ตอนที่ 280 ภารกิจที่เป็นไปไม่ได้
แปลโดย เนสยังการกระทำอันห้าวหาญของหวงเฉิงก่อนหน้านี้ ที่เคี้ยวแม้กระทั่งเปลือกไข่นกกลืนลงไป ทำให้เฟยเฉียนต้องเหลียวมองด้วยความทึ่ง แต่หลังจากนั้นไม่นาน เฟยเฉียนก็เริ่มรู้สึกเสียใจ รู้อย่างนี้เขาทำตามพวกหวงเฉิง กลืนเปลือกไข่ลงไปด้วยก็ดี…
เพราะถึงแม้เปลือกไข่จะไม่ย่อย และไม่ให้สารอาหารใดๆ แต่อย่างน้อยก็ยังอยู่ในกระเพาะได้นานขึ้นอีกหน่อย อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ผนังกระเพาะอาหารที่ว่างเปล่าต้องมาเสียดสีกันเองจนรู้สึกทรมาน!
ความรู้สึกนี้เหมือนมีมือน้อยๆ นับพันนับหมื่นกำลังดึงทึ้งอวัยวะภายใน ไม่ว่าเจ้ากำลังทำอะไรอยู่ แม้แต่ตอนที่ก้าวเดินไปอย่างเครื่องจักร มันก็จะคอยเตือนเจ้าอยู่ตลอดเวลาว่า หิว หิว…
ตั้งแต่เฟยเฉียนข้ามเวลามา ครั้งนี้ถือว่าน่าเวทนาที่สุด
สภาพคลุกฝุ่น และบาดแผลต่างๆ นั้นไม่ต้องพูดถึง ประเด็นหลักคือความหิว!
โชคดีที่ตอนเที่ยงพ้นทางภูเขาของด่านหานกู่กวนมาได้ ใช้เสื้อผ้ากรองน้ำจากแม่น้ำแล้วดื่มไปบ้าง มิเช่นนั้นตอนนี้คงจะขาดน้ำไปนานแล้ว แม้ว่าเฟยเฉียนจะรู้ดีแก่ใจว่า การดื่มน้ำดิบเช่นนี้ย่อมต้องมีผลตามมา แต่เขาก็ไม่สนแล้ว หากไม่ดื่มก็ขาดน้ำทันที แต่ถ้าดื่ม อย่างน้อยก็ยังพอประทังชีวิตไปได้อีกระยะ…
แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาก็เหมือนกับอูฐเสียงจื่อ พอดื่มน้ำเข้าไปก็รู้สึกจุกเสียดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็หายไป แล้วก็ยิ่งหิวมากขึ้น นับจากอาหารมื้อเย็นของเมื่อวานจนถึงตอนนี้ ก็ใกล้จะยี่สิบชั่วโมงแล้ว นอกเหนือจากไข่นกใบเล็กๆ ฟองนั้น เขาก็ไม่ได้กินอะไรเลย…
ก่อนหน้านี้ที่ลั่วหยาง แม้จะเคยเจอกับความวุ่นวายในตลาด แต่ต่อให้ไม่มีข้าวฟ่าง อย่างน้อยก็ยังมีถั่วประทังความหิว แต่ทว่าตอนนี้ เฟยเฉียนอยากจะเอาของกินทุกอย่างยัดลงไปในท้องให้หมด ต่อให้กินไปตดไปเขาก็ยอมรับได้!
เพิ่งจะเลี้ยวพ้นตีนเขา หวงเฉิงที่เดินนำอยู่ก็หยุดเดินกะทันหัน ย่อตัวลงต่ำ หลบอยู่หลังพุ่มไม้ หันกลับมาตะโกนเสียงต่ำว่า “หยุด! รีบซ่อนตัว! ข้างหน้ามีทหารม้า!”
อะไรนะ?
เฟยเฉียนตกใจมาก ทหารม้ามาจากไหนกัน?
สถานการณ์ตอนนี้ยังคลุมเครือ ต่อให้พบทหารม้าของราชวงศ์ฮั่น ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี หากบังเอิญเป็นทหารที่กลุ่มตระกูลใหญ่แห่งหงหนงส่งมาสมทบกับเจิ้งหยิว ปัญหาก็คงใหญ่หลวงนัก…
ทหารม้าแบ่งออกเป็นสองแถวหน้าหลัง รวมแปดนาย กำลังขี่มาตามถนน ผู้ที่นำหน้าดูเหมือนจะเห็นร่องรอยของพวกเฟยเฉียนแล้ว จึงรีบยกคันธนูขึ้น เตรียมพร้อมที่จะยิงทันทีหากมีอะไรผิดปกติ พร้อมทั้งแบ่งทหารม้าออกไปสองนาย ชักดาบหวนโส่ว ควบม้าพุ่งเข้ามา!
เฟยเฉียนมองดูทหารม้าที่เป็นผู้นำซึ่งกำลังออกคำสั่ง รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา เมื่อเพ่งมองก็พบว่าดีใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังไม่กล้ายืนขึ้นและตะโกนเสียงดัง ทำได้เพียงยืดคอตะโกนว่า “หัวหน้าหมู่จาง! หัวหน้าหมู่จาง! ข้าคือเฟยเฉียน เฟยจื่อเยวียน!”
จางเจาชะงักไปครู่หนึ่ง สั่งให้ทหารนายอื่นวางคันธนูลงชั่วคราว แล้วค่อยๆ ขี่ม้าเข้าไปดู ก็อดไม่ได้ที่จะตกใจจนหลุดปากออกมาว่า “นี่ท่านเป็นคนหรือผี? อา… เอ่อ แค่กๆ คุณชายเฟย ไฉนจึงมีสภาพเช่นนี้ไปได้?”
“เรื่องนี้มันยาวน่ะ… อืม เอ่อ หัวหน้าหมู่จาง มีของกินไหม?”
××××××××××××
ค่ายใหญ่ของจางเลี้ยว
ภายในกระโจมบัญชาการหลัก เฟยเฉียนที่ได้กินดื่มจนอิ่มหนำ และได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ในที่สุดก็รู้สึกเหมือนตัวเองกลับมามีชีวิตอีกครั้ง…
เดิมทีจิตใจอยู่ในสภาวะตึงเครียดอย่างหนัก นอกจากความหิวโหยที่ทรมานแล้ว เฟยเฉียนก็ไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติอื่นใดทางร่างกายเลย แต่ตอนนี้พอจิตใจผ่อนคลาย เขาก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัว และง่วงนอนจนลืมตาไม่ขึ้น
จางเลี้ยวมองเฟยเฉียนด้วยรอยยิ้ม เมื่อเห็นท่าทางเหนื่อยล้าของเขา จึงกล่าวว่า “จื่อเยวียนอยากจะพักผ่อนก่อนหรือไม่? พรุ่งนี้ค่อยมาคุยรายละเอียดกันก็ได้”
เฟยเฉียนส่ายหน้า ถูใบหน้าแรงๆ สองสามครั้งเพื่อเรียกความสดชื่น แล้วกล่าวว่า “คุยให้รู้เรื่องก่อนแล้วค่อยไปพักผ่อนดีกว่า ใจข้าถึงจะสงบลงได้…”
เฟยเฉียนเรียบเรียงความคิด แล้วเริ่มเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่ตอนเข้าด่าน จนถึงตอนที่ถูกเจิ้งหยิวปิดล้อมในสถานีม้าด่วน และหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด จากนั้นเฟยเฉียนก็กล่าวว่า “ตอนนี้เห็นได้ชัดเจนว่า คนเหล่านี้เตรียมจะสกัดกั้นเส้นทางสู่ทิศตะวันตกที่ด่านหานกู่กวน…”
จางเลี้ยวฟังจบก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดในทันที เพียงแต่เรียกทหารคนสนิทให้ไปชงชาเข้มๆ มาให้ แล้วก็นิ่งเงียบไป
เฟยเฉียนมองท่าทางของจางเลี้ยว ก็พอจะเดาออกว่าจางเลี้ยวเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการที่ต่งจั๋วจะย้ายเมืองหลวงไปทางตะวันตก แต่ก็ไม่สามารถพูดออกมาได้ จึงทำได้เพียงนิ่งเงียบ
แต่ปัญหาคือ ด่านหานกู่กวนจะรักษาไว้ได้หรือไม่?
หรืออาจจะตั้งคำถามให้เหมาะสมกว่านั้นคือ ด่านหานกู่กวนจะรักษาไว้ได้นานแค่ไหน?
แม้ว่าเฟยเฉียนจะไม่รู้ว่ากัวผู่พ่ายแพ้ได้อย่างไร แต่สำหรับทหารซีเหลียงโดยรวมแล้ว การสูญเสียทหารม้าไปแปดร้อยนายจะนับเป็นอะไรได้?
กวนจงทั้งภูมิภาคต่างหากที่เป็นฐานที่มั่นหลักของต่งจั๋ว ทหารซีเหลียงของต่งจั๋วที่มีโครงสร้างแบบพีระมิด เบื้องล่างยังมีทหารม้าเชียงหูที่ยอมสวามิภักดิ์อีกเป็นจำนวนมาก ส่วนแม่ทัพนายกองก็มีมากมายจนนับไม่ถ้วนหลี่เจวี๋ย, กัวซื่อ, หลี่เหมิง, หูเจิ่น, ฮัวสยง, หนิวฝู่, ต่งเยว่, ต้วนเหวย, จางจี้, ฝานโฉว, หวังฟาง, หยางติ้ง, ต่งหมิน, ต่งเฉิง, ต่งหวง…
นี่ยังไม่รวมกองกำลังของเหอจิ้นที่ต่งจั๋วรับสวามิภักดิ์ในลั่วหยาง และกองทัพปิ้งโจวที่มีหลี่ว์ปู้เป็นผู้นำอีก…
ดังนั้นเฟยเฉียนจึงกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า ภายใต้การโจมตีขนาบจากทั้งสองด้าน ต่อให้ด่านหานกู่กวนจะเป็นด่านอันแข็งแกร่งของใต้หล้า แต่บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงเมืองโดดเดี่ยว ไม่มีทางรักษาไว้ได้แน่นอน
ดังนั้นตอนนี้ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ว่า กลุ่มตระกูลใหญ่ในซานตงจะสามารถยกทัพมาถึงเมืองลั่วหยางได้ก่อนที่ต่งจั๋วจะตีฝ่าด่านหานกู่กวนได้หรือไม่?
จะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ก็คงไม่ใช่ แต่…
ยาก
ยากมากจริงๆ
ตอนนี้ต่งจั๋วและหยวนเหว่ยมีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าประหลาด ผู้นำต่างก็อยู่ห่างไกลจากฐานที่มั่นของตน และกำลังทหารส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยู่กับตัว ตอนนี้สิ่งที่ต้องแข่งขันกันก็คือ กองทัพของฝ่ายใดจะมาถึงก่อน…
แต่สิ่งที่หยวนเหว่ยด้อยกว่าต่งจั๋วมากก็คือ หยวนเหว่ยเป็นเพียงกองทัพพันธมิตรที่เพิ่งจะรวมตัวกันเฉพาะกิจ ส่วนต่งจั๋วกลับมีผู้ใต้บังคับบัญชาที่ร่วมรบกันมานานหลายปีในซีเหลียง
ผลแพ้ชนะแทบจะเห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว…
เฟยเฉียนกล่าวว่า “เหวินหย่วนทราบหรือไม่ว่า ผู้ใดเป็นผู้นำทัพพันธมิตรซานตงที่ซวนจ่าว?”
“มิใช่คังเซียงโหวหรอกหรือ?” จางเลี้ยวตอบกลับทันทีโดยไม่ต้องคิด เพราะการที่หยวนเซ่าเป็นผู้นำพันธมิตรซานตงนั้น เป็นเรื่องที่ขุนนางน้อยใหญ่ในลั่วหยางต่างก็รู้กันดี
“หึหึ คังเซียงโหวตอนนี้คาดว่าคงยังอยู่ที่อำเภอเย่…”
จางเลี้ยวโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เอ่ยถามว่า “เช่นนั้น หรือว่าจะเป็นแม่ทัพทัพหลัง?”
“แม่ทัพทัพหลังก็ยังคงอยู่ที่อำเภอหว่าน…” เฟยเฉียนส่ายหน้าปฏิเสธ
จางเลี้ยวเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย ราวกับไม่อยากจะเชื่อ “…ถ้าเช่นนั้น ตอนนี้ผู้ใดเป็นผู้คุมทัพที่ซวนจ่าวเล่า?”
“ต่างคนต่างคุมทัพของตนเอง… หากจะว่ากันตามตำแหน่งหน้าที่ ก็คงจะเป็นผู้ว่าการรัฐเหยี่ยนโจวที่มีตำแหน่งสูงสุด…”
“ต่างคนต่างคุมทัพ…” จางเลี้ยวพึมพำทวนคำ ก่อนจะเอ่ยถามต่อ “ไม่ทราบว่าท่านหลิวแห่งเหยี่ยนโจวผู้นี้เป็นคนเช่นไร?”
ใช่แล้ว จางเลี้ยวก็คือจางเลี้ยว เขาสามารถจับประเด็นสำคัญได้อย่างแม่นยำ หยวนเซ่าและหยวนซู่คือผู้นำที่ไร้ข้อกังขาของกลุ่มตระกูลใหญ่ซานตงในเวลานี้ หากมีเพียงคนใดคนหนึ่งมาเป็นผู้นำที่ซวนจ่าว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังดีกว่าสภาพที่ไร้ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างในตอนนี้!
แต่ในเมื่อทั้งสองคนไม่อยู่ หากผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดมีความสามารถและมีวิสัยทัศน์ ก็ย่อมสามารถรวบรวมกองกำลังที่ซวนจ่าวให้เป็นหนึ่งเดียวได้เช่นกัน
ทว่าน่าเสียดาย หหลิวไต้ไม่ใช่คนเช่นนั้น
หากเฟยเฉียนไม่ได้เดินทางไปซวนจ่าวด้วยตนเอง ไม่ได้เห็นภาพความวุ่นวายราวกับโรงงิ้วกับตาตนเอง ไม่ได้สัมผัสประสบการณ์ที่กลุ่มตระกูลใหญ่ซานตงยังคงขัดแย้งกันเองแม้จะมีศัตรูใหญ่อยู่ตรงหน้า…
บางทีเขาอาจจะยังมีความหวังลึกๆ กับกลุ่มตระกูลใหญ่ซานตง เหมือนกับที่จางเลี้ยวคิดอยู่ก็เป็นได้
เฟยเฉียนก้มหน้าลง แล้วกล่าวว่า “ในตอนที่ต้องหาผู้เป็นผู้นำกล่าวคำสาบานตน คนแรกที่ถูกเชิญคือท่านหลิวแห่งเหยี่ยนโจว แต่ท่านหลิวกลับขอให้ข้าเป็นผู้นำกล่าวคำสาบานแทนในนามของท่านหลิวแห่งจิงโจว สุดท้ายผู้ที่ขึ้นกล่าวนำก็คือ จังหง กงเฉาแห่งกวั่งหลิง…”
“ถึงกับให้… กงเฉาแห่งกวั่งหลิง…” จางเลี้ยวกระตุกมุมปาก เผยให้เห็นสีหน้าที่ไม่รู้ว่าจะร้องไห้หรือหัวเราะดี…
เฟยเฉียนนิ่งเงียบ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เขายอมรับตำแหน่งจั่วสู้ซื่อหลางที่หลี่หรูมอบให้ เพราะความหวังที่จะให้กองทัพกวนตงได้รับชัยชนะในระยะสั้นนั้นช่างริบหรี่เหลือเกิน
ต่อให้สามารถยึดด่านหานกู่กวนไว้ในมือได้ในตอนนี้ แล้วจะอย่างไร?
มีกำลังคนมากมาย แล้วจะอย่างไร?
ในอดีตโจรโพกผ้าเหลืองก็มีกำลังคนมากมายมหาศาลมิใช่หรือ? สุดท้ายก็ยังพ่ายแพ้ให้กับกองทัพฮั่นที่มีกำลังคนน้อยกว่าอยู่ดี
หากไม่สามารถร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวได้ การจะเอาชนะต่งจั๋วในลั่วหยาง ก็แทบจะเป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้เลย
ส่วนเรื่องในระยะยาวนั้น…
เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้ยังมีอีกภารกิจหนึ่ง นั่นคือม้วนตำราของจวนสกุลไช่ยังติดอยู่ในด่าน เฟยเฉียนต้องการจะกลับไปนำมันมาให้ได้…

0 Comments