You have no alerts.
Header Background Image
แหล่งรวมนิยายอ่านฟรี
Chapter Index

ฟูเช่มีท่าทีลังเลเล็กน้อย “ฝ่าบาท กลุ่มที่ฝักใฝ่รัฐบาลในคอร์ซิกานั้น เกือบครึ่งมีแนวคิดเอนเอียงไปทางเสรีนิยม พวกเขาคงจะไม่ยอมรับฟังคำสั่งของเคานต์บุตตาฟัวโอโกสักเท่าไหร่พ่ะย่ะค่ะ”

บุตตาฟัวโอโกเป็นขุนนางเก่า เมื่อเทียบกับพวกกลุ่มฟื้นฟูชาติแล้ว เขากลับเกลียดพวกเสรีนิยมที่เอาแต่เรียกร้องความเท่าเทียมระหว่างขุนนางและประชาชนทั่วไปมากกว่า ในทำนองเดียวกัน เขาก็ถือเป็นหนึ่งในศัตรูตัวฉกาจของพวกเสรีนิยมด้วย

โจเซฟกะพริบตาปริบๆ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ก่อนจะตอบอย่างเด็ดขาด “ถ้าอย่างนั้นก็ให้บุตตาฟัวโอโกไปฟังพวกเสรีนิยมก็แล้วกัน ไปบอกเขาว่า ถ้าเขาร่วมมือกับพวกเสรีนิยม และกลุ่ม ‘ต่อต้านปาโอลี’ จนสามารถคว้าที่นั่งในสภาคอร์ซิกามาได้สองในสาม ข้าจะแต่งตั้งให้เขาเป็นผู้ว่าการคอร์ซิกา”

ในคอร์ซิกา การจะออกกฎหมายได้นั้น จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภาสองในสาม

ในความเป็นจริง แม้ว่าจะไม่ได้ที่นั่งมามากขนาดนั้นก็ไม่เป็นไร พวกเสรีนิยมส่วนใหญ่มีอุดมการณ์ชาตินิยม ซึ่งขัดแย้งกับพวกแบ่งแยกดินแดนอย่างกลุ่มฟื้นฟูชาติมาแต่ไหนแต่ไร ปล่อยให้พวกเขากัดกันเอง คนที่โจเซฟสนับสนุนจะได้มีโอกาสแทรกซึมเข้าไปรับตำแหน่ง

นอกจากนี้ การส่งบุตตาฟัวโอโกเข้าไปในกลุ่มเสรีนิยม ยังสามารถคอยขัดขวางไม่ให้พวกนั้นก่อเรื่องวุ่นวายในเวลาสำคัญได้อีกด้วย

อย่ามองว่าคอร์ซิกาเป็นเพียงเกาะที่มีประชากรแค่สองแสนกว่าคน ภายในเกาะนั้นเต็มไปด้วยกลุ่มอำนาจทางการเมืองมากมายและสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้ จนถึงต้นศตวรรษที่ 19 ที่นี่จึงเปรียบเสมือน “รัฐซ้อนรัฐ” ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสมาโดยตลอด

โจเซฟสั่งการฟูเช่อีกว่า “อ้อ ท่านต้องอาศัยอิทธิพลของมิสเตอร์ชาลเมอร์สในกลุ่มฟื้นฟูชาติ รีบสืบข้อมูลเบื้องลึกเบื้องหลังของ ‘กองกำลังพิทักษ์ชาติคอร์ซิกา’ ให้เร็วที่สุด อืมม์ ทางที่ดีควรจะส่งคนของเราแทรกซึมเข้าไปบ้าง”

เขาไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขั้นเชื่อว่า ลำพังแค่เกมการเมืองจะสามารถแก้ปัญหาการแบ่งแยกดินแดนของคอร์ซิกาได้อย่างเบ็ดเสร็จหรอกนะ

ต่อให้เขาควบคุมสภาไว้ได้ องค์กรฟื้นฟูชาติที่มีกองกำลังติดอาวุธก็มีโอกาสสูงที่จะล้มกระดาน เช่น สั่งยุบสภาและประกาศเอกราชโดยตรง

แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น องค์กรฟื้นฟูชาติก็จะสูญเสียความชอบธรรมทางกฎหมายในคอร์ซิกา และประชาชนก็จะเริ่มลุกขึ้นมาต่อต้านพวกมัน

ถึงตอนนั้น หากต้องใช้กำลังทหารเข้ากวาดล้าง ก็จะไม่เหมือนกับยุคของจักรพรรดินโปเลียนที่ต้องติดหล่มอยู่ใน ‘สงครามประชาชน’ ของคอร์ซิกาอีกต่อไป

พูดตามตรง ลำพังแค่กองกำลังพิทักษ์ชาติคอร์ซิกาที่มีกำลังพลแค่สองพันกว่าคนนั้น หากต้องปะทะกันซึ่งหน้า ก็คงจะต้านทานไว้ไม่อยู่หรอก และการให้หน่วยข่าวกรองเตรียมการล่วงหน้า ก็จะทำให้กระบวนการกวาดล้างง่ายดายยิ่งขึ้น

จะต้องผ่านการรบด้วยเลือดและเหล็กกล้าเท่านั้น ฝรั่งเศสถึงจะสามารถควบคุมคอร์ซิกาได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”

ฟูเช่ยืดอกรับคำสั่ง จังหวะนั้นเองเอมังก็เคาะประตูห้องเบาๆ จากด้านนอกแล้วเตือนว่า “ฝ่าบาท ตามกำหนดการ ช่วงบ่ายนี้ฝ่าบาทต้องเสด็จไปทอดพระเนตรโรงกลั่นแห้งก๊าซพ่ะย่ะค่ะ”

“ตกลง จะออกเดินทางเดี๋ยวนี้แหละ”

โจเซฟลุกขึ้นยืน ส่งสัญญาณให้ฟูเช่เดินออกไปพร้อมกัน เมื่อขึ้นรถม้าแล้ว เขาก็ถามถึงสถานการณ์ที่ตูนิสและตริโปลี

จนกระทั่งรถม้าแล่นมาถึงบริเวณใกล้โรงกลั่นแห้งก๊าซในเขตชานเมืองตอนเหนือของปารีส ฟูเช่จึงขอตัวลงจากรถ

ขบวนรถม้าของโจเซฟแล่นต่อไปอีกระยะหนึ่ง ก็เห็นเดลาสผู้จัดการโรงงาน เมอร์ด็อกผู้คิดค้นสิทธิบัตรการผลิตก๊าซด้วยวิธีกลั่นแห้ง ดูปองต์ผู้ถือหุ้นโรงกลั่นแห้งก๊าซ และผู้บริหารกองทุนพัฒนาอุตสาหกรรม ยืนรอรับเสด็จอยู่ริมทาง

ชั่วครู่ต่อมา ก็มีเสียงดนตรีดังขึ้นรอบรถม้า และมีผู้คนถือสายรุ้งหรือช่อดอกไม้ห้อมล้อมอยู่ใกล้ๆ ขบวนต้อนรับ ทว่าเมื่อมองดูรั้วไม้หยาบๆ ของโรงงานและควันสีดำที่ลอยคลุ้งอยู่เบื้องหลังแล้ว งานต้อนรับนี้ก็ดูค่อนข้างเรียบง่ายทีเดียว

เดิมทีโจเซฟไม่ได้อยากให้พวกเขามาต้อนรับเลย เอาเวลาไปผลิตก๊าซให้มากขึ้นดีกว่ามาเสียเวลากับเรื่องพวกนี้ แต่พอเดลาสบอกว่าถือเป็นพิธีเปิดโรงกลั่นแห้งก๊าซอย่างเป็นทางการ เขาก็เลยไม่ได้คัดค้านอะไร

เมื่อทุกคนเห็นองค์รัชทายาทเสด็จลงจากรถม้า ต่างก็โค้งคำนับแสดงความเคารพ

โจเซฟยิ้มแย้มทักทายทุกคน จากนั้นก็กล่าวคำปราศรัยสั้นๆ เพื่อแสดงความยินดีในโอกาสเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการ ก่อนจะเดินนำขบวนเข้าไปในบริเวณโรงงาน

เดลาสผู้จัดการเดินตามอยู่ข้างกาย คอยแนะนำอย่างกระตือรือร้น “ฝ่าบาท ปัจจุบันที่นี่สามารถกลั่นแห้งถ่านหินได้วันละ 16 ตัน ก๊าซที่ผลิตได้เพียงพอสำหรับจ่ายให้ตะเกียงก๊าซกว่า 5,000 ดวง ส่องสว่างทั่วท้องถนนกว่าสามในสี่ของปารีส รวมถึงพระราชวังแวร์ซายทั้งหลังด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”

โจเซฟพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาจำได้ว่าตอนงานเอ็กซ์โป โรงกลั่นแห้งก๊าซที่ทดลองเดินเครื่องสามารถจ่ายไฟให้ตะเกียงได้แค่ 800 กว่าดวงเท่านั้น เพียงครึ่งปี ตัวเลขนี้ก็เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า

แน่นอนว่า ความสำเร็จนี้ย่อมต้องขอบคุณเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลของเขา รวมถึงการที่เขาลงมาติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างด้วยตัวเอง ถึงได้มีประสิทธิภาพสูงปรี๊ดขนาดนี้ ต้องรู้ไว้ว่านี่คือโรงกลั่นแห้งก๊าซแห่งแรกของโลก ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนเลย ความเร็วระดับนี้ถือเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างแน่นอน

ทว่า โครงการตะเกียงก๊าซของปารีสนี้ ลำพังเงินลงทุนจากรัฐบาลก็สูงถึง 2 ล้านฟรังก์แล้ว ส่วนนักลงทุนอย่างดูปองต์ที่เข้ามาร่วมถือหุ้นในบริษัทก็ลงเงินไปอีก 1.6 ล้าน รวมเป็นรายจ่ายที่สูงถึง 3.6 ล้านฟรังก์!

นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ เพราะตะเกียงก๊าซถือเป็นเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุดในยุคนี้แล้ว เทียบชั้นได้กับพวกโบอิ้งหรือแอร์บัสในโลกยุคหลังเลยทีเดียว ดังนั้นค่าใช้จ่ายย่อมไม่ถูกอยู่แล้ว

แต่การลงทุนมหาศาลขนาดนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าอย่างแน่นอน ไม่ต้องพูดถึงเรื่องตะเกียงก๊าซที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของปารีสและฝรั่งเศสทั้งประเทศ ซึ่งดึงดูดทั้งคนเก่งๆ และเม็ดเงินลงทุนเข้ามาได้อย่างมหาศาล ลำพังแค่ผลกำไรจากภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นเพราะโครงการตะเกียงก๊าซ ก็พอที่จะถอนทุนคืนแถมยังได้กำไรก้อนโตแล้ว

เดลาสมองไปทางทิศตะวันออกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “ฝ่าบาท โครงการระยะที่สองของโรงกลั่นแห้งก๊าซคาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงต้นปีหน้าพ่ะย่ะค่ะ ถึงตอนนั้น ไม่ใช่แค่ปารีสทั้งเมืองที่จะมีตะเกียงก๊าซใช้ แต่แม้แต่เมืองใกล้เคียงอย่างแซ็ง-อ็องตวนก็จะมีก๊าซใช้อย่างเพียงพอเช่นกัน”

“อ้อ ยังมีเมืองลียงอีก ที่นั่นน่าจะเปิดโรงกลั่นแห้งก๊าซได้อย่างเป็นทางการประมาณเดือนตุลาคมพ่ะย่ะค่ะ…”

ภายใต้การนำของเขา โจเซฟและคณะเดินอ้อมกองถ่านหินขนาดใหญ่ที่สูงเท่าตึกสามชั้น ก็เห็นอาคารโรงงานกว้างขวางที่สร้างจากหินและแผ่นไม้เบื้องหน้า ภายในมองเห็นหม้อกลั่นแห้งโลหะที่กำลังถูกเผาด้วยไฟแรงจนเปล่งแสงสีแดงคล้ำ

ปล่องควันบนหลังคาพ่นควันดำทะมึนออกมาเป็นสาย ทำเอาท้องฟ้าบริเวณนั้นกลายเป็นสีเทาเข้ม

คนงานหลายสิบคนใช้รถเข็นคันเล็กบรรทุกถ่านหินจากกองใหญ่จนเต็ม แล้วเข็นเข้าไปในโรงงานอย่างยากลำบาก ภายในมีคนใช้พลั่วตักถ่านหินเติมเข้าไปในเตาใต้หม้อกลั่นแห้งอย่างไม่หยุดหย่อน ด้านข้างมีช่างเทคนิคคอยตรวจสอบอุณหภูมิและมาตรวัดต่างๆ อยู่ตลอดเวลา

คนงานทุกคนที่นี่ตั้งแต่หัวจรดเท้าถูกควันและเขม่าถ่านหินรมจนดำปี๋ หยาดเหงื่อที่ไหลรินลงมาไม่ขาดสายชะล้างคราบเขม่าบนตัวจนกลายเป็นริ้วสีขาวเส้นเล็กๆ ดูแล้วเหมือนใส่เสื้อแข่งของทีมยูเวนตุสไม่มีผิด

เอมังที่ยืนอยู่ด้านข้างพยายามพัดวีให้โจเซฟอย่างแรงเพื่อไล่คลื่นความร้อนระอุที่แผ่มาจากหม้อกลั่นแห้ง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแผ่วเบาราวกับยุงร้องดังมาจากด้านหลัง “ท่านเคานต์เอมัง ดิฉัน…ขอตัวออกไปก่อนได้ไหมคะ”

เมื่อโจเซฟได้ยินก็หันไปมอง ก็เห็นสาวใช้กำลังก้มหน้า หน้าแดงก่ำ ท่าทางกระอักกระอ่วนใจ

เขาเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่า คนงานที่นี่ดูเหมือนจะไม่ได้สวมเสื้อเลยสักคน ก็อากาศร้อนระอุขนาดนี้ ขืนใส่เสื้อก็ทรมานตัวเองเปล่าๆ เขาจึงรีบพยักหน้าให้เธอ “ได้สิ เธอออกไปรอพวกเราข้างนอกโรงงานก่อนก็แล้วกัน”

“เพคะ ขอบพระทัยฝ่าบาท”

คาร์เมเลียรีบหันหลังกลับ หิ้วชายกระโปรงที่เปื้อนเขม่าถ่านหิน แล้ววิ่งเหยาะๆ ออกไป

แปร์นาที่อยู่ในชุดผู้ชายเดินตามหลังโจเซฟมาติดๆ หันไปมองคาร์เมเลียแวบหนึ่ง ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยราวกับเป็นผู้ชนะ

สนับสนุนนักเขียน

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note