ตอนที่ 281 รุกคืบ
แปลโดย เนสยังเฟยเฉียนและจางเลี้ยวซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ มองดูกำแพงด่านหานกู่กวนที่ถูกเฟยเฉียนจุดไฟเผาจนพังทลายเสียหายอย่างหนัก
เพื่อไม่ให้คนในด่านหานกู่กวนรู้ตัว กองทัพใหญ่ของจางเลี้ยวยังคงซุ่มรออยู่ด้านหลัง มีเพียงจางเลี้ยวและเฟยเฉียนที่นำทหารองครักษ์ลอบเข้ามาสังเกตการณ์อย่างเงียบเชียบ
เช่นเดียวกับที่เฟยเฉียนไม่คาดคิดว่าจะได้พบกับกองทัพของจางเลี้ยวเร็วถึงเพียงนี้ เจิ้งหยิวก็ย่อมไม่คาดคิดว่ากองทัพจากลั่วหยางจะมาถึงเร็วขนาดนี้เช่นกัน
เพราะตามแผนการเดิม หากมีกองทัพต้องการจะผ่านเมืองกู่เฉิง นายอำเภอหยางก็จะส่งคนมาแจ้งเตือนล่วงหน้า แต่บัดนี้นายอำเภอหยางถูกจางเลี้ยวสังหารไปแล้ว ย่อมไม่มีทางส่งข่าวใดๆ มาได้ ดังนั้นเจิ้งหยิวในตอนนี้จึงกำลังรอคอยให้คนจากนอกด่านฝั่งตะวันตกเดินทางเข้าเมืองมาอย่างสบายใจ…
บนด่านหานกู่กวน ป้อมวั่งฉีไถพังทลายลงมาจนหมดสิ้น กองอิฐและกระเบื้องแตกหักกองเป็นภูเขาเลากา ชาวบ้านกำลังช่วยกันเคลียร์พื้นที่อย่างช้าๆ ส่วนป้อมจีหมิงไถก็ได้รับผลกระทบไปบ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นพังทลายลงมาทั้งหมด มีเพียงเสาไม้ไม่กี่ต้นค้ำยันไว้ และกำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม…
หมุดและแถบเหล็กบนประตูเมืองฝั่งตะวันออกบิดเบี้ยวเพราะความร้อน ประตูไม้ถูกไฟเผาจนกลายเป็นตอตะโกไปเกินครึ่ง ใช้งานไม่ได้แล้ว ช่างไม้กำลังถอดประตูเมืองออก เพื่อดึงแถบเหล็กและหมุดออกมาใช้กับประตูบานใหม่
จางเลี้ยวมองดูกำแพงเมืองและประตูเมืองที่ถูกไฟเผาจนดำเป็นตอตะโก อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นเอ่ยว่า “ไฟของจื่อเยวียนกองนี้ไม่เลวเลย!”
“หึหึ น้ำมันเชื้อเพลิงพวกนั้นเดิมทีเตรียมไว้รับมือพวกท่านต่างหาก…”
“ไฟของจื่อเยวียนกองนี้ไม่เลวเลยจริงๆ!” มุมปากของจางเลี้ยวกระตุก กล่าวซ้ำอีกครั้ง แม้จะใช้คำพูดเหมือนเดิม แต่น้ำเสียงกลับแฝงความรู้สึกที่แตกต่างออกไป
“เป็นอย่างไรบ้าง?” เฟยเฉียนชี้ไปที่ประตูเมืองฝั่งตะวันออกที่พังทลายไปครึ่งหนึ่ง “ดูเหมือนว่าวันนี้น่าจะซ่อมแซมเสร็จ หากจะลงมือก็ต้องรีบฉวยโอกาสนี้แล้ว!”
ในเมื่อจางเลี้ยวเป็นผู้นำทัพ แม้เฟยเฉียนจะอยากบุกกลับเข้าไปในด่านหานกู่กวนเพื่อนำม้วนตำรากลับคืนมามากเพียงใด แต่ก็ต้องรอให้จางเลี้ยวพยักหน้าตกลงเสียก่อน
ประตูเมืองมักจะเป็นจุดอ่อนของด่านกำแพงเมืองเสมอ เฟยเฉียนเผาประตูเมืองฝั่งตะวันออกจนกลายเป็นตอตะโก แต่ของพวกนี้ย่อมมีไม้สำรองเตรียมไว้อยู่แล้ว เพียงแค่ลากออกมาตอกหมุดและแถบเหล็ก เปลี่ยนชิ้นส่วนที่ถูกเผาทำลายไป ก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ
การที่เฟยเฉียนจุดไฟในครั้งนี้ลุกลามเป็นวงกว้าง จนถึงขั้นลามไปถึงที่ว่าการในเมืองชั้นใน ดังนั้นจึงมีช่างไม้บางส่วนถูกเกณฑ์ไปซ่อมแซมจวนของเจิ้งหยิวด้วย ต่อให้ความเร็วในการซ่อมแซมด่านจะช้าลงไปบ้าง แต่ก็ถือว่าพอรับได้ จะปล่อยให้นายด่านไม่มีแม้แต่ที่ซุกหัวนอนได้อย่างไร?
การบุกตีด่านหานกู่กวนที่ป้อมสังเกตการณ์หายไปหนึ่งแห่ง และประตูเมืองพังทลาย ย่อมแตกต่างจากการบุกตีด่านหานกู่กวนที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ จางเลี้ยวจึงตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว อย่างที่เฟยเฉียนกล่าวไว้ โอกาสเช่นนี้หากปล่อยผ่านไป หากรออีกสองสามวันให้ประตูเมืองและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ซ่อมแซมเสร็จ การจะบุกเข้าตีก็จะต้องแลกด้วยความสูญเสียที่มากกว่านี้อย่างแน่นอน
และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ ในใจของจางเลี้ยวก็มีความกังวลอยู่บ้าง หากด่านหานกู่กวนถูกยึดครองจนปิดกั้นเส้นทางย้ายเมืองหลวง หลี่หรูจะส่งทหารซีเหลียงมาเป็นทัพหน้าหรือ?
ย่อมต้องส่งกองทัพเป่ยจวินแห่งลั่วหยางและทัพปิ้งโจวมาเป็นด่านหน้าอย่างแน่นอน!
หากถึงเวลานั้น กองทหารใต้บังคับบัญชาของเขาจะเหลือรอดสักกี่คน?
ต้องรู้ไว้ว่ากฎอัยการศึกนั้นเข้มงวดนัก หากตีเมืองไม่แตกหรือสูญเสียกำลังพลมากเกินไป ก็ต้องถูกลงโทษ ดีไม่ดีชีวิตของเขาอาจจะไม่ได้จบลงในสนามรบ แต่กลับต้องมาถูกตัดหัวสังเวยธงรบ!
ดังนั้น สู้ฉวยโอกาสนี้ ชิงยึดด่านหานกู่กวนไว้ก่อนเสียดีกว่า!
×××××××××
ห่างจากด่านหานกู่กวนไปทางทิศตะวันตกราวสี่ห้าลี้ อวี๋ฝูหลัวมองดูผู้คนในเผ่าที่อยู่เบื้องหลัง ตอนข้ามแม่น้ำมามีหนึ่งพันคน บัดนี้เหลือรอดมาเพียงห้าร้อยกว่าคนเท่านั้น และเกือบหนึ่งร้อยคนก็ยังมีบาดแผลติดตัว ส่วนคนอื่นๆ นั้น…
แลกมาด้วยเสบียงยี่สิบรถเกวียน ชุดเกราะและอาวุธห้าร้อยชุด และยุทโธปกรณ์ที่ยึดมาได้จากการต่อสู้ นอกจากนี้ เงินรางวัลที่คิดตามจำนวนหัวก็ถูกนำไปแลกเป็นเกลือ น้ำมัน ผ้า และของใช้จำเป็นอื่นๆ
คุ้มค่าหรือไม่?
อวี๋ฝูหลัวถามตัวเองในใจเงียบๆ
หากเขายังเป็นเพียงอ๋องฝ่ายขวา ก็คงตอบอย่างไม่ลังเลว่าคุ้มค่า แต่เมื่อได้เป็นฉานอวี๋ และต้องทนดูผู้คนในเผ่าล้มตายไปทีละคน ก็ยากที่จะบอกว่าตกลงแล้วมันคุ้มค่าหรือไม่…
อวี๋ฝูหลัวหันหัวม้า ควบม้าชูแส้ขึ้นสูง พลางคำรามก้อง “เทพเจ้าเทงกรี (ฉางลี่) อยู่เบื้องบน! พวกเราจะกลับบ้านแล้ว!”
“อา โฮ่ โฮ่…”
ทหารม้าซยงหนูต่างก็ส่งเสียงร้องคำราม ควบม้าตามอวี๋ฝูหลัว ต้อนขบวนเกวียนมุ่งหน้าจากไป
เจิ้งหยิวยืนค้อมตัวอย่างนอบน้อมอยู่ข้างชายชราผู้หนึ่ง เขามองดูอวี๋ฝูหลัวจากไป อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา
“ตระกูลหยางแห่งหงหนงของข้า ใช่คนตระบัดสัตย์หรือ?” ชายชราผู้นั้นแม้จะไม่ได้หันมามองเจิ้งหยิว แต่ก็ราวกับมองเห็นสีหน้าของเขา จึงกล่าวอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังพูดถึงอวี๋ฝูหลัวแห่งซยงหนูใต้ และในขณะเดียวกันก็ราวกับกำลังบอกกล่าวแก่เจิ้งหยิว
“ขอรับ!” เจิ้งหยิวรีบรับคำอย่างนอบน้อม ผู้อาวุโสของตระกูลหยางแห่งหงหนงผู้นี้ แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งใดๆ ในราชสำนัก แต่เจิ้งหยิวก็รู้ดีว่า ชายชราตรงหน้านี้กุมทรัพยากรของตระกูลหยางไว้มากมาย แม้ตนเองจะเป็นถึงนายด่านหานกู่กวน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสท่านนี้ ก็แทบจะไม่มีความสำคัญใดๆ เลย…
การที่ตระกูลหยางแห่งหงหนงเป็นผู้ประสานงานและวางแผนการใหญ่ในครั้งนี้ ก็เพื่อยึดครองด่านหานกู่กวน
ก่อนหน้านี้กัวผู่ประจำอยู่ในด่าน กุมอำนาจทางทหาร และควบคุมการเฝ้าระวังประตูเมือง ต่อให้เจิ้งหยิวมีความคิดใด ก็ไม่อาจลงมือทำได้ แต่ตอนนี้ต่างออกไป กัวผู่ถูกหลอกล่อให้ออกไปนอกด่าน และสิ้นชีพกลางสนามรบ ด่านหานกู่กวนจึงตกอยู่ในอำนาจของเจิ้งหยิวแต่เพียงผู้เดียว ประกอบกับกองทหาร ‘โจรโพกผ้าเหลือง’ สองพันนายที่ตั้งแถวอย่างเป็นระเบียบอยู่ริมถนน…
ผู้อาวุโสตระกูลหยางกล่าวว่า “ท่านนายด่านเจิ้ง ทหารสองพันนายนี้ ขอมอบให้ท่านดูแลไปก่อน อีกสองวัน จะส่งทหารมาเพิ่มให้อีกสามพันนาย! หน้าที่รักษาด่านนี้สำคัญยิ่งนัก ขอท่านจงทุ่มเทอย่างเต็มที่ด้วย” เพื่อไม่ให้ค่ายทหารของต่งจั๋วที่หมี่ยนฉือจับสังเกตได้ กองกำลังส่วนตัวของตระกูลหยางแห่งหงหนงจึงต้องลอบเคลื่อนพลอย่างลับๆ จึงทำได้เพียงทยอยส่งมาให้เจิ้งหยิวเป็นชุดๆ
อย่างไรเสียตอนนี้ด่านหานกู่กวนก็อยู่ในกำมือแล้ว ช้าไปสักวันสองวันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่
เจิ้งหยิวรีบประสานมือกล่าวว่า “ขอรับ! ข้าน้อยย่อมต้องทุ่มเทอย่างสุดกำลัง ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ อย่างแน่นอน!”
ผู้อาวุโสตระกูลหยางพยักหน้า ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ ว่า “เมื่อคืนไฟไหม้ที่ด่านหานกู่กวน ด่านเมืองปลอดภัยดีหรือไม่?”
เจิ้งหยิวก้มหน้าตอบว่า “ข้าน้อยมิกล้าปิดบัง มีความเสียหายอยู่บ้าง แต่สามารถซ่อมแซมให้กลับสู่สภาพเดิมได้ภายในวันนี้ ย่อมไม่มีปัญหาอันใดขอรับ”
ผู้อาวุโสตระกูลหยางร้อง “อืม” ออกมาคำหนึ่ง “เช่นนั้น ข้าขอตัวลาก่อน ท่านนายด่านเจิ้ง ทางฝั่งหมี่ยนฉือนั้น ท่านไม่ต้องกังวล ย่อมมีผู้จัดการรับมือ ท่านเพียงแค่ต้านทานทัพจากลั่วหยางไว้ให้ได้สักหนึ่งเดือน ความดีความชอบอันดับต้นๆ ย่อมตกเป็นของท่าน!”
เจิ้งหยิวโค้งคำนับ รับคำอย่างแข็งขัน “ข้าน้อยขอรับรองว่าจะรักษาด่านหานกู่กวนให้ปลอดภัยอย่างแน่นอน!”
ชายชรายิ้มบางๆ ขึ้นควบม้า ประสานมือคำนับเจิ้งหยิว ก่อนจะนำทหารองครักษ์ยี่สิบนายจากไป ทิ้งให้ทหาร ‘โจรโพกผ้าเหลือง’ สองพันนายอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเจิ้งหยิว
เจิ้งหยิวยืนส่งอย่างนอบน้อม จนกระทั่งมองไม่เห็นเงาของผู้อาวุโสตระกูลหยางแล้ว จึงเดินไปหาทหารสองพันนาย กระแอมไอสองครั้ง ยังไม่ทันจะได้กล่าวอะไร ก็จู่ๆ เห็นทหารม้านายหนึ่งควบม้ามาจากทางด่านหานกู่กวนอย่างเร่งรีบ!
ใจของเจิ้งหยิวหล่นวูบ!
“รายงาน” ทหารนายนั้นแทบจะกลิ้งตกลงมาจากหลังม้า รายงานว่า “เรียนท่านนายด่าน จู่ๆ ก็มีทัพของต่งจั๋วปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออก กำลังบุกโจมตีประตูเมืองทิศตะวันออกอย่างหนัก! ใกล้จะต้านไม่อยู่แล้ว! ขอท่านนายด่านโปรดส่งกำลังเสริมโดยด่วน!”
เจิ้งหยิวหน้าถอดสี ซีดเผือด ทัพต่งจั๋วมาจากไหนกันรวดเร็วถึงเพียงนี้?
ทหารพวกนี้มาจากไหนกันแน่?
เหตุใดทางกู่เฉิงจึงไม่มีการส่งสัญญาณเตือนภัยมาเลย?
ยิ่งไปกว่านั้น ตนเองเพิ่งจะให้คำมั่นสัญญากับผู้อาวุโสตระกูลหยางไปหยกๆ แต่เพียงชั่วพริบตาด่านหานกู่กวนก็ถูกโจมตีเสียแล้ว!
หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา จะรับผิดชอบอย่างไรไหว?!
เจิ้งหยิวรีบออกคำสั่ง ให้ทั้งกองทัพเร่งความเร็วกลับไปยังด่านหานกู่กวน ต้องสกัดกั้นทัพต่งจั๋วไม่ให้บุกเข้ามาในด่านหานกู่กวนให้จงได้!

0 Comments