ตอนที่ 476 พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
แปลโดย เนสยังในประวัติศาสตร์ รอแบ็สปีแยร์อาจจะทำอะไรสุดโต่งไปบ้าง แต่การที่เขาได้รับการขนานนามจากผู้คนว่าเป็น “ผู้ไม่มีวันทุจริต” ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ความซื่อสัตย์สุจริตของเขาได้แล้ว
หลังจากที่พรรคฌากอแบ็งขึ้นสู่อำนาจ ในฐานะผู้นำสูงสุดในทางปฏิบัติของฝรั่งเศส เขาก็อุทิศตนเพื่อสร้างสวัสดิการให้กับประชาชนอย่างแท้จริง อย่างน้อยเขาก็คิดเช่นนั้นในมุมมองของเขา เขาไม่เคยใช้อำนาจในมือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ในขณะเดียวกัน เขาก็ยังมีความเกลียดชังคนรวยอยู่บ้าง
เมื่อรวมคุณสมบัติเหล่านี้เข้าด้วยกัน โจเซฟจึงมองว่าเขาคือคนที่เหมาะสมที่สุดในการกำกับดูแลระบบภาษี ไม่มีใครเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว
เมื่อรอแบ็สปีแยร์ได้ยินดังนั้น ก็ดูเหมือนจะโล่งใจ แต่ก็ดูเหมือนจะผิดหวังเล็กน้อย: “ฝ่าบาท แม้ข้ากระหม่อมจะไม่มีประสบการณ์ทำงานด้านภาษี แต่หากพระองค์ทรงมีรับสั่ง ข้ากระหม่อมก็จะทุ่มเททำงานนี้ให้ดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ ทว่า ข้ากระหม่อมรู้สึกว่างานนี้ดูเหมือนจะไม่ได้… เต็มไปด้วยความเสี่ยงอย่างที่พระองค์ทรงวาดภาพไว้เลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ ท่านประเมินความอันตรายของตำแหน่งนี้ต่ำเกินไปอย่างเห็นได้ชัด” โจเซฟกล่าว “หลังจากนี้ท่านจะต้องถูกข่มขู่ คุกคาม หรืออาจจะถึงขั้นต้องเผชิญกับการใช้ความรุนแรง แน่นอนว่า ที่อาจจะเป็นไปได้มากกว่าก็คือการติดสินบนและซื้อตัว”
เมื่อเขาเห็นรอแบ็สปีแยร์ยังคงมีสีหน้าสงสัย จึงได้อธิบายแผนการยกเลิกระบบนายอากรอย่างละเอียด รวมถึงผลประโยชน์ที่เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย: “เดิมทีภาษีทั้งหมดของประเทศต้องผ่านมือพวกนายอากร ซึ่งเป็นเงินก้อนโตกว่าห้าร้อยล้านฟรังก์ เพื่อรักษาชิ้นเนื้อชิ้นโตนี้ไว้ พวกเขาพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางอย่างแน่นอน”
รอแบ็สปีแยร์ถึงได้เริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมา แต่ก็ยังคงยืนยันอย่างหนักแน่นว่า: “ฝ่าบาท โปรดวางพระทัยเถิดพ่ะย่ะค่ะ ข้ากระหม่อมจะไม่หวาดกลัวต่อคำข่มขู่ใดๆ ทั้งสิ้น”
โจเซฟพยักหน้าอย่างพึงพอใจ: “ท่านจะต้องคอยช่วยเหลือเคานต์ฟูร์โก อ้อ เขาคืออธิบดีกรมสรรพากรคนใหม่ เพื่อร่วมกันสร้างระบบการเก็บภาษีของประเทศขึ้นมา”
ฟูร์โกคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เข้ามารับตำแหน่งชั่วคราวหลังจากกาลอนถูกปลด และดำรงตำแหน่งเพียงสามสัปดาห์ ก่อนที่บรีแยนจะเข้ามารับตำแหน่งแทน
บุคคลผู้นี้มีความเชี่ยวชาญด้านการเงินเป็นอย่างมาก และยังจงรักภักดีต่อราชวงศ์ โจเซฟจึงมอบหมายให้เขาเป็นผู้ดูแลระบบภาษี
ทว่า ในฐานะขุนนาง เขาจึงจำเป็นต้องมีคนอย่างรอแบ็สปีแยร์คอยจับตาดู โจเซฟถึงจะวางใจได้
โจเซฟกล่าวกับรอแบ็สปีแยร์ต่อ: “ท่านน่าจะมีความคุ้นเคยกับกฎหมายภาษีเป็นอย่างดี แต่ในเรื่องของการเงินและขั้นตอนการเก็บภาษี ยังคงต้องได้รับการฝึกอบรมเพิ่มเติม
“ดังนั้น หลังจากนี้ท่านจะต้องเข้าไปศึกษาที่วิทยาลัยเศรษฐศาสตร์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจปารีสเป็นเวลาสามเดือน และทำความคุ้นเคยกับว่าที่ลูกน้องของท่านที่นั่นไว้ล่วงหน้า”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ข้ากระหม่อมจะปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์” จู่ๆ รอแบ็สปีแยร์ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เมื่อครู่พระองค์ตรัสว่า โรงเรียนตำรวจหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ใช่ โรงเรียนตำรวจ ท่านจะต้องฝึกการจัดแถวและสั่งการที่นั่นด้วย และหลังจากที่ลูกน้องของท่านเข้ารับตำแหน่งแล้ว พวกเขาก็จะต้องพกดาบและปืนด้วย”
“…”
เมื่อรอแบ็สปีแยร์ได้ยินดังนั้น ก็ยิ่งรู้สึกประหม่ามากขึ้นไปอีก
จากนั้น โจเซฟก็พาผู้ตรวจการพิเศษของกรมสรรพากรคนใหม่ไปพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและอธิบดีกรมสรรพากรที่พระราชวังแวร์ซายด้วยตนเอง เพื่อเป็นการสนับสนุนชายหนุ่มผู้ไร้ซึ่งประสบการณ์ทางการเมืองผู้นี้
กว่าจะเสด็จออกจากพระราชวังแวร์ซาย ก็ปาเข้าไปบ่ายสามโมงกว่าแล้ว
หลังจากโจเซฟประทับรถม้าเข้าสู่ตัวเมืองปารีส จู่ๆ ก็ทรงนึกถึงเรื่องการระดมทุนขึ้นมาได้ จึงตรัสกับเอมองต์ว่า: “ไปที่ปาเล-รัวยาลก่อนเถอะ ข้าจะไปดู ‘สวนหมู่ดาว’ เสียหน่อย”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
สิ่งที่เรียกว่า “สวนหมู่ดาว” ก็คือโครงการอสังหาริมทรัพย์ใกล้กับปาเล-รัวยาล ซึ่งอาศัยกระแสของงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมระดับโลกในการโปรโมต
ก่อนหน้านี้โจเซฟไม่ได้ค่อยใส่ใจที่นี่เท่าไหร่นัก แต่พอเดินทางกลับมาจากไซลีเซีย ถึงได้รับรู้ว่ายอดขายดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก
ในตอนนี้กำลังต้องการใช้เงิน ดังนั้นโครงการหาเงินรายใหญ่อย่างอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องเร่งมือจัดการให้เร็วที่สุด
โจเซฟลงจากรถม้าที่บริเวณรอบนอกของ “สวนหมู่ดาว” เงยหน้าขึ้นมองหมู่บ้านที่เคยเป็นสวนของปาเล-รัวยาล
ที่นี่คือหนึ่งในพื้นที่แรกๆ ในปารีสที่มีการติดตั้งโคมไฟถนนก๊าซ ติดกับปาเล-รัวยาลฝั่งตะวันตกที่ถูกพัฒนาเป็นเขตพาณิชย์ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ฯลฯ ตามหลักแล้วก็น่าจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่าสิ
อย่างไรเสีย บ้านใน “สวนพระราชวัง” แถวพระราชวังตุยเลอรีก่อนหน้านี้ก็ขายหมดเกลี้ยงในพริบตา แต่เขาอ่านจากรายงานของบรีแยนว่า ที่นี่ขายออกไปไม่ถึงหนึ่งในห้าด้วยซ้ำ
ผู้จัดการฝ่ายขายของ “สวนหมู่ดาว” ทราบข่าวว่ามกุฎราชกุมารเสด็จมา ก็รีบนำพรรคพวกมาต้อนรับทันที
หลังจากทำความเคารพแล้ว โจเซฟก็ซักถามเรื่องปัญหาการขายบ้านกับเขา
“ใช่พ่ะย่ะค่ะ อย่างที่พระองค์ตรัส มีขุนนางเศรษฐีมากมายเลยพ่ะย่ะค่ะ” ผู้จัดการฝ่ายขายโค้งตัว เดินตามอยู่ข้างๆ โจเซฟ “แต่ที่นี่ราคาแพงกว่าบ้านใน ‘สวนพระราชวัง’ มากเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
ราคาป้ายของ “สวนพระราชวัง” อยู่ที่หกหมื่นฟรังก์ ราคาซื้อขายจริงอยู่ที่ประมาณเจ็ดหมื่น ส่วน “สวนหมู่ดาว” ตั้งราคาป้ายไว้ที่หนึ่งแสนฟรังก์ ปกติต้องลดราคาลงมาเหลือเก้าหมื่นห้าพันฟรังก์ถึงจะขายออก
ผู้จัดการฝ่ายขายกล่าวต่อ: “ทุกคนต่างก็คิดว่า ในไม่ช้า ‘สวนพระราชวัง’ ก็น่าจะมีการติดตั้งโคมไฟถนนก๊าซเช่นกัน ถึงตอนนั้นที่นี่อาจจะลดราคาลง พวกเขาจึงรอดูกันอยู่พ่ะย่ะค่ะ…”
โจเซฟขมวดคิ้ว ไม่ว่าจะยุคไหนสมัยไหน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็เหมือนกันหมด ซื้อตอนราคาขึ้น ไม่ซื้อตอนราคาตก นี่มันกลายเป็นการคาดการณ์ว่าราคาจะตกไปแล้วสิ มิน่าล่ะถึงขายไม่ออก
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งการผู้จัดการฝ่ายขายว่า: “รบกวนท่านเลือกบ้านที่เด่นที่สุดมาสักหลัง แล้วนำตราสัญลักษณ์ของข้าไปแขวนไว้
“จากนั้นก็ไปลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ว่า บ้านใน ‘ย่านที่พักอาศัยที่หรูหราและแพงที่สุดในปารีส’ เหลือเพียง 10 หลังสุดท้ายแล้ว จำไว้ว่า อย่าทำเป็นโฆษณา แต่ให้หานักข่าวมาเขียนเป็นรายงานข่าว เน้นย้ำว่ามีเพียงผู้ที่มีสถานะทางสังคมสูงส่งเท่านั้น ถึงจะได้อาศัยอยู่ที่นี่ และบ้านจะไม่มีวันลดราคาเด็ดขาด
“หลังจากนั้น ผู้ที่มาซื้อบ้านทุกคน จะต้องสุ่มจับฉลากก่อน มีเพียงผู้ที่จับฉลากได้เท่านั้น ถึงจะมีสิทธิ์ซื้อ และราคาจะเพิ่มขึ้นเดือนละหนึ่งพันฟรังก์ ห้ามต่อรองเด็ดขาด”
“สุ่มจับฉลากหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ก็คือการจับฉลากนั่นแหละ แต่รูปแบบต้องดูมีสีสันหน่อย อย่างเช่น หาพวกลูกบอลเขียนตัวเลขมาให้ผู้ซื้อจับ ต้องจับได้ตัวเลขที่มีรูปแบบเฉพาะเจาะจงครบสามครั้ง ถึงจะได้สิทธิ์ซื้อ”
ผู้จัดการฝ่ายขายอึ้งไป: “ฝ่าบาท แต่ถ้าผู้ซื้อหมดความอดทนแล้วเดินหนีไป จะทำอย่างไรล่ะพ่ะย่ะค่ะ…”
“ก็ปล่อยพวกเขาไปสิ” โจเซฟแย้มพระสรวล “หลังจากนั้น ท่านก็สามารถให้คนแอบนำบัตรคิวไปขายให้กับคนที่อยากได้บ้านแต่จับฉลากไม่ได้ ในนามของผู้บริหาร ‘สวนหมู่ดาว’ ในราคาคิวละสองพันฟรังก์”
ล้อเล่นน่า บ้านแค่ร้อยกว่าหลังเองนะ คนรวยทั่วทั้งฝรั่งเศส หรือแม้กระทั่งทั่วยุโรปต่างก็จ้องตาเป็นมัน ลองเอาพวก “การตลาดแบบสร้างความกระหาย” หรือ “การตลาดเชิงคอนเซปต์” ในยุคหลังมาใช้ดูสิ ถ้าขายไม่ออกก็แปลกแล้ว
สวนปาเล-รัวยาลใช้พื้นที่ไปไม่ถึงหนึ่งในสี่เท่านั้น หลังจากนี้จะต้องมีโครงการเฟสสองตามมาอีก หากขายหมดทุกหลัง กำไรสุทธิก็จะสูงถึงยี่สิบล้านฟรังก์เลยทีเดียว!
หลังจากนั้นก็จะเป็นการพัฒนาพื้นที่ว่างบริเวณลูฟวร์ พัฒนาพื้นที่ว่างระหว่างพระราชวังแวร์ซายและปารีส หรือแม้กระทั่งพื้นที่ป่าด้านหลังพระราชวังแวร์ซาย ก็สามารถนำมาสร้างหมู่บ้านได้เช่นกัน
ในพระราชวังแวร์ซายมีขุนนางแออัดอยู่หลายหมื่นคน พื้นที่พักอาศัยเฉลี่ยต่อคนก็ช่างคับแคบ ถึงเวลาที่จะต้องยกระดับสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยให้กับทุกคนบ้างแล้ว
ก่อนหน้านี้ เขาอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจจัดงานปารีสแฟชั่นวีค จัดงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมระดับโลก แถมยังเสียเงินติดตั้งโคมไฟถนนก๊าซอีก พยายามยกระดับความหรูหราของปารีสอย่างสุดชีวิต ก็เพื่อที่จะได้กอบโกยผลประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่หรือ?

0 Comments