ตอนที่ 99 ลวดลายวิญญาณ
แปลโดย เนสยังพอกลับเข้าห้อง หมาเขี้ยวไฟก็เปิดดูช่องกีฬาของหางกั่งตามปกติ
ส่วนเฉียวซางก็นั่งดูคอร์สเรียนออนไลน์เกี่ยวกับนักวาดลวดลายสัตว์อสูรไปพลาง ใช้พู่กันสำหรับนักวาดลวดลายโดยเฉพาะวาดลวดลายลงบนแก้มของผีค้นสมบัติตัวน้อยไปพลาง
เธอไม่ได้ว่างจัดจนอยากจะหาความรู้ใส่ตัวในช่วงปิดเทอมหรอกนะ แต่เธอแค่อยากจะช่วยหมาเขี้ยวไฟเรื่องการบีบอัดลูกบอลพลังงานให้มันสำเร็จเร็วขึ้นต่างหาก
หลังจากฝึกซ้อมมาได้สักพัก เธอก็พอจะมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับการฝึกท่าฝนสะเก็ดไฟของหมาเขี้ยวไฟแล้ว
ท่าฝนสะเก็ดไฟเป็นทักษะระดับสูง ต่อให้เธอจะอัปคะแนนเพิ่มให้หมาเขี้ยวไฟ แต่ด้วยพลังงานในร่างกายของมันตอนนี้ ก็ไม่เพียงพอที่จะใช้ทักษะนี้ได้หรอก
อย่าเห็นว่าก้าวแรกในการบีบอัดลูกบอลพลังงานจะก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วนะ
ต่อให้โครงสร้างภายในของลูกบอลพลังงานจะเสถียรแล้ว แต่ถ้าลอยขึ้นไปบนฟ้าแล้วระเบิดออกมา มันก็คงไม่ใช่ฝนสะเก็ดไฟหรอก แต่น่าจะเป็นแค่ฝนตกปรอยๆ ซะมากกว่า
แถมยังเป็นฝนตกปรอยๆ ที่มีน้ำอยู่ไม่กี่หยดอีกต่างหาก
วิธีแก้ปัญหามีอยู่ 3 วิธี
วิธีแรกคือ การวิวัฒนาการ
ความจริงแล้วการฝึกท่าฝนสะเก็ดไฟก็เป็นแค่การทดลอง ไม่ได้รีบร้อนอะไร ต่อให้ฝึกไปเรื่อยๆ จนกว่าหมาเขี้ยวไฟจะวิวัฒนาการเป็นหมาเพลิงแผดเผาในอีกเดือนกว่าๆ ก็ไม่ใช่ปัญหา
แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ ต่อให้วิวัฒนาการเป็นหมาเพลิงแผดเผาแล้ว พลังงานก็อาจจะยังไม่พออยู่ดี ก็แหม เรื่องที่สัตว์อสูรระดับกลางเรียนรู้ทักษะระดับสูงได้ มันมีเขียนไว้แต่ในหนังสือเรียนทั้งนั้นแหละ
วิธีที่สองคือ ใช้ไอเทม
เหตุผลที่ตัดวิธีนี้ทิ้งไปก็ง่ายนิดเดียว
ไม่มีเงิน อย่างน้อยก็ตอนนี้แหละ
วิธีที่สามคือ การวาดลวดลายพลังงาน
ไอ้นี่มันต้องอาศัยทักษะล้วนๆ ถึงแม้ส่วนผสมบางอย่างจะแพงหูฉี่ แต่ถ้าเทียบกับพวกไอเทมแล้วล่ะก็ ราคามันก็ถูกกว่ากันลิบลับ
พวกส่วนผสมและสัดส่วนการผสมสำหรับลวดลายง่ายๆ ขอแค่มีเงินก็หาซื้อในเน็ตได้สบายๆ ด้วยฐานะทางการเงินของเฉียวซางในตอนนี้ก็ยังพอจะเปย์ไหวอยู่
การวาดลวดลาย สิ่งสำคัญที่สุดก็คือฝีมือการวาด ต้องตวัดพู่กันวาดให้เสร็จในรวดเดียว
นอกจากจะต้องวาดลวดลายไม่ให้ผิดเพี้ยนแล้ว พลังจิตที่แฝงไปกับน้ำหมึกในแต่ละรอยตวัดก็ต้องเท่ากันด้วย
หากพลังจิตไม่สม่ำเสมอ ก็จะทำให้โครงสร้างพลังงานของลวดลายเสียสมดุล และสุดท้ายก็จะต้องล้มเหลว
การใช้พลังจิต พูดง่ายๆ ก็คือการกระตุ้นให้คัมภีร์อสูรในห้วงสมองทำงานนั่นแหละ
ปกติเวลาผู้ฝึกอสูรเรียกสัตว์อสูรออกมา ก็ต้องใช้คัมภีร์อสูรเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกกินแรงอะไร แต่ถ้าต้องกระตุ้นคัมภีร์อสูรเพื่อใช้พลังจิตในการวาดลวดลายอยู่ตลอดเวลา ยังไงก็ต้องรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา
เฉียวซางเรียนวาดลวดลายพลังงานมาได้สามวันแล้ว แต่ก็ยังไม่เจอปัญหาเรื่องการใช้พลังจิตเลยสักนิด
สัตว์อสูรส่วนใหญ่จะใช้พลังงานในร่างกายของตัวเองเป็นหลักในการปล่อยทักษะ แต่ลวดลายพลังงานที่เธอเพิ่งจะเรียนรู้นี้ จะช่วยให้สัตว์อสูรสามารถดูดซับพลังงานจากภายนอกมาใช้ตอนปล่อยทักษะได้
เฉียวซางยอมควักกระเป๋าซื้อคอร์สเรียนออนไลน์เกี่ยวกับการวาดลวดลายประเภทนี้มาเรียน 1 เดือนเต็ม โดยมีผีค้นสมบัติตัวน้อยเป็นหนูทดลอง
ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากจะไปวาดบนตัวหมาเขี้ยวไฟโดยตรงหรอกนะ แต่หมาเขี้ยวไฟเกลียดน้ำ ปกติเวลาอาบน้ำทีไรก็ลีลาท่าเยอะตลอด
ขืนจะให้มาเป็นหนูทดลองวาดลวดลายด้วยนิสัยไม่ชอบน้ำแบบนี้ ชาตินี้ก็คงวาดไม่สำเร็จหรอก
ผีค้นสมบัติตัวน้อยไม่มีปัญหาเรื่องนี้เลย
ตรงกันข้าม สามวันที่ผ่านมานี้มันกลับดูตื่นเต้นกับการวาดลวดลายเอามากๆ ทุกครั้งมันจะคอยหยิบอุปกรณ์ออกมาให้เตรียมพร้อมเสมอ
“วาดเสร็จแล้ว แกลองดูสิ” เฉียวซางวางพู่กันลงแล้วบอก
“จ๊วบ~”
ผีค้นสมบัติตัวน้อยยื่นกรงเล็บสั้นๆ ออกมาแบมือเป็นเชิงบอกว่าไม่ต้องรีบ
มันหยิบกระจกบานเล็กที่เตรียมไว้แล้วขึ้นมาส่องหน้าตัวเอง แถมยังทำหน้าทะเล้น ยักคิ้วหลิ่วตาใส่กระจกไม่หยุด
เฉียวซางนั่งดูด้วยความเหนื่อยใจ
นี่ถ้าคนไม่รู้มาเห็นเข้า คงนึกว่าเธอไม่ได้วาดลวดลายวิญญาณ แต่กำลังเพนต์หน้าผีให้มันอยู่แน่ๆ
“จ๊วบ~”
ผีค้นสมบัติตัวน้อยวางกระจกลงแล้วส่งเสียงร้องอย่างอารมณ์ดี ดูเหมือนจะพอใจกับผลงานชิ้นโบแดงบนใบหน้าตัวเองเอามากๆ
วินาทีต่อมา ร่างของมันก็เปล่งแสงสีม่วงเรืองรองออกมา แต่ก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
“จ๊วบ”
ผีค้นสมบัติตัวน้อยแบมือส่ายหน้า เป็นเชิงบอกว่าไม่ได้ผล
ล้มเหลวอีกตามเคย
ถึงแม้เฉียวซางจะทำใจไว้บ้างแล้ว แต่ก็ยังอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้อยู่ดี
“ก๊อกๆ”
จังหวะที่เธอกำลังจะเช็ดลวดลายบนหน้าผีค้นสมบัติตัวน้อยออก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
“จ๊วบ~” ผีค้นสมบัติตัวน้อยลอยไปเปิดประตูอย่างกระตือรือร้น
“ซางซาง เธอวาดหน้าผีให้ผีค้นสมบัติตัวน้อยทำไมเนี่ย?” เยี่ยหรั่นหรั่นเห็นผีค้นสมบัติตัวน้อยที่มาเปิดประตูก็อึ้งไปนิดนึง ก่อนจะถามด้วยความสงสัย
“จ๊วบ~” ผีค้นสมบัติตัวน้อยได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มแฉ่ง ลอยไปที่โต๊ะ หยิบกระจกบานเล็กขึ้นมาส่องดูอีกรอบ
เฉียวซาง: “…!”
นี่มันลวดลายวิญญาณโว้ย!
เฉียวซางขยับปากอยากจะอธิบายเต็มที
แต่ในเมื่อขนาดผีค้นสมบัติตัวน้อยไม่ได้ทำหน้าผี คนอื่นยังมองว่าเป็นหน้าผี ขืนอธิบายไปก็มีแต่จะขายหน้าตัวเองเปล่าๆ…
“นี่คือผงปะการังเหมันต์ประกายแสงเหรอคะ?” เฉียวซางมองถ้วยในมือของเยี่ยหรั่นหรั่น ทำเป็นหูทวนลมกับคำถามเมื่อกี้
“ใช่ พี่เพิ่งจะชงกินน่ะ ก็เลยเอามาเผื่อเธอด้วยถ้วยนึง” เยี่ยหรั่นหรั่นเดินเข้ามาวางถ้วยลงบนโต๊ะ
เฉียวซางยกขึ้นจิบ รสชาติออกหวานนิดๆ
“ลุงสามเป็นไงบ้างคะ ทำไมถึงหาคนมาร่วมทีมแข่งไม่ครบสักทีล่ะ?” เฉียวซางถาม
ความจริงเธออยากจะถามเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว แต่เมื่อกี้บนโต๊ะอาหารต่อหน้าลุงสามเธอไม่กล้าถาม กลัวจะไปจี้ปมลุงสามเข้า
“ทำไมจะหาไม่ครบ เธอกับพี่ไม่ใช่คนหรือไง?” เยี่ยหรั่นหรั่นพูดติดตลก
เฉียวซาง: “…”
“ไม่แกล้งแล้ว ที่ลุงสามยังหาคนไม่ครบ ก็เพราะว่าคนที่ลุงสามทาบทามไว้ตอนแรก ดันอยากได้ของรางวัลชิ้นเดียวกันน่ะสิ แล้วก็มีปัญหาเรื่องตำแหน่งสัตว์อสูรที่ลงแข่งทับซ้อนกันด้วย”
“งานมาราธอนผลัดครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ แต่ละช่วงต้องส่งสัตว์อสูรลง 2 ตัว เพื่อนลุงสามที่พอจะชวนได้ก็ไม่มีใครมีสัตว์อสูรสายบินที่จะไปแข่งช่วงทางอากาศเลย ผีค้นสมบัติตัวน้อยของเธอก็พอจะถูไถไปแข่งช่วงทางอากาศได้อยู่นะ” เยี่ยหรั่นหรั่นอธิบาย
ที่แท้ก็ไม่ใช่ว่ามนุษยสัมพันธ์ไม่ดีหรือโดนแบนหรอกเหรอเนี่ย…
“อ้อ จริงสิ ช่วงนี้ถ้าเธอว่างก็พาหมาเขี้ยวไฟไปซ้อมวิ่งบ้างนะ ทางบกคือช่วงแรก หมาเขี้ยวไฟน่าจะได้วิ่งเป็นไม้ที่สอง ลุงสามเขาหวังจะให้จระเข้โคลนคำรามคว้าที่หนึ่งประเภทเดี่ยวมาให้ได้น่ะ”
“แต่ช่วงที่สองเป็นการแข่งทางน้ำ พี่กลัวว่าถ้าไม้ของเธอวิ่งตามหลังเขาเกินไป จะทำให้จระเข้โคลนคำรามกดดันน่ะสิ ช่วงนี้มันก็ไม่รู้เป็นอะไร ชอบตกใจกลัวไปซะทุกเรื่อง สภาพจิตใจดูไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่เลย” เยี่ยหรั่นหรั่นพูดต่อ
ความกดดันมาตกอยู่ที่หมาเขี้ยวไฟซะงั้น
เฉียวซางหันไปมองหมาเขี้ยวไฟที่กำลังจดจ่อกับการดูช่องกีฬาอยู่ ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรหรอกมั้ง
“เสี่ยวสวินเป่าเป็นไม้สุดท้ายใช่ไหมคะ?” เฉียวซางถาม
เยี่ยหรั่นหรั่นพยักหน้าตอบ “ใช่ เป็นไม้สุดท้าย ไม่ต้องห่วงนะ เราก็ไม่ได้หวังรางวัลประเภททีมอยู่แล้ว ถึงตอนนั้นผีค้นสมบัติตัวน้อยของเธอจะไม่วิ่งเลยก็ไม่เป็นไรหรอก”
เฉียวซางหันไปมองผีค้นสมบัติตัวน้อยที่ยังคงส่องกระจกทำหน้าผีไม่เลิก
อืม ไม่วิ่งเลยก็ไม่เป็นไร งั้นเธอก็เบาใจแล้ว…
……
ในช่วงหลายวันต่อมา ตารางเวลาของหมาเขี้ยวไฟก็อัดแน่นยิ่งกว่าเดิม
ตอนเช้าฝึกซ้อมการปล่อยทักษะ จากนั้นก็ดื่มน้ำยาฟื้นฟูพลังงานระดับ F ครึ่งขวดเพื่อฝึกบีบอัดลูกบอลพลังงานต่อ
ตอนบ่ายก็ทำซ้ำเหมือนตอนเช้า
เพียงแต่พอดื่มน้ำยาฟื้นฟูพลังงานระดับ F เสร็จ จะไม่ฝึกบีบอัดลูกบอลพลังงานจนหมดสภาพ แต่จะแบ่งเวลาไปวิ่งรอบลำธารหลิวกานสักสองสามรอบแทน
พอตกกลางคืนหลังจากดื่มนมเพื่อฟื้นฟูร่างกายแล้ว ก็ยังต้องไปฝึกบีบอัดลูกบอลพลังงานต่ออีก
ขยันซะยิ่งกว่าตอนที่เฉียวซางเตรียมสอบเข้ามัธยมเซิ่งสุ่ยซะอีก
สัตว์อสูรของตัวเองยังขยันเบอร์นี้ เฉียวซางก็เลยพลอยได้รับอิทธิพลไปด้วย
ปิดเทอมหน้าร้อนทั้งที กลับต้องมานั่งอ่านหนังสือเพิ่มพูนความรู้ แถมยังต้องมานั่งฝึกวาดลวดลายวิญญาณบนหน้าผีค้นสมบัติตัวน้อยอีก
……
วันที่ 24 กรกฎาคม
อากาศแจ่มใส
วันแข่งขันมาราธอนผลัดของตำบลฉีถัง
(จบตอน)

0 Comments