You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

รอยยิ้มที่ฝืนทำขึ้นมาของจินเฟยฝานค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า เธอไม่รู้จะตอบคำถามนั้นอย่างไรดี

โดนจับได้ซะแล้ว…

รูมเมทจะคิดว่าจริงๆ แล้วฉันไม่ได้ต้อนรับเธอหรือเปล่านะ…

เฉียวซางจ้องมองจินเฟยฝานอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พูดขึ้นอย่างจริงจังว่า “ฉันรู้แล้วล่ะ คิ้วของเธอเป็นคิ้วตกรูปทรงเลขแปด มันทำให้หน้าเธอดูเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลา ลองกันปลายคิ้วที่ตกลงมาออกสิ แล้วเขียนให้มันชี้ขึ้นหน่อยก็จะดูดีขึ้นนะ”

“จริงเหรอคะ?” จินเฟยฝานชะงักไป ก่อนจะถามเสียงเบา

“จริงสิ” เฉียวซางยิ้ม “แต่ตอนนี้เพิ่งจะม.4 เองมั้ง จะมาหัดเขียนคิ้วมันก็อาจจะเร็วไปหน่อย ปล่อยไว้แบบนี้ก็ดูน่ารักดีนะ มีเอกลักษณ์ดีออก”

รูมเมทคนนี้นิสัยคล้ายๆ สัตว์อสูรของเธอเลยนะ ขี้กลัวเหมือนกันเลย

ระหว่างที่คุยกัน เฉียวซางก็มองสำรวจห้องนอนทั้งสองห้อง ห้องหนึ่งมีคนจัดที่นอนไว้เรียบร้อยแล้ว

“ถ้าเธออยากนอนห้องนี้ เดี๋ยวฉันย้ายของออกให้ก็ได้นะ” จินเฟยฝานรีบพูดขึ้นเมื่อเห็นรูมเมทมองไปที่ห้องที่เธอจัดของไว้แล้ว

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันนอนห้องไหนก็เหมือนกันนั่นแหละ” เฉียวซางบอก

ห้องนอนสองห้องตั้งอยู่ติดกัน มีเตียง โต๊ะ ตู้ และหน้าต่างเหมือนกันเปี๊ยบ ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย

หมาเขี้ยวไฟเดินตามเจ้านายต้อยๆ คอยสำรวจที่อยู่อาศัยใหม่ของมัน

พอมันมองไปรอบๆ ห้องที่ว่างเปล่าก็ชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็วิ่งออกไปที่ห้องนั่งเล่นพลางมองซ้ายมองขวา แต่ก็ไม่เจอสิ่งที่มันกำลังมองหาอยู่ดี

ด้วยความไม่ยอมแพ้ มันจึงวิ่งไปที่ห้องน้ำ แล้วก็ค้นทั่วทั้งหอพัก แต่ก็ไม่พบสิ่งที่มันต้องการอยู่ดี

“โฮ่ง!”

“โฮ่งๆ!”

หมาเขี้ยวไฟวิ่งหน้าตั้งกลับมาหาเจ้านาย พลางใช้กรงเล็บอธิบายสิ่งที่มันหาไม่เจออย่างร้อนรน

เมื่อเห็นท่าทางกระวนกระวายของหมาเขี้ยวไฟ จินเฟยฝานก็ถอยกรูดไปหลายก้าวด้วยความหวาดกลัว

แม่เจ้า เป็นอะไรไปน่ะ น่ากลัวจัง…

เฉียวซางมองหมาเขี้ยวไฟอย่างใจเย็นแล้วพูดว่า “พวกเรามาที่นี่เพื่อพัฒนาฝีมือนะ การที่ไม่มีทีวีให้ดูก็ถือเป็นเรื่องปกตินั่นแหละ”

หมาเขี้ยวไฟชะงักไป

พัฒนาฝีมือ?

งั้นเรื่องดูทีวีก็คงไม่สำคัญเท่าไหร่มั้ง

จินเฟยฝานยังคงปรับอารมณ์ตามไม่ทัน

แค่นี้ก็หายแล้วเหรอ?!

สัตว์อสูรธาตุไฟปลอบง่ายขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?!

“นี่คือชิวผูตัวน้อยใช่ไหม” เฉียวซางชวนคุย

ชิวผูตัวน้อย เป็นสัตว์อสูรธาตุพืช มีทักษะสืบทอดสายเลือดประเภทรักษาเยียวยา

ตอนแรกเฉียวซางก็เคยคิดจะเลือกมันเป็นสัตว์อสูรตัวที่สองอยู่เหมือนกัน แต่ราคาของมันเกินงบไปมาก

แถมอย่าว่าแต่จะเดินไปซื้อเลย ต่อให้จะสั่งจองล่วงหน้า ถ้าไม่มีเส้นสายทางการเมืองหรือคนใน ก็แทบจะจองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

“ชิว”

ชิวผูตัวน้อยที่ซุกหน้าอยู่กับอกเจ้านายมาตลอด พอได้ยินคนพูดถึงตัวเอง ก็หันหน้ามาส่งเสียงร้องอย่างกล้าๆ กลัวๆ

ตัวมันมีขนาดประมาณ 20 เซนติเมตร ลำตัวสีเขียว แขนขาสั้นป้อม ดูคล้ายกับลูกบอลกลมๆ ดวงตาก็เป็นสีเขียว แต่ตอนนี้ดูแดงๆ เล็กน้อยเพราะเพิ่งผ่านการร้องไห้มา บนหัวมีดอกแดนดิไลออนสีขาวบานอยู่

เมื่อผีค้นสมบัติตัวน้อยเห็นชิวผูตัวน้อยหันหน้ามา มันก็จ้องมองดอกแดนดิไลออนบนหัวของอีกฝ่ายอย่างเหม่อลอย

“ใช่แล้วล่ะ ฉันเรียกมันว่าเสี่ยวชิวน่ะ” พอจินเฟยฝานพูดถึงสัตว์อสูรของตัวเอง รอยยิ้มบนใบหน้าก็ดูเป็นธรรมชาติขึ้นมาทันที

“จ๊วบ~”

ทันใดนั้น ผีค้นสมบัติตัวน้อยก็ลอยเข้าไปหาชิวผูตัวน้อย มันถอดห่วงของตัวเองออกอย่างชำนาญ ล้วงเอานมกล่องหนึ่งออกมาแล้วยื่นให้

เฉียวซางชะงักไป ลางสังหรณ์ไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ

ผีค้นสมบัติตัวน้อยอยู่กับเธอตลอด เธอรู้ดีว่านมของมัน นอกจากที่หมาเขี้ยวไฟจะเอาไปให้คนอื่นแล้ว มันไม่เคยให้ใครฟรีๆ…

“ชิว!”

ชิวผูตัวน้อยรีบซุกหน้ากลับเข้าหาอกเจ้านายอีกครั้ง

“สะ… เสี่ยวชิว รีบรับไปสิ ผีค้นสมบัติเขากำลังทักทายอยู่นะ” จินเฟยฝานพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

แม่เจ้า สัตว์อสูรธาตุผี! ลอยเข้ามาใกล้ขนาดนี้เลย!

“โฮ่ง”

“โฮ่งๆ”

หมาเขี้ยวไฟช่วยพูดแก้ต่างให้ลูกน้องของมัน

มันไม่เข้าใจเลยจริงๆ ลูกน้องของมันออกจะน่ารักน่าชัง ทำไมถึงมีแต่คนกลัว

หมาเขี้ยวไฟลืมไปเสียสนิทว่าตอนที่ตัวเองเจอผีค้นสมบัติครั้งแรก ตัวเองมีอาการยังไง

“เสี่ยวชิว รีบ… รีบรับไปสิ!” น้ำเสียงของจินเฟยฝานเหมือนคนจะร้องไห้

แม่เจ้า หมาเขี้ยวไฟก็เข้ามาใกล้เหมือนกัน!

“ชิว!”

ชิวผูตัวน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้น ไม่ยอมหันหน้ากลับมา

เมื่อเห็นจินเฟยฝานกับชิวผูตัวน้อยถอยไปจนมุมห้อง เฉียวซางก็กลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ “เสี่ยวสวินเป่า กลับมาเถอะ นมในห่วงของนายก็เหลือไม่กี่ขวดแล้วนะ ขืนเอาไปให้คนอื่นหมด ตัวเองก็จะไม่มีกินเอานะ”

ผีค้นสมบัติตัวน้อยได้ยินดังนั้นก็ชะงัก สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว

นม กับ ดอกแดนดิไลออน…

ของกิน กับ ของเล่น…

อืม ของกินสำคัญกว่า ถ้าถึงเวลาไม่มีนมกินคงแย่แน่ๆ

ผีค้นสมบัติตัวน้อยเลิกยื่นนมให้คนอื่น มันใช้กรงเล็บเจาะกล่องนม แล้วลอยกลับไปนั่งดูดนมอยู่บนหัวของเฉียวซาง

จินเฟยฝานมองภาพตรงหน้าอย่างอึ้งๆ ลืมแม้กระทั่งจะพูดอะไรออกมา ราวกับตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น

สัตว์อสูรธาตุผีก็เชื่อฟังคำสั่งขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย…

เฉียวซางกลับเข้าห้องนอนและปิดประตู

สัมภาระทั้งหมดของเธออยู่ในห่วงของผีค้นสมบัติตัวน้อย ในเมื่อการเข้าค่ายฝึกซ้อมไม่ต้องเรียนหนังสือ เฉียวซางจึงไม่ได้ให้แม่เอาของใช้มาส่งให้

หลังจากจัดของในห้องเสร็จลวกๆ เฉียวซางก็ล้มตัวลงนอนบนเตียง

ผีค้นสมบัติตัวน้อยเปล่งแสงสีฟ้าออกมา มันยื่นกรงเล็บสั้นๆ ออกมาพยายามจะใช้พลังจิตยกตัวหมาเขี้ยวไฟให้ลอยขึ้น

ด้วยอายุที่ยังไม่ถึงเดือนเต็ม พลังจิตของผีค้นสมบัติตัวน้อยยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะยกหมาเขี้ยวไฟให้ลอยขึ้นได้ แต่ในทุกๆ 5 ครั้ง จะมีสัก 1 ครั้งที่สามารถทำให้ขาทั้งสี่ของหมาเขี้ยวไฟลอยพ้นพื้นได้เล็กน้อย

และทุกครั้งที่ตัวลอยขึ้นได้นิดหน่อย ก็จะมีเสียงร้องดีใจของพวกมันดังขึ้นมา

นี่แหละคือข้อดีของการมีสัตว์อสูรสองตัว พวกมันสามารถเล่นสนุกกันเองได้

ไม่อย่างนั้น ในห้องที่ไม่มีทีวีแบบนี้ หมาเขี้ยวไฟที่ซุกซนคงอยู่ไม่สุขแน่ๆ และตัวเธอเองก็คงจะไม่มีเวลาส่วนตัวทำอะไรอย่างอื่นเลย

เฉียวซางนอนคิดเรื่อยเปื่อยอยู่บนเตียง

น้ำยาฟื้นฟูพลังงานระดับเอฟยังเหลืออยู่ 10 ขวด ซึ่งสามารถใช้สำหรับการฝึกทักษะอย่างหนักหน่วงได้อีก 10 วัน

แต่ตอนนี้สถานที่เปลี่ยนไปแล้ว การฝึกทักษะบางอย่างอาจจะไม่สะดวกนัก อย่างเช่น ทักษะประกายไฟและฝนดาวตกเพลิง

ความชำนาญของทักษะประกายไฟในตอนนี้อยู่ที่ (ขั้นแก่นแท้ 14626/20000) ซึ่งต้องการการฝึกฝนตามปกติอีกเพียงแค่ 9 วัน ก็จะถึงจุดสูงสุดแล้ว

เมื่อทักษะของสัตว์อสูรได้รับการฝึกฝนจนถึงจุดสูงสุด พลังของธาตุนั้นๆ ก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

เธออยากจะรอให้ทักษะประกายไฟถึงระดับสูงสุดเสียก่อน เพื่อดูว่าพลังของธาตุไฟในตัวหมาเขี้ยวไฟจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่สามารถฝึกฝนต่อได้

ทักษะประกายไฟที่ชำนาญถึงขั้นแก่นแท้แล้ว ย่อมมีอานุภาพที่แตกต่างจากแต่ก่อน ถ้าไม่มีแหล่งน้ำอย่างลำธารหรือแม่น้ำ เธอก็ไม่กล้าให้หมาเขี้ยวไฟปล่อยพลังออกมาสุ่มสี่สุ่มห้าหรอก

โรงเรียนเป็นสถานที่สาธารณะ ต่อให้แอบไปฝึกที่สนามโรงเรียนตอนกลางคืนดึกๆ เธอก็ยังกลัวว่าไฟจะไหม้จนทำลายข้าวของอยู่ดี

การพักอยู่ข้างนอกนี่แหละสะดวกที่สุด ไม่รู้ว่าต้องทำยังไงถึงจะได้รับอนุญาตให้ออกไปพักข้างนอกระหว่างที่เรียนอยู่ได้นะ…

คืนนั้นทั้งคืน เฉียวซางเอาแต่ขบคิดถึงปัญหานี้

รุ่งเช้าวันต่อมา เฉียวซางเดินขอบตาดำคล้ำออกมาจากห้องนอน

“เฉียวซาง ตื่นแล้วเหรอ ฉันซื้อข้าวเช้ามาฝากด้วยนะ” จินเฟยฝานที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะในห้องนั่งเล่นรวบรวมความกล้าเอ่ยทักทาย

เฉียวซางยืนงงอยู่พักใหญ่ ก่อนจะเดินเข้าไปดูใกล้ๆ

ซาลาเปาทอด ซาลาเปาไส้หมูสับ ข้าวปั้นห่อสาหร่าย ซาลาเปาไส้มันปู เกี๊ยวน้ำ ขนมจีบ ปอเปี๊ยะทอด โจ๊ก ไข่ต้มใบชา ปาท่องโก๋ น้ำเต้าหู้…

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เฉียวซางก็อดถามไม่ได้ว่า “เธอซื้อมาเยอะขนาดนี้ แค่เราสองคนจะกินหมดเหรอ?”

“ฉันไม่รู้ว่าเธอชอบกินอะไร ก็เลยซื้อมาอย่างละนิดอย่างละหน่อยน่ะ” จินเฟยฝานอธิบายเสียงเบา

เฉียวซางเลื่อนเก้าอี้ออกแล้วนั่งลง พลางถอนหายใจ “ขอบใจนะ แต่อย่าสิ้นเปลืองแบบนี้อีกเลย ความจริงฉันกินแค่ซาลาเปาลูกเดียวกับน้ำเต้าหู้ชามเดียวก็อิ่มแล้วล่ะ”

พูดจบก็หยิบขนมจีบขึ้นมากิน

เมื่อเห็นว่าเฉียวซางไม่ได้ปฏิเสธ จินเฟยฝานก็ยิ้มออก “เข้าใจแล้วล่ะ”

“มื้อเที่ยงนี้อยากกินอะไรล่ะ เดี๋ยวฉันเลี้ยงเองนะ” เฉียวซางพูดขณะซดน้ำเต้าหู้

“มื้อเที่ยงเหรอ?” จินเฟยฝานชะงักไปอย่างลังเล “เธอไม่รู้เหรอ? ทางโรงเรียนเขาจัดเตรียมอาหารกลางวันไว้ให้เราแล้วนะ”

เฉียวซางงงเป็นไก่ตาแตก “อาหารกลางวันของโรงเรียน?”

“เธอไม่ได้ดูข้อความในกลุ่มเหรอ?” จินเฟยฝานถาม

เฉียวซางยิ่งงงเข้าไปใหญ่ “กลุ่มอะไร?”

“ก็กลุ่มแชทของนักเรียนที่มาเข้าค่ายฝึกซ้อมไง ทางเว็บไซต์ของโรงเรียนมัธยมเซิ่งสุ่ยบังคับให้เข้าทุกคนน่ะ” จินเฟยฝานอธิบาย

เฉียวซาง “…”

บทสนทนานี้ทำไมมันคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนเลยแฮะ…

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note