You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ลู่เจิ้นผิงปั่นจักรยานพาลู่หมิงข่ายกลับบ้าน ตลอดทางเด็กน้อยทำหน้าบูดบึ้งเป็นมะระขี้นก พอใกล้จะถึงบ้าน เขาก็รีบกระตุกเสื้อคนเป็นพ่อที่กำลังปั่นจักรยานอยู่ข้างหน้าอย่างแรง

“พ่อครับ จะบอกแม่ไหมครับ?”

“บอกสิ ทำไมจะบอกไม่ได้ล่ะ ถ้าไม่บอกตอนนี้ เดี๋ยวพอแม่รู้เรื่องเข้า พวกเราก็จะซวยกันหมดนะ”

พอได้ยินพ่อพูดแบบนั้น ลู่หมิงข่ายก็ยิ่งทำหน้าบูดบึ้งหนักเข้าไปอีก

อากาศช่วงต้นฤดูหนาว พอตกบ่าย แดดก็เริ่มร่มลมตกเร็วมาก เสิ่นเมิ่งหาวหวอดๆ เปิดฝาหม้อออกดู เนื้อก็ตุ๋นจนเปื่อยยุ่ยได้ที่แล้ว หล่อนก็เลยลดไฟในเตาลงนิดหน่อย

บนเตาถ่านก็มีหมั่นโถวแป้งผสมนึ่งอยู่ ส่วนข้างล่างก็ต้มชาหมั่นโถวเอาไว้

มื้อเย็นทำแค่นี้ก็พอแล้ว น้ำจิ้มสำหรับคลุกเคล้าเนื้อพะโล้หล่อนก็ไม่มีเวลาทำหรอก ก็เลยเอามาจากในมิติแทน หล่อนตักไส้กรอกแกะกับลำไส้หมูออกมาจากหม้อ หั่นเป็นชิ้นๆ แล้วก็แล่เนื้อจากหัวหมูมาอีกนิดหน่อย จัดใส่ชามได้สามใบ ปริมาณอาจจะไม่เยอะมาก แต่ก็พอจะเอาไปฝากคนอื่นได้

ลู่เจิ้นผิงจูงมือลู่หมิงข่ายที่น้ำลายไหลสอเดินเข้าลานบ้านมา จู่ๆ ก็พลันนึกขึ้นได้ว่าเมื่อเช้าตอนที่เสิ่นเมิ่งไปตัวอำเภอ หล่อนกำชับให้เขาหากิ่งสนกลับมาด้วย เขาเอาแต่สนใจเรื่องบ้านตระกูลเสิ่น ก็เลยลืมเรื่องกิ่งสนไปเสียสนิท

“มัวยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ นายกลับมาพอดีเลย ช่วยเอาตะกร้าผักไปส่งให้หน่อยสิ ให้จิ้งห่าวชามนึง บ้านผู้ใหญ่บ้านชามนึง แล้วก็ให้ลุงไกว่กับป้าจวี๋อิงอีกชามนึง นี่เป็นเครื่องในที่ฉันเพิ่งจะพะโล้เสร็จใหม่ๆ เพิ่งจะคลุกเคล้าเสร็จเลยนะ พอนายกลับมา พวกหมิงหยางก็คงจะกลับมาถึงบ้านพอดี จะได้กินข้าวกันเลย”

“ได้!”

ลู่เจิ้นผิงหิ้วตะกร้าเดินออกไป ก็แอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูเหมือนเสิ่นเมิ่งก็คงจะลืมเรื่องกิ่งสนไปแล้วเหมือนกัน

“ขากลับอย่าลืมแวะเอากิ่งสนกลับมาด้วยนะ จะได้เอามาทำเนื้อรมควัน ดูจากท่าทางนายก็รู้แล้วว่าลืมแน่ๆ เพิ่งจะผ่านไปไม่กี่วัน คำพูดของฉันก็ไม่มีความหมายแล้วใช่ไหม เมื่อเช้าเพิ่งจะพูดไป ตกบ่ายก็ลืมซะแล้ว แล้วแบบนี้วันข้างหน้าจะไปพึ่งพาอะไรนายได้อีกล่ะ!”

ลู่เจิ้นผิง: “…”

ผมไม่ได้ตั้งใจลืมจริงๆ นะ คำพูดของคุณน่ะศักดิ์สิทธิ์จะตายไป!!!

หลังจากลู่เจิ้นผิงออกไป ลู่หมิงข่ายก็วิ่งเตาะแตะเข้ามาหาเสิ่นเมิ่ง พร้อมกับกลืนน้ำลายดังเอื้อก

“แม่จ๋า ที่บ้านเราทำของอร่อยอะไรกินเหรอฮะ?”

เสิ่นเมิ่งอุ้มเด็กน้อยขึ้นมากอดไว้ในอ้อมอก หอมแก้มเขาไปดัง “ฟอด”

“แม่ทำเครื่องในพะโล้จ้ะ หอมไหมลูก อยากกินไหม?”

“หอมฮะ อยากกินฮะ!”

“เด็กดีนั่งรอก่อนนะ เดี๋ยวแม่ตักเนื้อให้ชิ้นนึง ลองชิมดูสิว่าอร่อยไหม”

“อื้อ อื้อ อื้อ!”

เด็กน้อยเดินเซๆ หลุดออกจากอ้อมกอดของแม่ รีบเดินไปนั่งรอที่เก้าอี้ข้างโต๊ะเตี้ยในครัว สองมือน้อยๆ วางบนตักอย่างเรียบร้อย นั่งรอคอยอาหารอย่างว่านอนสอนง่าย

เสิ่นเมิ่งเห็นแล้วก็อดขำไม่ได้

หล่อนตักเนื้อหัวหมูที่มีทั้งมันและเนื้อแดงผสมกันใส่ลงในชามใบเล็ก แล้วก็ราดน้ำพะโล้ลงไปนิดหน่อย

“เสี่ยวข่าย ลองชิมเนื้อพะโล้นี่ดูสิลูก ถ้ารู้สึกว่าเค็มไปก็บอกแม่นะ เดี๋ยวแม่จะหยิบหมั่นโถวให้กินแกล้ม”

“ฮะ”

หมิงข่ายใช้ตะเกียบที่จับยังไม่ค่อยถนัด คีบเนื้อเข้าปากไปหนึ่งคำ กลิ่นหอมฟุ้งกระจายไปทั่วปาก เด็กน้อยหลับตาพริ้มด้วยความฟิน ผ่านไปไม่นาน ประตูบ้านก็ถูกผลักเปิดออก หมิงหยาง หมิงเลี่ยง และหมิงฟางวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา พอเข้ามาในครัวก็เห็นหมิงข่ายกำลังเอาเนื้อเข้าปากพอดี ในใจก็รู้สึกอิจฉาขึ้นมาทันที

“แม่ ผมก็อยากกิน ผมก็อยากกินเนื้อเหมือนที่น้องกินฮะ”

“ผมก็อยากกิน ผมก็อยากกินเนื้อด้วย”

“แม่ทำอะไรกินเนี่ย หอมจังเลย กลิ่นหอมลอยไปไกลเชียว ตอนที่ผมกลับมา เห็นมีคนนั่งยองๆ กินข้าวอยู่ตรงปากซอยสองคน สงสัยคงจะได้กลิ่นเนื้อบ้านเรา แล้วก็เอาไว้เป็นกับข้าวล่ะมั้ง!”

เด็กๆ กลับมากันหมดแล้ว เสิ่นเมิ่งก็เลยเปิดฝาหม้อออก หาชามกระเบื้องมาตักเครื่องในพะโล้ออกมาทั้งหมด เป็นของที่ราคาไม่ค่อยแพง ทิ้งไปก็เสียดาย แม่ก็เลยเอาเครื่องเทศมาทำเป็นพะโล้ แม่จะคีบให้ลองชิมดูก่อนนะ เดี๋ยวคลุกน้ำจิ้มเสร็จ เราก็จะได้กินมื้อเย็นกันแล้วล่ะ

“เย้!”

เด็กทั้งสามคนถือชามมารออยู่หน้าเตา เสิ่นเมิ่งก็เลยหาตะเกียบมาคีบเนื้อให้คนละชิ้น ราดน้ำพะโล้ลงไปด้วยนิดหน่อย หล่อนกลัวว่าเด็กๆ จะกินเค็มเกินไป ก็เลยใส่เกลือไม่ค่อยเยอะ

เอาไส้กรอกแกะ ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็กของหมูมาคลุกเป็นจานแบบไม่เผ็ด ส่วนหูหมูกับเนื้อหัวหมูก็คลุกแบบเผ็ดๆ หน่อย ในเตาถ่านก็ยังมีผัดผักกวางตุ้งอีกจานเอาไว้แก้เลี่ยน

หล่อนหยิบหมั่นโถวออกจากชั้นนึ่ง เตรียมตัวจะกินข้าว

ลู่เจิ้นผิงแบกฟ่อนกิ่งสนกลับมา ตอนที่เสิ่นเมิ่งและเด็กๆ กำลังเตรียมตัวจะกินข้าว เขาก็ร้อง “จิ๊” ออกมา วางกิ่งสนในมือลง แล้วก็หิ้วตะกร้าเดินเข้าบ้านไป

“รีบชิมดูสิ วันนี้คุณอุตส่าห์ไปช่วยงานที่บ้านแม่ฉันจนเหนื่อย ฉันก็เลยไปซื้อเหล้ามาให้คุณขวดนึงด้วยนะ เดี๋ยวตอนเย็นคุณก็ดื่มสักหน่อย จะได้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อบ้าง”

ลู่หมิงข่ายพอได้ยินแบบนั้น ดวงตาคู่โตก็หันขวับไปมองพ่อตัวเองทันที ส่วนลู่เจิ้นผิงน่ะเหรอ ก็ทำเป็นใจดีสู้เสือ ยื่นตะกร้าไปทางเสิ่นเมิ่ง

“ในนี้มีไข่ไก่สิบเอ็ดฟอง แล้วก็ลูกอมตราจินซือโหวอีกกำนึง แม่ของชางหงให้มาห้าฟอง ลุงไกว่ให้มาหกฟอง ส่วนลูกอมนี่จิ้งห่าวให้มา ฉันขี้เกียจจะปฏิเสธก็เลยรับมาหมดเลย”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ญาติพี่น้องไปมาหาสู่กันมันก็เป็นเรื่องปกติ อ้อ จริงสิ คุณไปบ้านแม่ฉันมา บ้านสร้างไปถึงไหนแล้วล่ะ แล้วเรื่องงานหมั้นของเสี่ยวปินล่ะ เป็นยังไงบ้าง?”

ลู่เจิ้นผิงปรายตามองหล่อนแวบหนึ่ง ยกแก้วเหล้าขาวขึ้นดื่ม คีบกับข้าวเข้าปากไปหนึ่งคำ แล้วถึงได้เริ่มเล่าให้ฟัง

“บ้านก็ใกล้จะสร้างเสร็จแล้วล่ะ สองวันก่อนอากาศดี แดดออก ก็เลยแห้งเร็ว พ่อ แม่ พี่ใหญ่ พี่รอง ก็ย้ายเข้าไปอยู่กันหมดแล้ว เหลือแค่ห้องของเสี่ยวปินห้องเดียวที่ยังสร้างไม่เสร็จ”

“หืม???”

“นี่หมายความว่ายังไงกัน มีอย่างที่ไหนสร้างบ้านแล้วสร้างไม่เสร็จ ห้องของเสี่ยวปินก็ถือว่าเป็นห้องใหญ่ที่สุดในบ้านเลยนะ เขาก็กำลังจะแต่งงานอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่สร้างให้เสร็จๆ ไปเลยล่ะ ปีหน้าก็อาจจะต้องใช้แต่งงานแล้วนะ!”

ลู่เจิ้นผิงหยิบหมั่นโถวมากัดคำโต

เขาไม่พูดอะไร ลู่หมิงข่ายที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินเนื้อ ก็เลยกระซิบออกมาเบาๆ ว่า

“แต่งไม่ได้แล้วฮะ พ่อทำเรื่องงานแต่งงานของคุณน้าเล็กพังซะแล้ว”

เสิ่นเมิ่งหันขวับไปมองลู่เจิ้นผิง ดวงตาเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

“ผู้หญิงคนนั้นแต่งด้วยไม่ได้หรอก วันนี้ผมกับเสี่ยวข่ายไปเจอกับจังหวะพอดี เสี่ยวปินกำลังจะหมั้นกับผู้หญิงคนนั้นอยู่แล้ว พ่อแม่ฝ่ายหญิงเรียกร้องให้เสี่ยวปินแยกบ้าน ห้องที่ยังไม่ได้สร้างนั่นก็ให้กันออกเป็นส่วนตัวเลย หลังจากแต่งงานกันแล้ว เงินที่หามาได้ก็ต้องเป็นของพวกเขาสองคน หนี้สินที่สร้างบ้านก็ไม่ต้องให้พวกเขาสองคนช่วยใช้คืนด้วย นอกจากนั้น ตอนแต่งงานก็ต้องให้ค่าสินสอดร้อยหกสิบหกหยวน จักรยานหนึ่งคัน นาฬิกาข้อมือยี่ห้อเซี่ยงไฮ้หนึ่งเรือน เฟอร์นิเจอร์ก็ต้องเตรียมไว้ให้พร้อม แล้วก็นี่นะ ญาติพี่น้องฝ่ายหญิงที่มางานแต่งยี่สิบกว่าคน ก็ต้องจ่ายค่ารถให้คนละห้าเหมา ตอนแต่งงานก็ต้องซื้อรองเท้าเจี่ยฟ่างให้หลานๆ ของผู้หญิงคนนั้นอีกคนละคู่ด้วย”

เสิ่นเมิ่ง: “…”

“เธอคิดว่าแค่นี้ก็จบแล้วเหรอ ยังมีอีกนะ ต้องให้พี่สาวกับพี่เขย ซึ่งก็คือเราสองคนเนี่ย ฝากฝังงานให้พี่ชายของผู้หญิงคนนั้น แล้วก็ต้องฝากฝังให้น้องชายของผู้หญิงคนนั้นเข้าไปเป็นทหารในกองทัพของผมด้วย พอจัดการเรื่องพวกนี้เสร็จ ถึงจะยอมให้แต่งงานได้”

เสิ่นเมิ่ง: “… แล้วผู้หญิงคนนั้นเขาว่ายังไงบ้างล่ะ?”

“อืม ก็ดูเป็นผู้หญิงที่เรียบร้อยว่านอนสอนง่ายนะ ผมถามว่าเธอคิดยังไง หล่อนก็ตอบว่าหล่อนเป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ตัดสินใจเองไม่ได้หรอก หล่อนบอกว่าแล้วแต่พ่อแม่จะจัดการให้”

เสิ่นเมิ่ง: “…”

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note