด้วยไข่พะโล้ผ่าครึ่ง

มื้อนี้เซี่ยเจิงกินอิ่มที่สุดตั้งแต่ตกระกำลำบากมา คืนนี้ก่อนนอนเขาอารมณ์ดีมาก

แน่นอนว่า ถ้ายกเว้นเสียงร้องโหยหวนของเหยี่ยวไห่ตงชิงที่ดังมาจากบนหลังคาล่ะก็นะ อารมณ์ดีๆ ของเขาคงจะอยู่ได้นานกว่านี้หน่อย

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note