ตอนที่ 85 เดี๋ยวจะไปขอรับดอกไม้สีแดงดอกใหญ่มาให้นะ
แปลโดย เนสยังต่อให้ลู่เจิ้นผิงจะหน้าหนาแค่ไหน แต่ตอนนี้เขาก็อดรู้สึกเขินอายไม่ได้ เขาโบกมือไล่เด็กๆ ให้ออกไปจากห้อง
“อย่าพูดจาเหลวไหล ไปเล่นของพวกแกไป!”
ความโกรธเคืองทำให้ลู่เจิ้นผิงเผลอขึ้นเสียงดัง ทำเอาลู่หมิงข่ายที่อยู่ในอ้อมกอดของลู่หมิงหยางตกใจจนต้องเอาหน้าซุกไหล่พี่ชาย สองมือน้อยๆ กอดคอพี่ชายไว้แน่น
ลู่เจิ้นผิงมองท่าทางของลูกชายคนเล็ก ในใจก็รู้สึกเสียใจ นี่คือลูกชายของเขา ตั้งแต่ลูกคลอดออกมา เขาก็แทบจะไม่ได้เจอหน้าลูกเลย ตอนที่ลู่เจียเซิ่งแต่งงาน เขาก็กลับมาแบบรีบๆ ผ่านไปไม่กี่วันก็ต้องกลับไปปฏิบัติหน้าที่ ตอนนั้นหมิงข่ายยังเป็นแค่ทารกตัวน้อยๆ นุ่มนิ่ม เขาไม่กล้าแม้อุ้ม แต่ใครจะไปรู้ว่าความไม่กล้าในวันนั้น จะทำให้เขาพลาดโอกาสได้ใกล้ชิดกับลูกมาหลายปี
หลังจากเด็กๆ ออกไปแล้ว เขาก็ยืนนิ่งอยู่ข้างเตียงเตา ไม่ยอมพูดอะไร เสิ่นเมิ่งก็ยังคงปวดหัวตึบๆ ไม่คิดอยากจะขยับตัว หล่อนยังแอบคิดอยู่เลยว่าตัวเองอาจจะเป็นโรคสมองกระทบกระเทือน โชคดีที่ด้ามไม้กวาดของลู่ฉางจู้เป็นแค่ด้ามไม้กวาดธรรมดา ถ้าเป็นท่อนไม้ล่ะก็ ป่านนี้หล่อนคงได้ไปเข้าเฝ้าพญายมแล้วล่ะมั้ง
“ยังปวดหัวอยู่ไหม? ถ้าไม่ไหว เดี๋ยวฉันพาไปหาหมอที่โรงพยาบาลนะ ขืนนอนซมอยู่แบบนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องดีนะ?”
เสิ่นเมิ่งส่ายหน้า หล่อนไม่อยากจะขยับตัวไปไหนทั้งนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเดินทางไปโรงพยาบาลเลย หนทางก็แสนไกล แค่นั่งเกวียนวัวก็คงได้อ้วกแตกอ้วกแตนแน่ๆ
“ฉันรู้ว่าเธอโกรธ ที่ต้องการก็ไม่ใช่เงินหรอก ตาแก่ก็อายุตั้งปูนนี้แล้ว ฉันเป็นลูกจะไปลงไม้ลงมือกับพ่อได้ยังไง เธอเป็นลูกสะใภ้ขืนไปตบหน้าพ่อสักฉาด พรุ่งนี้คงได้โดนชาวบ้านนินทาจนเสียหายป่นปี้แน่ๆ แม่กับน้องสะใภ้สี่ก็เอาเงินมาคืนให้แล้ว เธอวางใจได้เลย เรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ แน่ แผลที่เธอโดนตีฉันกับเธอคงลงมือเองไม่ได้หรอก เดี๋ยวฉันจะให้หมิงหยางวิ่งไปส่งข่าวให้พ่อเธอรู้ ให้พ่อเธอเป็นคนจัดการเองก็แล้วกัน”
เสิ่นเมิ่ง: “หืม???”
“พ่อตาฉันก็รักเธอ พอรู้ว่าเธอโดนตี มีหรือจะไม่มาทวงความยุติธรรมให้เธอ เธอวางใจได้เลย ถึงตอนนั้นฉันจะเข้าข้างพ่อเธอแน่นอน”
เสิ่นเมิ่งพลิกตัว เอามือกุมหัว หล่อนจ้องมองผู้ชายที่กำลังพูดจาเจื้อยแจ้ว เขากำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย ถึงได้อยากให้พ่อหล่อนมาเปิดศึกชิงแชมป์กับลู่ฉางจู้ ชายแก่สองคนมาสู้กัน เขาคิดได้ยังไงเนี่ย แถมยังจะเข้าข้างพ่อตาอีก
“นี่… ลู่เจิ้นผิง นายคิดได้ยังไงเนี่ย ทำไมถึงคิดจะให้ชายแก่สองคนมาสู้กันล่ะ พวกเขาอายุตั้งเท่าไหร่แล้ว ถ้าเกิดมีใครเป็นอะไรขึ้นมา ฉันไม่ต้องมานั่งรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตเลยเหรอ”
“ฮิฮิฮิ ฉันกะไว้แล้วเชียว ว่าเธอต้องเป็นคนกตัญญูและมีเหตุผล เธอไม่มีทางยอมให้ทำแบบนั้นแน่ๆ ดูสิ ฉันมองคนไม่ผิดจริงๆ เมียจ๋า เธออุตส่าห์ต้องมารับเคราะห์ฟรีๆ แต่ก็ยังนึกถึงสุขภาพของคนแก่ ไม่เสียแรงที่ได้ชื่อว่าเป็นครอบครัวทหาร ไม่สิ ต้องบอกว่าด้วยความดีงามของเธอเนี่ย ในบรรดาครอบครัวทหารทั้งหมด เธอก็ต้องเป็นที่หนึ่งแน่นอน เดี๋ยวฉันกลับไปที่กองทัพ จะไปขอร้องท่านผู้นำให้…”
“ขอร้องท่านผู้นำทำไม?”
เสิ่นเมิ่งหรี่ตาถาม หล่อนล่ะ “เหอะๆ” เลยจริงๆ ตอนแรกก็นึกว่าตานี่อยากจะให้เสิ่นฟู่กุ้ยมามีเรื่องกับลู่ฉางจู้จริงๆ ที่ไหนได้ ดันมาแกล้งหลอกหล่อนซะนี่ คนสมัยนี้ก็ไม่ค่อยจะซื่อตรงเท่าไหร่เลยนะ ปากหวานก้นเปรี้ยวชะมัด ฮึ!
“ก็ต้องขอร้องให้ท่านผู้นำมอบธงประกาศเกียรติคุณให้เมียฉันน่ะสิ บนนั้นก็เขียนว่า ‘ลูกสะใภ้ดีเด่น เสิ่นเมิ่ง’ แล้วก็ต้องมีดอกไม้สีแดงดอกใหญ่ๆ ด้วยนะ ทีนี้เธอก็จะได้เดินเชิดหน้าชูตาในบ้านลู่ได้สบายๆ เลยล่ะ”
เสิ่นเมิ่งจู่ๆ ก็ฉีกยิ้มกว้างให้ลู่เจิ้นผิง แล้วพูดว่า “ไม่ต้องรอให้ได้ธงประกาศเกียรติคุณหรือดอกไม้สีแดงดอกใหญ่หรอก แค่เอาด้ามไม้กวาดมาฟาดหัวฉันอีกสักที วันนี้ฉันก็เดินเชิดหน้าชูตาได้แล้ว ไม่สิ ลอยออกไปเลยต่างหากล่ะ ถึงเวลานั้นนายก็จะได้พาเด็กๆ มากินข้าวในงานศพฉันได้เลย”
ลู่เจิ้นผิงโดนตอกกลับจนต้องลูบต้นคอแก้เขิน เขาเงยหน้ามองเสิ่นเมิ่งแวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลง เอื้อมมือไปจับมือเสิ่นเมิ่ง มือคู่นั้นเต็มไปด้วยรอยด้าน ซึ่งเกิดจากการทำงานหนักมาตลอดทั้งปี
“เรื่องวันนี้ฉันทำให้เธอต้องมารับเคราะห์ฟรีๆ ฉันเข้าใจดีและก็รู้สึกผิดต่อเธอมาก สองสามีภรรยาบ้านสี่ก็ชอบมารังแกเธอ เธอวางใจเถอะ ผู้ใหญ่ฉันอาจจะจัดการไม่ได้ แต่เด็กๆ น่ะฉันจัดการได้สบายมาก เธอต้องเลี้ยงลูกคนเดียวมันเหนื่อย ฉันกลับมาแล้ว จะไม่ยอมปล่อยให้เธอต้องเผชิญเรื่องพวกนี้คนเดียวอีกต่อไป นี่เป็นน้ำมันนวดที่ฉันซื้อมาจากเตียนหนาน นวดแล้วจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดีมาก เดี๋ยวฉันจะนวดให้นะ”
ไม่รอให้เสิ่นเมิ่งปฏิเสธ เขาก็เทน้ำมันนวดลงบนฝ่ามือ แล้วเริ่มนวดที่หน้าผากของเสิ่นเมิ่งทันที แรงนวดของเขาเยอะมาก ทำเอาเสิ่นเมิ่งถึงกับทนไม่ไหว
“ซี๊ด~ โอ๊ยเจ็บๆๆ!!!”
“ต้องเจ็บสิถึงจะได้ผล ทนหน่อยนะ”
เสิ่นเมิ่งเจ็บจนต้องกัดฟันแน่น ชั่วขณะนั้น หล่อนรู้สึกเหมือนเห็นยมทูตขาวดำมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าเลยทีเดียว
“เสร็จแล้วล่ะ แผ่นหลังก็มีแผลใช่ไหม พลิกตัวสิ เดี๋ยวฉันจะนวดให้”
“มะ… ไม่ต้องแล้ว แผ่นหลังฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก นายไม่ได้กลับบ้านมาตั้งนาน ออกไปเล่นกับลูกเถอะ ฉันขอพักผ่อนสักหน่อยก็พอแล้ว จริงๆ นะ ไม่ต้องทายาแล้วล่ะ”
ลู่เจิ้นผิงไม่ได้สนใจว่ามือตัวเองยังเปื้อนน้ำมันนวดอยู่ เขาจับไหล่เสิ่นเมิ่งพลิกตัว แล้วก็เริ่มลงมือถอดเสื้อผ้าของหล่อนทันที แรงของเขาเยอะมาก เสื้อผ้าในมือเขาก็ไม่ต่างอะไรกับเส้นบะหมี่เลย
“จะมาเขินอะไรกันเล่า ผัวเมียกันแท้ๆ ทำตัวว่าง่ายหน่อย ฉันเป็นผัวเธอนะ มันจะมีอะไรเสียหายล่ะ เธอร้องเบาๆ หน่อยสิ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวหมิงหยางก็คิดว่าฉันกำลังกัดเธออยู่หรอก”
เสิ่นเมิ่งรู้สึกกระวนกระวายใจมาก ลู่เจิ้นผิงสำหรับหล่อนก็เป็นแค่คนแปลกหน้าคนหนึ่งเท่านั้น ถึงแม้ว่ารูปร่างหน้าตาจะตรงสเปกของหล่อน แต่การที่เพิ่งจะเจอกันครั้งแรกก็ต้องมาถอดเสื้อผ้าให้แบบนี้ มันจะไม่อึดอัดได้ยังไงกันล่ะ?
“ไม่ต้องแล้วจริงๆ นายรีบออกไปเถอะ!”
“ไม่ได้ ฉันเป็นห่วงนะ รีบๆ เข้า ไม่อย่างนั้นฉันจะพาเธอไปหาหมอที่โรงพยาบาลนะ”
เสิ่นเมิ่งปฏิเสธไม่ได้ แถมยังกลัวว่าถ้าเด็กร้องโวยวายขึ้นมา เด็กๆ ที่อยู่ข้างนอกจะได้ยิน แล้ววิ่งพรวดพราดเข้ามา หล่อนจึงต้องจำใจหันหลังกลับ มือสั่นเทาค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อออก พอถอดเสื้อคลุมออก ข้างในก็เหลือแค่เสื้อกล้ามตัวจิ๋ว หล่อนหันหลังให้ลู่เจิ้นผิง ปลดสายเสื้อกล้ามลง เผยให้เห็นรอยแดงบวมปูดบนหัวไหล่
ลู่เจิ้นผิงกวาดสายตามองไปที่แผ่นหลังของหล่อน พอเห็นรอยแผลเป็นเล็กๆ ตรงช่วงเอว ดวงตาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก เขาเทน้ำมันนวดแล้วเริ่มนวดที่ไหล่ของเสิ่นเมิ่ง โดยไม่ยอมพูดอะไรเลยตลอดการนวด
พอนวดเสร็จ เขาก็เก็บขวดน้ำมันนวดให้เรียบร้อย แล้วดึงผ้าห่มมาคลุมตัวหล่อน
“ต้องทายานวดทุกวันนะ ผ่านไปสักสองวันอาการก็จะดีขึ้นเอง เธอพักผ่อนให้สบายนะ เดี๋ยวฉันจะไปที่บ้านลู่สักหน่อย อ้อ นี่เป็นชุดที่ฉันตั้งใจซื้อมาฝากเธอตอนขากลับ เห็นว่าเธอใส่แล้วต้องสวยแน่ๆ เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะเป็นคนทำกับข้าวเอง เด็กๆ เธอก็ไม่ต้องเป็นห่วง นอนพักไปเถอะนะ!”
ลู่เจิ้นผิงพูดจบ ก็วางเสื้อผ้าไว้ข้างหมอนของหล่อน ก่อนจะเดินออกไป เขาก็ยังอุตส่าห์ปิดประตูให้หล่อนอย่างระมัดระวัง
เสิ่นเมิ่งหน้าแดงระเรื่อ เหลือบมองไปที่ประตู แอบเอื้อมมือไปหยิบเสื้อผ้าที่ห่อด้วยถุงกระดาษสีน้ำตาลมาดู มันคือชุดเดรสสีแดงลายสก็อตแฟชั่น ถึงแม้ว่าในยุคนี้จะถือว่าเป็นของนำเทรนด์ แต่ถ้าเอามาใส่ตอนที่อากาศเริ่มจะเย็นลงแบบนี้ ก็คงจะใส่ได้อีกไม่กี่ครั้ง หล่อนก็เลยโยนมันเข้าไปเก็บในมิติ แล้วก็หลับตาลงพักผ่อน ปล่อยให้เรื่องราววุ่นวายต่างๆ มลายหายไปจากสมอง
ตอนที่ลู่เจิ้นผิงกลับมาที่ห้องโถง ก็เห็นเด็กๆ กำลังเล่นโมเดลเครื่องบิน รถถังกันอย่างสนุกสนาน เขาเลิกคิ้วขึ้น ทหารใหม่หัวดื้อในกองทัพ เขายังปราบซะอยู่หมัด ไอ้พวกเด็กแสบพวกนี้ ไม่มีทางที่จะปราบไม่ได้หรอก
“เล่นสนุกไหมลูก?”
ลู่หมิงข่ายพอเห็นเขา ก็รีบหันไปหลบอยู่ข้างหลังลู่หมิงหยาง ดวงตาคู่เล็กที่ถอดแบบมาจากเขากะพริบปริบๆ จ้องมองเขาไม่วางตา ท่าทางน่ารักน่าชังทำเอาหัวใจของลู่เจิ้นผิงแทบละลาย
เขาเอื้อมมือไปอุ้มลู่หมิงข่ายออกมาจากข้างหลังลู่หมิงหยาง แล้วก็โยนขึ้นไปบนอากาศอย่างแรง ก่อนจะรับตัวเด็กน้อยกลับมาไว้ในอ้อมกอด
“อ๊า~”
ลู่หมิงข่ายตกใจสุดขีด เขาดิ้นรนไปมาอย่างตื่นตระหนก จู่ๆ ก็ตกลงไปในอ้อมกอดอันแข็งแกร่งและอบอุ่น อ้อมกอดนี้แตกต่างจากของแม่ มันทำให้เขารู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาดใจ เขาก้มลงมองดูข้างล่าง ความสูงระดับนี้ เป็นความสูงที่เขาไม่เคยได้สัมผัสตอนที่อยู่ในอ้อมกอดของแม่ เขาถูกอุ้มจนหน้ามืดตาลายไปหมด
“ไอ้ลูกชายเอ๊ย หมิงหยาง หมิงเลี่ยง หมิงฟาง พวกหนูไม่ได้เจอพ่อมาตั้งนาน เป็นอะไรไปจ๊ะ ลืมวิธีเรียกพ่อแล้วเหรอ?”
เด็กๆ สบตากัน ด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจมืด ทุกคนก็เลยก้มหน้าลง แล้วก็เอ่ยเรียกเขาพร้อมกันอย่างว่าง่าย “พ่อ”
“อืม พ่อได้ยินมาจากคุณลุงฉางหงว่า ช่วงนี้แม่ของพวกหนูดูแลพวกหนูเป็นอย่างดี ลองเล่าให้พ่อฟังหน่อยสิว่า นอกจากให้ไปโรงเรียนแล้ว แม่ยังทำให้พวกหนูอีกบ้าง?”

0 Comments