บทที่ 8 คืนเข้าหอ
แปลโดย เนสยังฝานฉางอวี้คงจะเป็นเจ้าสาวคนแรกที่วันแต่งงานของตัวเองต้องตื่นแต่เช้ามาเชือดหมูและเตรียมเครื่องในพะโล้
หมูที่เชือดขายไปก่อนหน้านี้ เครื่องในและหัวหมูที่เหลือ นางก็เอามาทำพะโล้หมดแล้ว หมูสองตัวรวมกัน ได้เนื้อพะโล้มาสองกะละมังเต็มๆ พอดี
บรรดาคุณป้าที่มาช่วยงานพอได้กลิ่นก็ต่างชมเปาะว่าหอม
เกือบจะเที่ยงแล้ว นางถึงถูกท่านป้าจ้าวเร่งให้กลับเข้าห้องไปเปลี่ยนชุดแต่งงานและแต่งหน้าแต่งตัว
นางเพิ่งรู้จากท่านป้าจ้าวว่า ประเพณีการแต่งเข้าบ้านมีสองแบบ แบบแรกคือเจ้าบ่าวนั่งเกี้ยวเจ้าสาวถูกหามมาที่บ้านเจ้าสาว เรียกว่า “หามเจ้าบ่าว”
ส่วนอีกแบบก็เหมือนกับการแต่งงานปกติทั่วไป คือเจ้าบ่าวมาพักที่บ้านเจ้าสาวล่วงหน้าหนึ่งวัน ส่วนเจ้าสาวก็ออกจากบ้านตายาย นั่งเกี้ยวเจ้าสาวเป่าปี่ตีกลองกลับมาบ้านตัวเอง ถือเป็นการให้เกียรติเจ้าบ่าว
ฝานฉางอวี้ไม่ต้องทำทั้งสองอย่าง หนึ่งคือนางไม่มีเงินเช่าเกี้ยวเจ้าสาวแล้ว สองคือเจ้าบ่าวก็อยู่บ้านข้างๆ นี่เอง พอลงบันไดมาก็กราบไหว้ฟ้าดินได้เลย จะเสียเวลาทำเรื่องพวกนั้นไปทำไม
คุณป้าผู้มีสิริมงคล (全福太太 – ผู้หญิงที่มีชีวิตครอบครัวสมบูรณ์พร้อม) ที่เชิญมาช่วยปูที่นอนในห้องหอ และมาช่วยนางหวีผม
“หวีครั้งที่หนึ่ง หวีจนสุดปลายผม หวีครั้งที่สอง หวีจนผมขาวครองคู่ หวีครั้งที่สาม หวีจนลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง…”
ฝานฉางอวี้หันหน้าเข้าหาโต๊ะเครื่องแป้ง ฟังคุณป้าผู้มีสิริมงคลท่อง “บทหวีผมสิบครั้ง” และเสียงอึกทึกของแขกเหรื่อข้างนอก ในความรู้สึกเลือนลางนั้น จู่ๆ นางก็เกิดความรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมาว่าตัวเองกำลังจะแต่งงานจริงๆ แล้ว
แขกเหรื่อข้างนอกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเจ้าบ่าววันนี้กันมากที่สุด แต่ท่านป้าจ้าวเป็นคนปากหนัก ไม่ว่าพวกแม่บ้านจะถามไถ่อย่างไร ก็ไม่ยอมแพร่งพรายความลับแม้แต่น้อย
บรรดาแม่บ้านที่นั่งล้อมวงแทะเมล็ดแตงโมก็อดไม่ได้ที่จะเดากันไปต่างๆ นานา: “พวกเจ้าว่าสองสามีภรรยาตระกูลจ้าวช่วยฝานฉางอวี้ปิดบังซ่อนเร้นขนาดนี้ เป็นไปได้ไหมว่าเจ้าบ่าวคนนั้นจะหน้าตาอัปลักษณ์จนทนดูไม่ได้?”
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าบ่าวคนนั้นขาเจ็บ เดินเหินไม่สะดวกด้วยนะ!”
มีคนสูดปากทันที: “งั้นก็เป็นคนกะเผลกน่ะสิ?”
คนข้างๆ กระทุ้งศอกใส่แม่บ้านที่รับคำ ส่งสัญญาณให้นางพูดเบาๆ แล้วลดเสียงลงพูดต่อ: “บ้านตระกูลฝานนี่ถึงยังไงก็เป็นการแต่งเข้าบ้าน ถ้าเป็นคนปกติครบอาการสามสิบสอง จะยอมมาแต่งเข้าบ้านผู้หญิงหรือ?”
ทุกคนพากันถอนหายใจ มีคนพูดถึงซ่งเยี่ยนขึ้นมาอีก: “ดูเหมือนบ้านตระกูลฝานกับตระกูลซ่งจะบาดหมางกันจริงๆ วันนี้คนทั้งตรอกมากันหมด มีแค่คนบ้านตระกูลซ่งที่ไม่เห็นหน้าเลย”
“เฮ้อ ให้ข้าพูดนะ ตระกูลซ่งไม่มากินเหล้ามงคลนี่ก็ดีแล้ว ซ่งเยี่ยนเป็นชายหนุ่มรูปงามที่มีชื่อเสียงไปสิบลี้แปดหมู่ ขืนเขามา จะไม่ยิ่งทำให้เจ้าบ่าวดูด้อยค่าลงไปถนัดตาหรือ บ้านตระกูลฝานจะเสียหน้าเอานะ!”
ทุกคนต่างพากันออกความเห็นอย่างออกรส พอถึงฤกษ์งามยามดี ก็พากันไปรุมล้อมอยู่หน้าประตูบ้านตระกูลจ้าวเพื่อรอดูหน้าเจ้าบ่าว
ตรงกันข้ามกับฝานฉางอวี้ เจ้าสาวที่คลุมผ้าแดงเดินออกมา กลับไม่มีใครสนใจ
วันนี้สวรรค์ช่างไม่เป็นใจเอาเสียเลย ตั้งแต่ช่วงบ่ายก็เริ่มมีหิมะตกปรอยๆ จนถึงตอนนี้บนกำแพงก็มีหิมะบางๆ ปกคลุมแล้ว ส่วนบนพื้นเพราะมีคนเดินไปมาตลอด จึงยังไม่เป็นหิมะ มีเพียงรอยเปียกๆ เท่านั้น
ประทัดที่แขวนไว้หน้าประตูบ้านตระกูลจ้าวดังสนั่นหวั่นไหว ผู้คนที่ชะเง้อคอมองเข้าไปข้างใน พอเห็นไม้ค้ำยันโผล่ออกมาจากประตูที่เปิดอ้า ก็พากันถอนหายใจในใจว่า กะแล้วเชียว
คนที่ฝานฉางอวี้รับแต่งเข้าบ้านเป็นคนกะเผลกจริงๆ
ตามจังหวะการเคลื่อนไหวของไม้ค้ำยัน เจ้าบ่าวก้าวเท้าข้างหนึ่งออกมาพ้นประตู ชายเสื้อสีแดงเข้มครึ่งหนึ่งปรากฏสู่สายตาของทุกคน
หิมะปลิวว่อนดุจปุยฝ้าย ร่วงหล่นลงบนชายเสื้อและละลายหายไปในพริบตา ทิ้งไว้เพียงรอยเปียกจางๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น
แขกเหรื่อที่กำลังส่งเสียงดังอึกทึกอยู่หน้าประตูกลั้นหายใจโดยไม่ได้นัดหมาย
เมื่อเจ้าบ่าวก้าวเท้าอีกข้างพ้นประตู ร่างของเขาก็หลุดพ้นจากเงามืดในห้อง เผยให้เห็นอย่างเต็มตา เกล็ดหิมะร่วงหล่นลงบนเส้นผมสีดำขลับที่มัดรวบด้วยริบบิ้นสีแดง และใบหน้าที่อยู่ระหว่างเส้นผมสีดำและเสื้อสีแดงนั้น ก็หล่อเหลางดงามราวกะหยกแกะสลัก ผิวพรรณดูจะขาวกว่าหิมะที่กำลังตกเสียอีก สายตาที่กวาดมองออกมานอกประตูช่างดูเย็นชาและห่างเหิน
บรรดาแขกเหรื่อที่ได้เห็นใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน ต่างสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ด้วยความตกตะลึง
พวกเขาอยู่มาจนป่านนี้ เพิ่งจะเคยเห็นชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลาถึงเพียงนี้เป็นครั้งแรก อย่าว่าแต่ซ่งเยี่ยนเลย แม้แต่พระเอกงิ้วในคณะละคร ก็ยังเทียบความหล่อของเจ้าบ่าวคนนี้ไม่ได้แม้แต่ส่วนเดียว
คิ้วกระบี่ดวงตาประกายดาว ใบหน้าหมดจดราวกะหยก ช่างเกิดมาเป็นคนที่รูปร่างหน้าตาสมบูรณ์แบบจริงๆ
หลังจากเงียบกริบไปชั่วขณะ เสียงผู้คนก็ดังระงมขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้ดังยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
“เจ้าบ่าวคนนี้หล่อจริงๆ!”
“ข้าบอกแล้วว่าเด็กผู้หญิงหน้าตาสะสวยอย่างฉางอวี้ จะหาคู่ครองแย่ๆ ได้ยังไง!”
“เมื่อกี้ใครบอกว่าเจ้าบ่าวเป็นคนกะเผลกหน้าตาอัปลักษณ์กันล่ะ? หน้าตาแบบนี้เทียบกับซ่งเยี่ยนแล้วด้อยกว่าตรงไหน?”
เซี่ยเจิงใช้ไม้ค้ำยันเดินผ่านฝูงชนที่กำลังส่งเสียงดังด้วยสีหน้าเรียบเฉย ขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างสังเกตได้ยาก ราวกับรู้สึกว่าบรรดาแม่บ้านที่กำลังคุยกันจ้อกแจ้กจอแจพวกนี้เสียงดังน่ารำคาญเกินไป
พอเลี้ยวเข้าประตูบ้านตระกูลฝาน คนที่กำลังแทะเมล็ดแตงโมและคุยกันอยู่ในลานบ้านพอเห็นเขา ก็อดไม่ได้ที่จะลุกขึ้นมายืนดูเรื่องสนุกด้วย เสียงจอแจท่ามกลางฝูงชนส่วนใหญ่มีแต่เสียงชื่นชมความหล่อเหลาของเขา
แม้แต่บรรดาคุณป้าที่กำลังช่วยเตรียมอาหารอยู่ในครัว พอได้ยินว่าเจ้าบ่าวหน้าตาหล่อเหลาขั้นเทพ ก็ยังทนไม่ไหวต้องโผล่หน้าออกมาดู
เซี่ยเจิงพยายามข่มความหงุดหงิดที่อยู่ระหว่างคิ้ว เดินฝ่าสายตาผู้คนที่จับจ้องไปยังห้องโถงใหญ่เพื่อทำพิธีไหว้ฟ้าดิน
เขาบังเอิญกวาดสายตาไปที่ใต้ชายคาด้านหน้า เห็นฝานฉางอวี้ที่สวมชุดเจ้าสาวสีเดียวกันกับเขา กำลังแอบเลิกผ้าคลุมหน้าขึ้นมุมหนึ่งและมองออกมาข้างนอกตอนที่ไม่มีใครสังเกตเห็น สายตาที่เดิมทีกวาดผ่านนางไปแล้ว กลับหันกลับมามองอีกครั้งด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
เขารู้ว่านางหน้าตาไม่เลว แต่ก็เพิ่งจะเคยเห็นนางแต่งหน้าเป็นครั้งแรก
ภายใต้ผ้าไหมสีแดงที่ปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง ดวงตากลมโตคู่นั้นที่กำลังมองมาทางนี้เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม พวงแก้มแต่งแต้มด้วยสีชาดจางๆ ถึงแม้วิธีการทาสีชาดจะดูเงอะงะไปหน่อย แต่ก็ไม่อาจปิดบังความงามของนางได้ ริมฝีปากที่แต้มสีแดงไม่จืดชืดเหมือนปกติ ทำให้พวงแก้มดูขาวราวกะหิมะ มองเพียงปราดเดียวก็รู้สึกถึงความงามอันเจิดจรัสที่ไม่อาจละสายตาได้
อีกฝ่ายสบตากับเขา ชะงักไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านี่คืองานแต่งงานของตัวเอง จึงรีบปล่อยผ้าคลุมหน้าลงราวกับคนทำผิด แล้วยืนนิ่งอย่างเรียบร้อย
เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเป็นหญิงสาวหน้าตาสะสวย แต่การกระทำของนาง… ช่างดูแปลกประหลาดไม่เหมือนใครเสียจริง
ความรำคาญใจที่เกิดจากเสียงดังอึกทึกของแขกเหรื่อของเซี่ยเจิง จู่ๆ ก็ลดลงไปนิดหน่อย
งานแต่งงานครั้งนี้ก็ไม่ได้น่าเบื่อและวุ่นวายไปเสียหมด
เขาใช้ไม้ค้ำยันเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ คุณป้าผู้มีสิริมงคลยื่นปลายผ้าไหมสีแดงที่ผูกเป็นลูกบอลดอกไม้ให้เขาส่วนหนึ่ง และยื่นให้ฝานฉางอวี้อีกส่วนหนึ่ง
ผู้อาวุโสที่เป็นผู้ดำเนินพิธีประกาศเสียงดัง: “ได้ฤกษ์งามยามดีแล้ว บ่าวสาวไหว้ฟ้าดิน!”
“หนึ่ง ไหว้ฟ้าดิน”
ฝานฉางอวี้มีผ้าคลุมหน้าคลุมอยู่มองไม่เห็นอะไร จึงต้องให้ท่านป้าจ้าวช่วยพยุงให้หันหน้าออกไปข้างนอก แล้วค่อยคำนับฟ้าดินพร้อมกับเซี่ยเจิง
“สอง ไหว้พ่อแม่”
นางและเซี่ยเจิงต่างก็ไม่มีพ่อแม่ ในตำแหน่งที่นั่งของพ่อแม่จึงมีเพียงป้ายวิญญาณวางอยู่ ทั้งสองคนจึงหันไปคำนับป้ายวิญญาณอีกครั้ง
“สาม บ่าวสาวคำนับกันและกัน”
การคำนับครั้งนี้ ตอนที่ฝานฉางอวี้ก้มหน้าลง บังเอิญมีลมพัดเข้ามา เกือบจะพัดผ้าคลุมหน้าของนางปลิว นางรีบยกมือขึ้นคว้าไว้ตามสัญชาตญาณ แต่กลับมีมือใหญ่ข้างหนึ่งชิงกดผ้าคลุมหน้ากลับลงบนหัวนางเสียก่อน
นางใช้แค่หัวแม่เท้าคิดก็รู้ว่าภาพที่ออกมาคงจะดูไม่จืดเอาเสียเลย
ในหมู่แขกเหรื่อมีเสียงหัวเราะดังขึ้น “ดูสิ เจ้าบ่าวคนนี้ หวงเจ้าสาวไม่ยอมให้ใครเห็นหน้าเชียวนะ!”
ผ้าคลุมหน้าบดบังสายตาของฝานฉางอวี้ นางมองไม่เห็นเลยว่าเซี่ยเจิงในตอนนี้กำลังทำสีหน้าอย่างไร แต่นางฟังเสียงหยอกล้อพวกนี้แล้วรู้สึกอึดอัดใจชะมัด ได้แต่หวังว่าเขาจะไม่ถือสา
“เสร็จพิธี ส่งตัวเข้าหอ!”
พร้อมกับเสียงตะโกนนี้ นางและเซี่ยเจิงก็จูงผ้าไหมสีแดง ถูกส่งตัวเข้าไปในห้องหอที่จัดเตรียมไว้แต่เช้า
ถึงจะบอกว่าเป็นห้องหอ แต่ก็เรียบง่ายมาก มีแค่กระดาษสีแดงตัดเป็นตัวอักษร “มงคล” แปะที่ประตูหน้าต่าง และปูผ้าปูที่นอนสีสันสดใส
คุณป้าผู้มีสิริมงคลกล่าวคำอวยพรเป็นชุด ก่อนจะให้เซี่ยเจิงเปิดผ้าคลุมหน้าของฝานฉางอวี้ออก
แสงสว่างวาบเข้ามา เงาของคนในห้องก็ชัดเจนขึ้น ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ข้างนอก ฝานฉางอวี้แอบเปิดผ้าคลุมหน้าแอบดูแล้วโดนจับได้ก็รีบปิดลง เลยมองเห็นไม่ค่อยชัด
ตอนนี้คนก็ยืนอยู่ห่างไปแค่ก้าวเดียว ฝานฉางอวี้มองดูเซี่ยเจิงในชุดสีแดง ก็อดถอนหายใจไม่ได้ว่า คนงามเพราะแต่งจริงๆ
ชุดของเขาวันนี้ ขืนใส่เดินตามถนน คงทำให้สาวน้อยใหญ่หลงเสน่ห์กันจนหัวปักหัวปำแน่ๆ
คุณป้าผู้มีสิริมงคลหัวเราะ: “ดูสิ เจ้าสาวช่างงดงาม เหมาะสมกับเจ้าบ่าวราวกับกิ่งทองใบหยกจริงๆ!”
บรรดาแม่บ้านที่ยืนอยู่ข้างๆ ต่างก็เอามือป้องปากหัวเราะ
ฝานฉางอวี้ฝืนยิ้มแห้งๆ อย่างกระอักกระอ่วน
เซี่ยเจิงยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ทำให้คนอื่นเดาไม่ออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่
คุณป้าผู้มีสิริมงคลพาแม่บ้านในห้องหยิบถั่วลิสงและพุทราแดงจากถาด โปรยลงบนศีรษะของทั้งสองคน พร้อมกับพูดว่า: “ขอให้มีลูกชายเร็วๆ นะ”
โดนของพวกนี้ปาใส่ตัวก็เจ็บอยู่เหมือนกัน ฝานฉางอวี้จึงรีบพูดแทรกขึ้นมา: “ขอบคุณท่านป้าทุกท่านมากเจ้าค่ะ แต่ว่าสามีข้ายังมีแผลอยู่ โปรยผลไม้พวกนี้ก็เพื่อเป็นสิริมงคล วันนี้ก็พอแค่นี้เถอะนะเจ้าคะ”
พอพูดแบบนี้ ก็มีคนล้ออีก: “ดูสิ ฉางอวี้ปกป้องสามีนางด้วยล่ะ!”
ฝานฉางอวี้หน้าหนาทนให้พวกนางล้อเลียน พอส่งแขกออกจากห้องไปหมดแล้ว ก็หันไปถามเซี่ยเจิง: “ไม่ได้โดนแผลใช่ไหม?”
เซี่ยเจิงมองนางด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก: “ไม่โดนหรอก”
ฝานฉางอวี้ถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วพูดต่อ: “ข้ายังต้องออกไปรับแขกข้างนอกอีก เจ้าพักผ่อนในห้องให้สบายเถอะ ถ้าหิวก็กินขนมบนโต๊ะรองท้องไปก่อนนะ”
คำพูดพวกนี้น่าจะเป็นเจ้าบ่าวพูดกับเจ้าสาวมากกว่า แต่พอมาออกจากปากฝานฉางอวี้ ฟังยังไงก็ดูพิลึกพิลั่น
เซี่ยเจิงนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
ฝืนทนแบกแผลสาหัสมาตั้งนาน สีหน้าของเขาฉายแววเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
ฝานฉางอวี้ออกไปรับแขกข้างนอก ที่บ้านนางไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว แถมยังเป็นการแต่งเข้าบ้านอีก ในงานจึงแทบไม่มีใครคะยั้นคะยอนางดื่มเหล้า ทุกคนกินข้าวกันอย่างครื้นเครง พอเห็นว่าฟ้าเริ่มมืด ก็ทยอยขอตัวกลับ
หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา ฝานฉางอวี้กำลังเก็บโต๊ะเก้าอี้ ก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าบนโต๊ะตรงประตูมีกล่องผ้าไหมวางอยู่ กล่องหนึ่ง ไม่รู้ว่าใครเอามาวางไว้
นางถามท่านป้าจ้าวที่กำลังช่วยเก็บของ: “ท่านป้า นี่ของขวัญจากบ้านไหนหรือเจ้าคะ?”
ท่านป้าจ้าวก็สงสัยเหมือนกัน: “สมุดจดของขวัญก็เขียนเสร็จตั้งแต่ก่อนเริ่มงานแล้วนี่นา เมื่อกี้ยังไม่เห็นกล่องใบนี้เลย ไม่รู้ว่าใครเอามาให้ทีหลัง ทำไมไม่เห็นบอกกล่าวกันเลยล่ะ”
ฝานฉางอวี้เปิดกล่องออก พอเห็นว่าข้างในเป็นตุ๊กตาดินเผาคู่หนึ่ง สีหน้าก็เย็นชาลงทันที
นางพลิกมือโยนกล่องทิ้งลงในกองขยะที่ท่านป้าจ้าวเพิ่งกวาดมารวมกัน ตุ๊กตาดินเผาแตกหักเสียหายทันที
ท่านป้าจ้าวเห็นปฏิกิริยาของฝานฉางอวี้ แล้วพอมองดูตุ๊กตาดินเผาชายหญิงที่แตกหัก ก็หน้าถอดสี หันไปถ่มน้ำลายใส่ทางบ้านตระกูลซ่งอย่างแรง: “ไอ้พวกเนรคุณ ตอนที่เจ้าเดือดร้อนมันหนีหายไปไกลลิบ วันแต่งงานยังมีหน้าส่งของพรรค์นี้มาเยาะเย้ยอีกหรือ?”
ฝานฉางอวี้บอก: “ท่านป้าอย่าโกรธเลยเจ้าค่ะ จะไปถือสากับคนไม่เกี่ยวข้องทำไม”
ที่นางโกรธไม่ใช่เพราะตุ๊กตาดินเผานั้นไปสะกิดความทรงจำแย่ๆ อะไรหรอก แต่รู้สึกสะอิดสะเอียนมากกว่า
ตุ๊กตาดินเผาตัวนั้นเป็นของที่นางมอบให้ซ่งเยี่ยนตอนที่เขาซึมเศร้าหลังจากพ่อเสียชีวิต ตอนนั้นนางอายุแค่เจ็ดแปดขวบเอง
หลายปีมานี้ ฝานฉางอวี้ก็กล้าพูดได้เต็มปากว่าพ่อแม่นางปฏิบัติต่อซ่งเยี่ยนไม่เลวเลย แต่หลังจากพ่อแม่เสียชีวิต เขาก็รีบแจ้นมาถอนหมั้นทันที ตอนที่นางโดนฝานต้าและคนของบ่อนพนันหาเรื่อง เขาก็ปิดประตูเงียบไม่ยอมออกมาช่วย
วันนี้งานแต่งยังมีหน้าส่งตุ๊กตาดินเผาคู่นี้มาอีก เขาต้องการจะสื่ออะไร?
ด้วยความขุ่นมัวนี้ ฝานฉางอวี้จึงมีสีหน้าเรียบเฉยตลอดจนถึงตอนกินข้าวเย็นกับคนในครอบครัว
เซี่ยเจิงบาดเจ็บขยับตัวลำบาก นางจึงเป็นคนยกข้าวปลาอาหารไปให้เขาที่ห้อง: “เจ้ายังมีแผลอยู่ ข้าเลยเลือกกับข้าวรสอ่อนๆ มาให้นะ”
เซี่ยเจิงสังเกตเห็นความผิดปกติของนางตั้งแต่เดินเข้ามาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ถามอะไร เพียงแค่หลุบตาลงแล้วกล่าวขอบคุณเบาๆ
กว่าจะเก็บกวาดเสร็จก็ใกล้จะถึงยามไห่แล้ว ท่านป้าจ้าวจะอุ้มฉางหนิงที่หลับสนิทไปนอนด้วยที่บ้านข้างๆ แต่ฝานฉางอวี้ปฏิเสธ: “หลังจากพ่อแม่เสีย หนิงหนียงก็มานอนกับข้าตลอด ขืนปล่อยให้ไปนอนที่อื่น กลางดึกตื่นมาฝันร้ายจะร้องไห้งอแงเอาได้”
ท่านป้าจ้าวแย้ง: “วันปกติก็แล้วไปเถอะ แต่นี่คืนเข้าหอ ยังไงๆ สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ต้องนอนห้องเดียวกัน ขืนแยกห้องนอนมันจะไม่เป็นมงคลเอานะ”
พูดจบก็ไม่เปิดโอกาสให้ฝานฉางอวี้ได้พูดอะไรอีก อุ้มฉางหนิงเดินออกจากบ้านไปเลย
ลานบ้านที่ตอนกลางวันยังคึกคัก ตอนนี้กลับเงียบสงัดจนน่าใจหาย
โคมไฟสีแดงแห่งความสุขที่แขวนอยู่ใต้ชายคา สาดแสงสีเหลืองนวลลงมาท่ามกลางค่ำคืนที่หิมะตกหนัก
ฝานฉางอวี้กอดเข่านั่งลงบนขั้นบันไดหน้าประตู เหม่อมองหิมะที่ร่วงหล่นลงมาเป็นปุยใหญ่ท่ามกลางความมืดมิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินเข้าบ้าน
ในเมื่อเป็นการแต่งงานหลอกๆ ฝานฉางอวี้ย่อมไม่มีทางไปนอนร่วมเตียงเดียวกับผู้ชายคนนั้นจริงๆ อยู่แล้ว
แต่ผ้าห่มหนาๆ ในบ้านถูกเก็บไว้ในห้องหอหมดแล้ว ห้องนั้นแต่เดิมเป็นห้องที่นางนอนเอง แต่พอพ่อแม่เสียชีวิต ฉางหนิงไม่กล้านอนคนเดียว จึงมาเบียดนอนด้วย ตอนนี้ถูกเปลี่ยนเป็นห้องหอไปแล้ว ส่วนห้องข้างๆ ก็ยังไม่ได้จัดเตรียมที่นอนเลย
ด้วยความเคยชินที่อยู่ในห้องนี้มาสิบกว่าปี นางจึงผลักประตูเดินเข้าไปโดยสัญชาตญาณ พอเข้าไปถึงเพิ่งรู้ว่าเซี่ยเจิงกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า เขาถอดเสื้อคลุมตัวนอกออกแล้ว หันหลังให้นาง เสื้อตัวในที่ถอดออกครึ่งหนึ่งพาดอยู่ที่แขนท่อนล่าง อีกครึ่งหนึ่งห้อยลงมาถึงเอว
นั่นเป็นร่างกายที่งดงามมาก ภายใต้แสงเทียนมงคล กล้ามเนื้อที่เผยให้เห็นผ่านผ้าพันแผลเป็นสีน้ำผึ้งสวยงาม รูปร่างของกล้ามเนื้อที่นูนขึ้นมาก็ชัดเจนมาก
เพราะจู่ๆ นางก็พรวดพราดเข้ามา อีกฝ่ายจึงหันหน้ามามอง ใบหน้าที่งดงามราวหยกสลักนั้น กลับมีสีหน้าเย็นชาที่ในเวลานี้ดูเหมือนจะเย้ายวนใจและน่าหลงใหลอย่างประหลาด
ฝานฉางอวี้ยืนจ้องตาค้างไปหลายอึดใจ จนกระทั่งอีกฝ่ายขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ดึงเสื้อตัวในที่ถอดออกครึ่งหนึ่งกลับมาสวมให้มิดชิด แล้วถามนางว่า: “มีอะไรหรือ?”
นางถึงได้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ รู้สึกตัวว่าตัวเองทำตัวเหมือนอันธพาลโรคจิตที่กำลังลุ่มหลงในความงามของหญิงสาวผู้บริสุทธิ์ หน้าแดงก่ำ รีบหันหลังกลับ: “ขอโทษ ข้า…ข้ายังไม่ค่อยชิน ลืมเคาะประตูไปเลย ข้าแค่จะเข้ามาเอาผ้าห่มน่ะ”
“เชิญหยิบไปเถอะ” เสียงที่ดังมาจากข้างหลังนั้น ทั้งเย็นชาและกังวานใส
ฝานฉางอวี้พยายามไม่หันไปมองตรงๆ เดินไปหยิบผ้าห่มสองผืนจากตู้เสื้อผ้า กอดไว้ในอกแล้วเดินออกจากห้องไปโดยไม่กล้าหันหลังกลับไปมอง พอเลี้ยวพ้นมุมกำแพง นางก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก
ช่างขายหน้าเสียจริง! หวังว่าเขาจะไม่เข้าใจผิดอีกนะ
เซี่ยเจิงหูไว ย่อมได้ยินเสียงถอนหายใจของนาง
เขาไม่ได้มีอารมณ์หวั่นไหวอะไร รอจนเสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายเดินไกลออกไปแล้ว ถึงได้แกะผ้าพันแผลออก และเริ่มทายาลงบนบาดแผลฉีกขาดที่ค่อนข้างรุนแรง
ยานี้เป็นยาสมานแผลที่เหยี่ยวไห่ตงชิงเอามาผูกติดไว้ที่ขา มีค่าดั่งทองคำ และมีฤทธิ์แรงมาก
ทันทีที่ผงยาสัมผัสกับบาดแผล ความเจ็บปวดก็ทำให้กล้ามเนื้อทั่วร่างของเขาเกร็งแน่น เส้นเลือดที่แขนปูดโปน เหงื่อเย็นเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก เขากัดฟันแน่นจนรู้สึกถึงรสคาวเลือดจางๆ ในปาก
เพื่อไม่ให้เลือดเปื้อนที่นอน เขาจึงนั่งลงบนม้านั่งไม้ในห้อง สองมือกำหมัดแน่นวางไว้บนเข่า แผ่นหลังที่ตั้งตรงค่อยๆ มีหยดเหงื่อที่ปนเปื้อนคราบเลือดไหลรินลงมา ดูแล้วไม่เหมือนกำลังรักษาแผล แต่เหมือนกำลังถูกทรมานมากกว่า
ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดแสนสาหัสเช่นนี้ ทว่ายามหยาดเหงื่อหยดลงจากเปลือกตา เขากลับไม่แม้แต่จะกะพริบตา ดวงตาที่สะท้อนแสงเทียนนั้นเต็มไปด้วยความมืดมน
บาดแผลและความเจ็บปวดถึงกระดูกเหล่านี้ สักวันเขาจะเอาคืนให้สาสม
เสียงฝีเท้าจากนอกห้องที่เดินจากไปแล้ว จู่ๆ ก็เดินกลับมาอีกครั้ง เซี่ยเจิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่ยังไม่ทันได้เก็บซ่อนความดุร้ายมองไปทางประตู

0 Comments