ตอนที่ 92 ฉันมาช่วยแกแล้ว!
แปลโดย เนสยังฝีมือของนกอัสนีจ้าวพายุควรจะเหนือกว่าวิญญาณหมวกหินอย่างเทียบไม่ติด
แต่มันกลับมีบาดแผลฉกรรจ์ พลังงานในร่างกายก็เหลือเพียงน้อยนิด ซ้ำร้ายปีกที่มันภูมิใจที่สุดก็ดันมาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการต่อสู้ครั้งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้อีก
อย่าว่าแต่บินเลย แค่เดินก็ยังกะเผลกแล้ว
ส่วนวิญญาณหมวกหิน ถึงจะมีอาการบาดเจ็บอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้สาหัสเท่านกอัสนีจ้าวพายุ
และที่สำคัญที่สุดคือ มันสามารถล่องหนทิ้งระยะห่างได้ ในขณะที่นกอัสนีจ้าวพายุทำได้แค่ยืนเป็นเป้านิ่ง ใช้สายฟ้าโจมตีและป้องกันตัวอยู่กับที่เท่านั้น
สถานการณ์การต่อสู้ของทั้งสองตัว กลับกลายเป็นว่าฝ่ายวิญญาณหมวกหินดูจะได้เปรียบกว่านิดๆ ซะงั้น
ดวงตากลมโตของวิญญาณหมวกหินเปล่งแสงสีม่วงออกมาไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่ พื้นดินสีดำมืดมิดราวกับขุมนรกได้กลืนร่างของนกอัสนีจ้าวพายุลงไป
ทักษะกลืนกินรัตติกาลนี้ สำหรับนกอัสนีจ้าวพายุในสภาพนี้แล้ว ถือเป็นท่าที่หลบเลี่ยงไม่ได้เลยจริงๆ
นกอัสนีจ้าวพายุถูกพื้นดินสีดำกลืนกินไปเป็นครั้งที่สามแล้ว
“หมวกหิน~”
ทุกครั้งที่นกอัสนีจ้าวพายุโดนทักษะกลืนกินรัตติกาลเล่นงาน วิญญาณหมวกหินก็จะส่งเสียงร้องแปลกๆ ราวกับโด๊ปยามายังไงยังงั้น
เมื่อนกอัสนีจ้าวพายุโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินอีกครั้ง ขนบนตัวของมันก็ยิ่งหมองหม่นไร้ความเงางาม ดูเหี่ยวเฉาลงไปถนัดตา
“ก๊าซซซ”
นกอัสนีจ้าวพายุจ้องมองวิญญาณหมวกหินด้วยความโกรธแค้น
ถ้าไม่ใช่เพราะตอนนั้นมันต้องฝ่าวงล้อมและรับการโจมตีมาอย่างหนักหน่วงล่ะก็ ตอนนี้วิญญาณหมวกหินมีหรือจะกล้ามากำเริบเสิบสานขี่หัวมันแบบนี้
ไอ้พวกดีแต่ปาก บอกว่าจะพามันไปสู่จุดสูงสุดของชีวิตสัตว์อสูร
แล้วผลเป็นไงล่ะ
ตั้งแต่ออกจากหุบเขามา วันๆ ก็ต้องเอาแต่สู้ สู้ไม่ไหวก็ต้องโดนคนแห่กันมาไล่ล่า
อย่าว่าแต่ได้กินของอร่อยๆ เลย แค่นอนหลับสนิทสักงีบก็ยังทำไม่ได้
ปีกที่มันรักที่สุดก็ล้านเลี่ยนเตียนโล่ง กรงเล็บที่แข็งแกร่งที่สุดก็หักไปซีกนึง
ก็เพราะมันเป็นเด็กใหม่ไงล่ะ งานสกปรกงานหนักอะไรก็ตกมาอยู่ที่มันหมด
พอมาถึงที่นี่ งูทะเลหางเงินนั่นก็ได้เฝ้าผลไม้ป่า แถมยังได้นอนหลับสบายใจเฉิบ
แต่มันกลับต้องมาทนอุดอู้อยู่ที่เสาสัญญาณ คอยปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ารบกวน เจ้านายบอกว่าห้ามทำลายเสาโดยตรง ให้แค่รบกวนสัญญาณพอ
ทักษะก็ห้ามใช้มั่วซั่ว นอนก็ห้ามหลับ แถมยังต้องคอยปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นระยะๆ อีก
การปฏิบัติแบบสองมาตรฐานนี้มันเกินจะทนรับไหวแล้ว!
ยิ่งคิด นกอัสนีจ้าวพายุก็ยิ่งโมโห
“ก๊าซซซ!”
มันแหงนหน้าคำรามลั่น รวบรวมพลังงานอันน้อยนิดที่เหลืออยู่ในร่างกายออกมา
เมื่อกี้พระอาทิตย์ยังสาดแสงเจิดจ้า ร้อนระอุราวกับร่มไฟ แต่ตอนนี้ท้องฟ้าเบื้องบนกลับถูกปกคลุมไปด้วยความมืดมิด
เมฆดำทะมึนลอยเกลื่อนเต็มท้องฟ้า สายฟ้าฟาดเป็นรูปกิ่งไม้รูปร่างพิลึกพิลั่นแผ่ขยายออกไปทุกทิศทุกทาง เสียงฟ้าร้องดังกึกก้องกัมปนาทไปทั่วฟ้า
วินาทีต่อมา สายฟ้าฟาดหลายสายก็แหวกอากาศลงมาราวกับกรงเล็บแหลมคม ฟาดลงมารอบๆ ตัววิญญาณหมวกหินเป็นระยะๆ เกิดเป็นประกายไฟระเบิดดังสนั่นอยู่กลางอากาศ
ปรากฏการณ์นี้ทำให้ตำรวจที่กำลังเร่งรุดมายังที่เกิดเหตุสังเกตเห็นได้อย่างรวดเร็ว
“นั่นนกอัสนีจ้าวพายุของโจวเซี่ยนนี่”
หญิงวัยกลางคนพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ จู่ๆ ทำไมถึงมีเหตุการณ์รุนแรงขนาดนี้เกิดขึ้นล่ะ?
นกอัสนีจ้าวพายุกำลังสู้กับใครอยู่?
นอกจากเด็กที่โทรแจ้งตำรวจแล้ว บนเขายังมีใครอยู่อีกเหรอ?
“อาเฟิง เร่งความเร็วหน่อย” เยี่ยหรั่นหรั่นตบหลังอินทรีวายุเบาๆ
“ฟิ้ว” อินทรีวายุขานรับ ก่อนจะเร่งความเร็วบินทะยานไปข้างหน้า
เฉียวซางยืนดูอยู่ข้างๆ ด้วยความอกสั่นขวัญแขวน
การได้มาสัมผัสใกล้ชิดกับสายฟ้าฟาดแบบนี้เพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรกเลยแฮะ…
ดูเหมือนเฉียวซางจะลืมไปซะสนิทเลยว่า เมื่อไม่นานมานี้เธอก็เพิ่งจะโดนหนูแม่เหล็กโจมตีด้วยสายฟ้ามาหมาดๆ
รัศมีการโจมตีของสายฟ้ากว้างมาก แต่ในรัศมีสองเมตรรอบตัวผู้ชายที่นอนอยู่ กลับไม่มีสายฟ้าฟาดลงมาเลยแม้แต่เส้นเดียว
วิญญาณหมวกหินพยายามหลบหลีกอย่างลุกลี้ลุกลน แต่เพราะรัศมีการโจมตีมันกว้างเกินไป ไม่ว่าจะขยับไปทางไหนก็มีสายฟ้าฟาดลงมาตลอด
ไม่นาน สายฟ้าฟาดสายหนึ่งก็พุ่งลงมาฟาดใส่วิญญาณหมวกหินเข้าอย่างจัง ทำให้มันร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นทันที
“หมวกหิน!!!”
วิญญาณหมวกหินร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส
สายฟ้าบนท้องฟ้ายังคงฟาดลงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยสักนิด
หมาเขี้ยวไฟถูกภาพสายฟ้าฟาดที่บ้าคลั่งนี้ดึงดูดความสนใจไปจนหมด
มันลืมไปเลยว่าต้องคอยควบคุมพลังของทักษะเขี้ยวอัคคี เอาแต่จ้องมองสายฟ้าที่เจิดจ้าตรงหน้าตาไม่กะพริบ
แววตาของหมาเขี้ยวไฟเต็มเปี่ยมไปด้วยความหลงใหล
เมื่อไหร่มันถึงจะเก่งกาจได้ขนาดนี้บ้างนะ…
จังหวะนั้นเอง ผู้ชายที่นอนอยู่บนพื้นก็ถูกเสียงดังสนั่นหวั่นไหวปลุกให้ตื่น เขาขมวดคิ้ว ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา
พอดีกับที่หมาเขี้ยวไฟหันหน้ากลับมาสบตากับเขาเข้าอย่างจัง
ทั้งคนทั้งหมาต่างก็ตกใจสะดุ้ง
วินาทีต่อมา แววตาของหมาเขี้ยวไฟก็เปลี่ยนเป็นดุดัน มันใช้หัวโขกเข้าที่หน้าของเขาอย่างแรง
ผู้ชายคนนั้นยังไม่ทันได้ตั้งสติ ก็สลบเหมือดไปอีกรอบ
หมาเขี้ยวไฟถอนหายใจอย่างโล่งอก
เกือบพังแผนซะแล้วสิ…
เฉียวซางไม่ได้สังเกตเห็นวีรกรรมเล็กๆ น้อยๆ ของหมาเขี้ยวไฟเลย
เธอมองดูสัตว์อสูรทั้งสองตัวที่สะบักสะบอมเต็มทีตรงหน้า แล้วก็เกิดไอเดียสุดบ้าระห่ำขึ้นมาในหัว
สายฟ้าฟาดกระหน่ำอยู่ประมาณครึ่งนาที ในที่สุดก็หยุดลง เมฆดำบนท้องฟ้าเริ่มจางหายไป
พลังงานในตัวนกอัสนีจ้าวพายุที่เดิมทีก็เหลือน้อยอยู่แล้ว ถูกทักษะกลืนกินรัตติกาลสูบไปจนแทบจะไม่เหลือหลอ
ตอนนี้พอฝืนทุ่มเทพลังทั้งหมดเพื่อสร้างพายุสายฟ้าขึ้นมาอีก พลังงานในร่างกายก็หมดเกลี้ยงไม่เหลือชิ้นดี
ร่างของนกอัสนีจ้าวพายุโอนเอนไปมา อาศัยเพียงความฮึดสู้ในใจฝืนยืนหยัดไว้ไม่ให้ล้มลง
มันจ้องมองวิญญาณหมวกหินที่นอนไหม้เกรียมเป็นตอตะโก พยายามจะตะเกียกตะกายลุกขึ้นแต่ก็ลุกไม่ไหวด้วยความสะใจ
ไอ้กระจอกเอ๊ย ลูกพี่ก็ยังคงเป็นลูกพี่อยู่วันยันค่ำนั่นแหละ
ต่อให้มันจะบาดเจ็บหนักขนาดนี้ แต่ตราบใดที่ยังมีพลังงานเหลือ ขอแค่ปล่อยท่าไม้ตายออกมาสักท่า ก็เป่าเจ้านี่ให้กระจุยได้ในพริบตา!
“ก๊าซซซ”
“ก๊าซซซ”
นกอัสนีจ้าวพายุส่งเสียงร้องเยาะเย้ยวิญญาณหมวกหินอย่างผู้ชนะ
“หมวกหิน”
วิญญาณหมวกหินจ้องหน้านกอัสนีจ้าวพายุด้วยความเคียดแค้น มันพยายามดิ้นรนจะลุกขึ้นยืน แต่แขนขากลับไร้เรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง
สายตาของมันเริ่มพร่ามัว จังหวะนั้นเอง มันก็นึกถึงเจ้านายของมันขึ้นมา
วิญญาณหมวกหินเลิกสนใจนกอัสนีจ้าวพายุที่กำลังส่งเสียงเยาะเย้ยอยู่ มันนอนราบอยู่บนพื้น หันไปมองเจ้านายที่ยังคงหลับตาปี๋อยู่
มันไม่ได้ขยับตัว แต่ดวงตาของมันกลับเปล่งแสงสีม่วงออกมาอีกครั้ง
คราวนี้พื้นดินสีดำเริ่มแผ่ขยายออกไป โดยมีมันเป็นจุดศูนย์กลาง ค่อยๆ คืบคลานไปทางที่เฉียวซางยืนอยู่
เฉียวซางมองดูพื้นดินสีดำที่คืบคลานผ่านนกอัสนีจ้าวพายุไปโดยไม่หยุดชะงัก และยังคงมุ่งหน้ามาทางเธอ ก็เริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
ไม่รอแล้ว!
ถึงแม้จะไม่รู้ขีดจำกัดของสัตว์อสูรระดับสูงกับระดับแม่ทัพว่าอยู่ตรงไหน แต่ดูจากสภาพของพวกมันตอนนี้ ก็น่าจะร่อแร่เต็มทีแล้วล่ะ
“วิญญาณหมวกหิน ฉันมาช่วยแกแล้ว!” เฉียวซางตะโกนก้อง
วิญญาณหมวกหินได้ยินคำพูดนั้นก็ชะงักไปนิดนึง ลืมปล่อยทักษะต่อซะงั้น
ช่วยมัน?
ช่วยอะไร?
“หยาเป่า ใช้ท่าพุ่งชนเปลวเพลิงเล็งไปที่ปีกโล้นๆ ของนกอัสนีจ้าวพายุเลย!” เฉียวซางสั่งการ
ต่อให้การโจมตีครั้งนี้จะไม่สามารถทำให้นกอัสนีจ้าวพายุล้มลงได้ก็ไม่เป็นไร
เพราะมีเธออยู่ด้วย ถึงตอนนั้นก็แค่เรียกหยาเป่ากลับเข้าคัมภีร์อสูรก็พอแล้ว
คราวนี้ นกอัสนีจ้าวพายุโกรธจัดจริงๆ
พอโดนเฉียวซางทักเรื่องปีก รัศมีของทักษะกลืนกินรัตติกาลที่เพิ่งจะคืบคลานผ่านเท้านกอัสนีจ้าวพายุไปได้ไม่ไกลก็หยุดลง
“ก๊าซซซ!”
นกอัสนีจ้าวพายุไม่สนใจความเคลื่อนไหวบนพื้นดิน มันหันขวับ เตรียมจะพุ่งเข้าโจมตีเฉียวซางด้วยความโกรธแค้น
ปีกโล้นเหรอ?
ใครปีกโล้น?!
ใครบอกว่ามันปีกโล้นกัน!
นกอัสนีจ้าวพายุพยายามจะก้าวเท้าเดิน แต่ขากลับอ่อนเปลี้ย ล้มตึงลงไปกองกับพื้นทันที
หมาเขี้ยวไฟได้ยินคำสั่งของผู้ฝึกอสูรก็ตาลุกวาว
เมื่อกี้มันเห็นพลังสายฟ้าที่นกอัสนีจ้าวพายุปล่อยออกมา ก็รู้ได้ทันทีว่าเจ้านี่มันร้ายกาจแค่ไหน
การที่ผู้ฝึกอสูรของมันกล้าสั่งให้มันโจมตีไอ้ตัวยักษ์นี่ ก็แสดงว่าเชื่อใจมันมากขนาดไหน!
“โฮ่ง!”
เปลวเพลิงบนตัวหมาเขี้ยวไฟลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็ว มันรวบรวมพลังงานในร่างกายอย่างตื่นเต้น วินาทีต่อมา ร่างของมันก็พุ่งทะยานออกไปราวกับลูกไฟสีแดง พุ่งเข้ากระแทกนกอัสนีจ้าวพายุที่ขยับตัวไม่ได้อย่างจัง
“ก๊าซซซ!!!”
นกอัสนีจ้าวพายุร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส มันมองดูหมาเขี้ยวไฟที่มีขนาดตัวพอๆ กับกรงเล็บของมันด้วยความอับอายขายหน้าสุดขีด
มันพยายามขยับปีกข้างที่ยังมีขนเหลืออยู่ หวังจะฟาดหมาเขี้ยวไฟให้กระเด็น
“หยาเป่า! ใช้เขี้ยวอัคคีงับมันเลย!” เฉียวซางฉวยจังหวะสั่งการทันที
หมาเขี้ยวไฟอ้าปากกว้าง เขี้ยวที่ลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงก็งับเข้าที่ปีกที่กำลังเอื้อมมาหาอย่างแม่นยำ ปีกข้างนั้นไม่มีเรี่ยวแรงจะขัดขืนใดๆ อีกต่อไป
“ก๊าซซซ!”
หลังจากร้องออกมาเป็นครั้งสุดท้าย นกอัสนีจ้าวพายุก็สลบเหมือดไปด้วยความคับแค้นใจ
ตอนที่อินทรีวายุบินมาถึง สิ่งที่เยี่ยหรั่นหรั่นและคนอื่นๆ เห็น ก็คือฉากนี้นี่แหละ
(จบตอน)

0 Comments