You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

“โฮ่ง?”

หมาเขี้ยวไฟเอียงคอด้วยความสงสัย ไม่เข้าใจการกระทำของลูกน้องตัวน้อยเลยสักนิด

“จ๊วบ~”

ผีค้นสมบัติตัวน้อยส่งเสียงร้องทักทายอินทรีวายุอย่างน่ารักน่าเอ็นดู

อินทรีวายุไม่รู้จักผีค้นสมบัติตัวน้อยหรอก แต่มันรู้จักเฉียวซาง

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์ความสงบเรียบร้อยของตำบลฉีถัง พฤติกรรมของผีค้นสมบัติตัวน้อยแบบนี้ มันคุ้นเคยเป็นอย่างดี

เพราะมักจะมีคนเอาของกินของดื่มมาติดสินบนมันอยู่บ่อยๆ แต่ทุกครั้งมันก็ปฏิเสธไปอย่างหนักแน่น

แต่เจ้าตัวเล็กที่อยู่ตรงหน้านี้เป็นสัตว์อสูรของน้องสาวเจ้านาย นับๆ ดูแล้วก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน

ควรจะไว้หน้าแล้วรับไว้ดีไหมนะ…

อินทรีวายุรู้สึกลังเล

มันก้มลงมองขวดนมเล็กๆ ตรงหน้า

ถ้าจะบอกว่าเป็นการติดสินบน ของแค่นี้มันก็ดูจะกระจอกไปหน่อยนะ มันหย่านมมาตั้งแต่สามขวบแล้ว…

นี่ก็คงเป็นแค่การแสดงความเป็นมิตรจากอีกฝ่ายเท่านั้นแหละ

เจ้าตัวเปี๊ยกที่ยังต้องกินนมอยู่แบบนี้ จะไปมีแผนการร้ายอะไรได้ล่ะ

อินทรีวายุคิดตกอย่างรวดเร็ว

“ฟิ้ว”

มันกางปีกอันใหญ่โตออกเล็กน้อย ก้มหัวลง ใช้จะงอยปากงับเปิดฝาขวดนมจากกรงเล็บของผีค้นสมบัติตัวน้อย

จากนั้นก็คาบขวดไว้ แล้วกระดกนมรวดเดียวจนหมดขวด

หลังจากใช้ปีกรับขวดเปล่าเอาไว้ อินทรีวายุก็ส่งยิ้มอย่างเป็นมิตรให้กับผีค้นสมบัติตัวน้อย

“จ๊วบ”

ผีค้นสมบัติตัวน้อยเห็นอินทรีวายุดื่มนมจนหมด ก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ

จากนั้นมันก็ชี้ไปที่หางของอินทรีวายุแล้วทำไม้ทำมืออธิบาย

“จ๊วบ”

“จ๊วบๆ”

“จ๊วบ”

สายลมพัดโชยมา อินทรีวายุยืนแข็งทื่อเป็นรูปปั้นหินอยู่กับที่

ที่แท้เจ้าตัวเปี๊ยกนี่ก็มีแผนการแบบนี้นี่เอง!

มันก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว ส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ อย่างกับกลองป๋องแป๋ง

“จ๊วบๆ!”

“จ๊วบ!”

ผีค้นสมบัติตัวน้อยชี้ไปที่ขวดเปล่าที่อินทรีวายุยังถืออยู่

อินทรีวายุยืนอึ้งอยู่กับที่ ภายในใจกำลังต่อสู้อย่างหนัก

เจ้านายเคยบอกไว้ว่า ในฐานะเจ้าหน้าที่รัฐ ห้ามรับของจากคนอื่นมั่วซั่ว ไม่อย่างนั้นจะโดนร้องเรียนเอาได้

ถ้าโดนร้องเรียนขึ้นมา เจ้านายอาจจะตกงานได้เลย…

อินทรีวายุลังเลอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายก็เอื้อมปีกไปด้านหลัง

“ก๊าซซซ!!!”

เฉียวซางกับเยี่ยหรั่นหรั่นที่กำลังคุยกันอยู่ตกใจสะดุ้ง หันขวับไปมอง ก็เห็นอินทรีวายุที่น้ำตาคลอเบ้า กับผีค้นสมบัติตัวน้อยที่ทำหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์

หมาเขี้ยวไฟยืนอ้าปากค้าง มองดูเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ

ภายในใจของมันตกอยู่ในความสับสนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ที่แท้ มันก็ทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอเนี่ย…

……

บ้านเกิดของเฉียวซางไม่ได้อยู่ในใจกลางตำบล แต่อยู่ที่ถนนสุ่ยเม่าซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับลำธารหลิวกาน

บ้านเรือนแถวนี้ไม่มีตึกสูง มีแต่บ้านเก่าที่มีลานกว้างๆ

ภูเขาสวย น้ำใส อากาศดี เสียอย่างเดียวคือสั่งเดลิเวอรี่หรือทำธุระอะไรไม่ค่อยสะดวกนัก

เมื่อหลายปีก่อน ลุงใหญ่ทำธุรกิจได้กำไรมานิดหน่อย ก็เลยเอาเงินมาปรับปรุงบ้านเก่าใหม่ ทำให้บ้านหลังนี้ดูโอ่อ่ามีฐานะกว่าบ้านหลังอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน

หลังจากมาส่งเฉียวซางถึงบ้าน เยี่ยหรั่นหรั่นก็ชวนให้เธอไปเป็นเพื่อนดูตัวด้วยกัน จะได้ช่วยสแกนผู้ชายให้

เฉียวซางปฏิเสธทันควัน

นี่มันกะจะให้เธอไปเป็น กขค. ชัดๆ ไม่ใช่เหรอ?

ป้าสะใภ้สามจัดเตรียมห้องที่เฉียวซางเคยอยู่ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

หลังจากจัดของเสร็จสรรพ เฉียวซางก็แวะไปเยี่ยมตากับยาย

ผู้เฒ่าทั้งสองสุขภาพไม่ค่อยดีนัก จึงไม่ค่อยได้ออกไปเดินเล่นที่ไหน

คุณยายเมื่อก่อนเป็นคนค่อนข้างเจ้าระเบียบ แต่พออายุมากขึ้นก็กลายเป็นคนคุยง่ายขึ้นเยอะ

ถ้าเป็นเมื่อก่อน พอเห็นลูกหลานทำสัญญากับสัตว์อสูรที่ควบคุมยากแบบนี้ คงคว้ารองเท้าแตะวิ่งไล่ตีไปแล้ว

แต่ตอนนี้กลับแค่ยิ้มรับและชวนคุยเรื่องสัพเพเหระแทน

คุณตาตอนหนุ่มๆ เป็นคนมีความทะเยอทะยานสูง เคยเข้าร่วมการแข่งขันมาแล้วนับไม่ถ้วน

แต่หลังจากเข้าไปในเขตแดนลี้ลับระดับ C สัตว์อสูรตัวแรกที่ทำสัญญาด้วยก็ต้องมาตายอยู่ในนั้น

ตั้งแต่นั้นมา คุณตาก็หมดอาลัยตายอยาก ทิ้งความฝันในอดีต แล้วก็มาแต่งงานสร้างครอบครัวอยู่ที่ตำบลฉีถัง

เขาเล่ากันว่า ความจริงแล้วนกฮูกบินร่างกำยำของคุณตาสามารถหนีรอดออกมาได้ แต่มันเลือกที่จะสละชีวิตตัวเองเพื่อถ่วงเวลาศัตรูเอาไว้ ช่วยให้เจ้านายหนีรอดมาได้

คุณตามองดูหมาเขี้ยวไฟกับผีค้นสมบัติที่เดินวนเวียนอยู่รอบๆ เฉียวซาง นิ่งเงียบไปพักใหญ่ สุดท้ายก็พูดแค่ประโยคเดียวว่า ให้ดูแลพวกมันให้ดีๆ

……

หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ เฉียวซางก็พาหมาเขี้ยวไฟกับผีค้นสมบัติตัวน้อยมาที่ลานหน้าบ้าน ตั้งใจจะฝึกซ้อมให้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลอะไร

แต่พอเห็นลานบ้านที่เต็มไปด้วยดอกไม้ ผัก และผลไม้ เธอก็ถึงกับอึ้งไปเลย

ลานบ้านเมื่อก่อนมันเป็นแบบนี้เหรอ…

พอดีกับที่ป้าสะใภ้สามถือบัวรดน้ำเดินผ่านมา เธอเห็นเฉียวซางยืนนิ่งอึ้งอยู่ก็หัวเราะถามว่า “เป็นไงล่ะ สวยไหม?”

เฉียวซางได้สติกลับมา ถามกลับ “ป้าสะใภ้สามคะ นี่ปลูกตั้งแต่เมื่อไหร่คะเนี่ย?”

ป้าสะใภ้สามตอบด้วยความภาคภูมิใจ “ก็พี่จิ้งเหวินของแกอยากจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยหนานจืดเพื่อไปเป็นผู้เชี่ยวชาญพืชวิญญาณ ลุงของแกก็เลยอุตส่าห์ไปหาพวกนี้มาให้พี่เขาศึกษาโดยเฉพาะเลยนะ”

เฉียวซาง: “…”

ผู้เชี่ยวชาญพืชวิญญาณ คืออาชีพที่เชี่ยวชาญด้านการปลูกและเพาะพันธุ์พืชที่มีพลังงานแฝงอยู่โดยเฉพาะ

ป้าสะใภ้สามมีลูกสองคน เยี่ยจิ้งเหวินคือลูกสาวคนเล็ก ตอนอายุ 15 ปี ห้วงสมองของเธอไม่ได้ตื่นขึ้น

ถ้าเกิดในครอบครัวที่มีแต่คนธรรมดา โอกาสที่จะได้สัมผัสกับเรื่องพวกนี้อีกก็แทบจะริบหรี่ แต่ครอบครัวเยี่ยมีผู้ฝึกอสูรอยู่หลายคน ทำให้เยี่ยจิ้งเหวินยังมีโอกาสได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับสัตว์อสูรต่อไปได้

ตามระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยปกติ คณะที่เกี่ยวข้องกับสัตว์อสูรจะรับเฉพาะผู้ฝึกอสูรเท่านั้น

คณะพืชวิญญาณก็เช่นกัน

แต่ในระบบนั้นก็ยังมีช่องทางการรับตรงอยู่ด้วย

การรับตรงมักจะให้ความสำคัญกับคะแนนวิชาเฉพาะเป็นหลัก ซึ่งนี่ก็เป็นความหวังให้กับคนที่ไม่ใช่ผู้ฝึกอสูรได้บ้าง

เนื่องจากปัญหาเรื่องทะเบียนบ้าน เยี่ยจิ้งเหวินจึงต้องเรียนมัธยมปลายที่ตำบลฉีถัง ตอนนี้เพิ่งจะจบ ม.5 และกำลังจะขึ้น ม.6

เมื่อมีเป้าหมายแล้ว การเตรียมตัวล่วงหน้าหนึ่งปีสำหรับการสอบรับตรงก็ถือเป็นเรื่องปกติ

“แล้วพี่จิ้งเหวินล่ะคะ? ทำไมตอนกินข้าวเที่ยงถึงไม่เห็นพี่เขาเลย?” เฉียวซางถาม

“พี่เขาไปเรียนพิเศษกับครูที่บ้านน่ะ บ้านครูอยู่ในตัวตำบล ไปกลับมันลำบาก ก็เลยกินข้าวเที่ยงที่นู่นเลย” ป้าสะใภ้สามตอบ

ขยันขันแข็งกันจริงๆ…

เฉียวซางอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอยู่ในใจ

ดูท่าลานบ้านนี้คงจะไม่เหมาะกับการฝึกซ้อมยิ่งกว่าใต้ตึกในหมู่บ้านซะอีก…

ต้นไม้ใบหญ้าในหมู่บ้านยังไงก็เป็นแค่พืชธรรมดา แต่พวกนี้มันคือพืชวิญญาณทั้งนั้นเลยนะ…

น่าจะหมดเงินไปไม่ใช่น้อยเลยแหละ…

……

ลำธารหลิวกาน

ห่างจากบ้านเก่าไปแค่ประมาณหนึ่งกิโลเมตร ที่นี่เงียบสงบมาก นั่งเล่นอยู่ตั้งยี่สิบนาทีก็ไม่เห็นแม้แต่เงาคนเดินผ่าน

“หยาเป่า ใช้ท่าแยกร่างเงาแล้วตามด้วยวังวนเปลวเพลิงนะ ปล่อยทักษะไปเรื่อยๆ จนกว่าพลังงานในร่างกายจะหมดเลย” เฉียวซางสั่ง

หมาเขี้ยวไฟพยักหน้ารับ แล้วก็เริ่มฝึกซ้อมอย่างคล่องแคล่ว

ผีค้นสมบัติตัวน้อยลอยดูอยู่ข้างๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น

เฉียวซางหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เตรียมจะจดจำนวนครั้งลงในแอปจดบันทึก

จุดประสงค์ของการฝึกครั้งนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเพิ่มความชำนาญของทักษะวังวนเปลวเพลิงหรอก แต่เพื่อจะทดสอบดูว่า ในสภาพร่างกายเต็มร้อย หมาเขี้ยวไฟจะมีพลังงานพอที่จะปล่อยวังวนเปลวเพลิงได้กี่ครั้งต่างหาก

หลังจากจดบันทึกวังวนเปลวเพลิงเสร็จ ก็ต้องจดบันทึกท่าประกายไฟ พุ่งชนเปลวเพลิง และทักษะอื่นๆ ต่อไป

แบบนี้ก็จะทำให้รู้ขีดจำกัดพลังงานของหมาเขี้ยวไฟได้อย่างชัดเจนว่าเพียงพอสำหรับการปล่อยทักษะอะไรบ้าง

เพื่อที่เวลาลงประลองจริงๆ จะได้รู้ลิมิตของมัน

ไม่นาน พลังงานในร่างกายหมาเขี้ยวไฟก็หมดลง

เมื่อเห็นหมาเขี้ยวไฟยืนหอบแฮกๆ ผีค้นสมบัติตัวน้อยก็หยิบขวดนมออกมาจากห่วงอย่างรู้งาน แล้วยื่นส่งให้

หมาเขี้ยวไฟชะงักไปนิดนึง ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้ววิ่งเหยาะๆ ไปหาผู้ฝึกอสูรของมันแทน

“โฮ่ง”

แววตาของหมาเขี้ยวไฟเต็มไปด้วยความปรารถนา

เฉียวซางรู้ใจมันดี เธอหยิบขวดนมออกจากกระเป๋าเป้ เปิดฝาแล้วยื่นให้

หมาเขี้ยวไฟรับไปดื่มอย่างสบายใจ

“จ๊วบ?”

ผีค้นสมบัติตัวน้อยเอียงคอสงสัย

มันไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเมื่อเช้ายังดีๆ อยู่เลย แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนไปซะแล้ว

เฉียวซางไม่ทันสังเกตเห็นคลื่นใต้น้ำระหว่างสัตว์อสูรทั้งสองตัว

เธอก้มหน้าก้มตาจดบันทึก

สำหรับทักษะวังวนเปลวเพลิง หมาเขี้ยวไฟสามารถแยกร่างได้ 7 ครั้ง และปล่อยทักษะได้ทั้งหมด 56 ครั้ง

แต่ทักษะเขี้ยวอัคคีที่ใช้ปริมาณเปลวไฟน้อยกว่าวังวนเปลวเพลิง กลับผลาญพลังงานไปมากกว่าซะงั้น

เฉียวซางคิดหาเหตุผลอยู่ไม่นาน

ทักษะเขี้ยวอัคคีบรรลุถึงขั้นชำนาญแล้ว แต่วังวนเปลวเพลิงเพิ่งจะอยู่ในขั้นเชี่ยวชาญ

ความชำนาญยิ่งสูง อานุภาพยิ่งแรง พลังงานที่ใช้ก็ยิ่งเยอะตามไปด้วย นี่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ตอนที่เฉียวซางคิดตก โทรศัพท์ก็ดังขึ้นพอดี เธอรับสายทันที “ฮัลโหล แม่คะ”

“ลูกเอ๊ย เอาของฝากไปให้ป้าสะใภ้กับยายหรือยัง?”

“ให้เรียบร้อยแล้วค่ะ”

“แล้วป้าหวังล่ะ?”

เฉียวซาง: “…”

(จบตอน)

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note