ตอนที่ 225 ศาลบรรพชนหลวง
แปลโดย เนสยังแม้ซวิ๋นซวงจะเสนอให้เลื่อนการหารือออกไป แต่แท้จริงแล้วมันก็คือการยอมรับโดยปริยาย…
เพราะที่เรียกว่าหารือในภายหลัง จะไปหารือกับใครได้อีกล่ะ?
ต่งจั๋วย่อมไม่รอใครมาหารือด้วยอีกแน่ จากนี้ไปจะต้องลงมือเตรียมการย้ายเมืองหลวงอย่างแน่นอน คำว่าหารือในภายหลัง ก็เป็นเพียงแค่ผ้าเตี่ยวที่แขวนไว้หลวมๆ เพื่อปกปิดความน่าเกลียดเท่านั้น
ต่อให้มีบางคนที่ยังคงหวังลมๆ แล้งๆ แต่เมื่อต่งจั๋วสั่งประหารซ่างซูโจวปี้ และเฉิงเหมินเซี่ยวเว่ยอู่ฉยงที่มาขวางทางทัดทานหลังจบการประชุมเช้า แทบทุกคนก็ตระหนักได้ว่าเรื่องย้ายเมืองหลวงนั้นถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้อีกต่อไป
ช่วงเที่ยงวัน ต่งจั๋วมาถึงหน้าพระตำหนัก แล้วเอ่ยถามว่า “ฝ่าบาทเสด็จไปที่ใด?”
เสี่ยวหวงเหมินตัวสั่นงันงก รีบตอบอย่างลุกลี้ลุกลนว่า “ทูลท่านเซียงกั๋ว ฝ่าบาท… ฝ่าบาทเสด็จไปที่ศาลบรรพชนหลวงขอรับ…”
“ศาลบรรพชนหลวง…” ต่งจั๋วขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้า หันหลังแล้วมุ่งหน้าไปยังศาลบรรพชนหลวงทันที
ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ศาลบรรพชนหลวงมีอยู่สองแห่ง แห่งหนึ่งคือ “เกามี่ยว” ซึ่งใช้บูชาอดีตฮ่องเต้ห้าพระองค์ของราชวงศ์ฮั่นตะวันตก อีกแห่งคือ “ซื่อจู่มี่ยว” ซึ่งใช้บูชาฮ่องเต้กวงอู่ สิ่งที่น่าสนใจคือฮ่องเต้ของราชวงศ์ฮั่นตะวันออกหลายพระองค์ได้นำป้ายวิญญาณมาประดิษฐานไว้ใน “ซื่อจู่มี่ยว” ซึ่งมีความหมายแฝงบางอย่างอยู่
ฮั่นเซี่ยนตี้หลิวเสียย่อมไม่ได้ประทับอยู่ใน “เกามี่ยว” อย่างแน่นอน เพราะ “เกามี่ยว” เป็นที่บูชาสายการสืบราชสันตติวงศ์ของหลิวปัง ส่วน “ซื่อจู่มี่ยว” เป็นสถานที่บูชาฮ่องเต้ที่สืบเชื้อสายมาจากหลิวซิ่ว
ป้ายวิญญาณของฮั่นหลิงตี้ก็ประดิษฐานอยู่ใน “ซื่อจู่มี่ยว” เช่นกัน…
ในขณะนี้หลิวเสียกำลังคุกเข่าอยู่ใต้ป้ายวิญญาณของฮั่นหลิงตี้ ขดตัวกลมส่งเสียงสะอื้นไห้เบาๆ
สุดท้ายแล้ว หลิวเสียในตอนนี้ก็เป็นเพียงเด็กชายอายุไม่ถึงสิบขวบ ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี เขาต้องสูญเสียพระบิดาที่รักเขา จากนั้นก็สูญเสียพระนางเหอที่แม้จะไม่ได้รักใคร่เขา แต่ก็เป็นพระมารดาในนาม และสุดท้ายแม้แต่หลิวเปี้ยนพระเชษฐาก็…
ขันทีเฒ่าในวังแอบบอกเขากลายๆ ว่า หลิวเปี้ยนพระเชษฐาอาจจะถูกลอบปลงพระชนม์ไปแล้ว…
หลิวเสียพยายามกลั้นเสียงร้องไห้ ไม่กล้าแม้แต่จะปล่อยโฮออกมาดังๆ เพราะกลัวว่าจะมีใครมาเห็น ปล่อยให้น้ำตาและน้ำมูกไหลเปรอะเปื้อนใบหน้า ราวกับลูกสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บและแอบซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดเพื่อเลียแผลของตนเอง
ภายใน “ซื่อจู่มี่ยว” นั้นมืดมิดและหนาวเย็น ไร้ซึ่งร่องรอยของสิ่งมีชีวิต ในช่วงเวลาที่ความหนาวเหน็บของฤดูหนาวยังไม่จางหาย และความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิยังมาไม่ถึง ความหนาวเย็นที่นี่ก็ยิ่งเสียดแทงกระดูก ราวกับความเย็นเยียบจากขุมนรกที่กำลังซึมซาบเข้าสู่จิตวิญญาณ…
ต่งจั๋วผลักประตูศาลจนเปิดอ้าออกกว้าง เดินอาดๆ เข้ามาหยุดยืนอยู่ข้างหลิวเสีย เขาเงยหน้าขึ้นมองป้ายวิญญาณของเหล่าอดีตฮ่องเต้ที่ประดิษฐานอยู่กลางศาลด้วยสายตาหยิ่งผยอง จากนั้นจึงหลุบตาลงมองหลิวเสียที่อยู่แทบเท้าด้วยสายตาดูแคลน พลางกล่าวว่า “พระองค์ทรงกันแสงด้วยเหตุใด?”
“…” หลิวเสียไม่คิดเลยว่าต่งจั๋วจะบุกเข้ามาอย่างกะทันหัน เมื่อตั้งตัวไม่ติด พระองค์จึงไม่รู้จะตอบต่งจั๋วอย่างไร
“เงยพระพักตร์ขึ้น! บุตรแห่งราชวงศ์ฮั่น จะก้มหัวได้อย่างไร!” ต่งจั๋วตวาดเสียงดังลั่น จนศาลบรรพชนสั่นสะเทือนอื้ออึง
หลิวเสียเงยพระพักตร์ขึ้นตามสัญชาตญาณ แต่กลับเห็นว่าต่งจั๋วไม่ได้มองพระองค์เลย เขากำลังมองไปที่ป้ายวิญญาณที่อยู่สูงสุดในศาล ซึ่งก็คือป้ายวิญญาณของฮั่นซื่อจู่กวงอู่ตี้หลิวซิ่ว…
ต่งจั๋วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “…ในอดีตฮ่องเต้กวงอู่ทรงปราบปรามความวุ่นวาย นำความถูกต้องกลับคืนมา สานต่อมหาอาณาจักร เมื่อรวบรวมแผ่นดินได้ ก็ทรงรอบคอบในระบอบการปกครอง กุมอำนาจบริหารประเทศ จนเกิดการฟื้นฟูแผ่นดิน เมื่อนึกถึงในปัจจุบันแล้ว ช่างน่ายกย่องเลื่อมใสยิ่งนัก…”
“…” หลิวเสียปาดน้ำมูกและน้ำตาบนพระพักตร์ เมื่อได้ยินต่งจั๋วกล่าวถึงบรรพบุรุษของตน ก็สุดจะทนไหว จึงตรัสเสียงดังว่า “…เหลวไหล! หากเจ้าเคารพฮ่องเต้กวงอู่จริง จะกล้า… จะกล้า…”
“จะกล้าทำไม? …ปลดฮ่องเต้? …หรือปลงพระชนม์ฮ่องเต้? อะฮ่าๆๆๆ…”
ต่งจั๋วแหงนหน้าหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วศาล จนหลิวเสียรู้สึกหูอื้อและปวดหู จนต้องยกพระหัตถ์ขึ้นปิดพระกรรณ
ต่งจั๋วหัวเราะจนพอใจ ก็ยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลซึมออกมาจากการหัวเราะ พลางกล่าวว่า “หากฮ่องเต้กวงอู่ทรงรับรู้ในยมโลก ก็ย่อมต้องยินดีกับกระหม่อม!”
“!? ” หลิวเสียถึงกับอึ้งไปเมื่อได้ยินต่งจั๋วกล่าวเช่นนั้น…
ต่งจั๋วกล่าวอย่างผ่าเผยว่า “ฮ่องเต้ชงตี้และจื้อตี้สวรรคตเร็ว ฮ่องเต้หวนตี้ไร้ทายาท ฮ่องเต้หลิงตี้เป็นเพียงเชื้อพระวงศ์สายรองที่ได้ขึ้นครองบัลลังก์ จากตำแหน่งโหวขึ้นมาสืบราชสันตติวงศ์ กลับไม่ทรงเห็นแก่เชื้อสายบรรพชน ไม่เคารพโองการสวรรค์ พระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์อย่างพร่ำเพรื่อ ซื้อขายตำแหน่งขุนนาง ลงโทษผู้บริสุทธิ์ ทำลายขุนนางผู้ภักดี จนนำไปสู่ความหายนะของบ้านเมือง! สถานการณ์ในวันนี้ การที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ไปตามอายุขัย ก็นับว่าเป็นบุญมากแล้ว!”
“…พูดจาเหลวไหล!” แม้หลิวเสียจะทรงทราบดีว่าคำวิจารณ์ของต่งจั๋วที่มีต่อฮั่นหลิงตี้นั้นค่อนข้างจะถูกต้อง แต่ถึงอย่างไรนั่นก็คือพระบิดาของพระองค์ พระองค์จึงกัดพระทนต์ตรัสตอบโต้ต่งจั๋วเสียงดัง
“หึ!” ต่งจั๋วแค่นเสียงเย็น ไม่ใส่ใจ ก่อนจะกล่าวต่อว่า “วันนี้ในท้องพระโรง ซานกงอ่อนแอไร้ความสามารถ ขุนนางทั้งหลายปิดปากเงียบ ได้รับเบี้ยหวัดจากราชวงศ์ฮั่น แต่กลับเห็นแก่ตัว ยกผลประโยชน์ของตระกูลตนเองไว้เหนือบ้านเมือง กดขี่ข่มเหงราษฎรตามบ้านนอก! นี่หรือคือขุนนางที่พระบิดาของพระองค์ทรงไว้วางใจ!”
“…” หลิวเสียทรงนิ่งเงียบ เหตุการณ์ในท้องพระโรงวันนี้ยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ โดยเฉพาะภาพที่ไท่ฟู่หยวนเหว่ยทำตัวราวกับหุ่นไม้ ไม่ยอมปริปากพูดอะไรตั้งแต่ต้นจนจบ ทำให้พระองค์ทรงผิดหวังอย่างยิ่ง…
“เห็นแก่ความปรารถนาส่วนตัว ละทิ้งบ้านเมือง ถือว่าไม่จงรักภักดี อ่านตำราแต่กลับละทิ้งจริยธรรม ถือว่าไม่ฉลาด ทำตัวขี้ขลาดเพื่อรักษาชีวิต ถือว่าไม่กล้าหาญ ราษฎรล้มตายแต่กลับไม่ไยดี ถือว่าไม่ชอบธรรม!” ต่งจั๋วกล่าวต่อ “นี่แหละคือซานกงแห่งราชวงศ์ฮั่นที่พระบิดาของพระองค์ทรงคัดเลือกมา ผู้ที่ได้รับเบี้ยหวัดอย่างงาม! ฮ่าๆๆ หากฮ่องเต้กวงอู่ทรงรับรู้ ย่อมต้องยินดีที่จะยืมมือกระหม่อม สังหารพวกสุนัขสุกรเหล่านี้ให้สิ้นซาก!”
“เหลวไหล! เหลวไหลสิ้นดี! …เจ้า… เจ้าก็ได้รับเบี้ยหวัดจากราชวงศ์ฮั่นเช่นกัน! อดีตฮ่องเต้ก็ทรงแต่งตั้งเจ้าเป็นขุนพล เป็นผู้ว่าการรัฐ! แล้วเจ้าจะแก้ตัวว่าอย่างไร?!” หลิวเสียทรงพิโรธกับคำพูดของต่งจั๋ว จนลืมความหวาดกลัว และตรัสตะคอกใส่ต่งจั๋วเสียงดัง
ต่งจั๋วกระชากเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นร่างกายที่มีแต่บาดแผลเป็นทางยาว น่าเกรงขามยิ่งนัก เขากล่าวอย่างองอาจว่า “บุญคุณของราชวงศ์ฮั่น กระหม่อมได้ตอบแทนไปจนหมดสิ้นแล้ว! กระหม่อมเข้าร่วมกองทัพตั้งแต่ปลายรัชศกฮ่องเต้หวนตี้ สังหารชนเผ่าเซียนเปย ปราบปรามชาวเชียงและหู ปราบกบฏโพกผ้าเหลือง ตลอดเวลายี่สิบปี ผ่านสมรภูมิมานับร้อยครั้ง เกือบตายมาก็หลายหน แต่เมื่อสร้างความดีความชอบกลับไม่ได้รับรางวัล มีเพียงผู้ที่ติดสินบนขันทีเท่านั้นที่ได้รับการเลื่อนขั้น หากพระบิดาของพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถ ซานกงซื่อสัตย์ภักดี กระหม่อมจะมีโอกาสได้กุมอำนาจได้อย่างไร?”
เมื่อหลิวเสียทรงทอดพระเนตรเห็นบาดแผลมากมายบนร่างกายของต่งจั๋ว ทั้งรอยแดงและรอยช้ำที่ดูน่ากลัวราวกับตะขาบ พระองค์ก็ทรงตกพระทัยจนถอยหลังไปครึ่งก้าว แต่แล้วพระองค์ก็กัดพระทนต์ก้าวกลับมายืนที่เดิม ตรัสประณามต่งจั๋วว่า “เจ้าบีบคั้นพระมารดาจนสิ้นพระชนม์ ทำร้ายพระเชษฐา สังหารขุนนางใหญ่ เข่นฆ่าราษฎร… เจ้ามีความจงรักภักดี ซื่อสัตย์ กล้าหาญ และชอบธรรมตรงไหน?!”
ต่งจั๋วได้ยินดังนั้นก็แหงนหน้าหัวเราะลั่น ราวกับได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก เมื่อหัวเราะจนพอใจ เขาก็ค่อยๆ ชักดาบยาวที่เอวออกมา แล้วฟันลงมาที่หลิวเสียอย่างช้าๆ ประกายเย็นเยียบของดาบทำให้พระพักตร์ของหลิวเสียซีดเผือด…
แม้หลิวเสียจะทรงหวาดกลัว แต่พระองค์ก็ไม่ยอมแสดงความอ่อนแอต่อหน้าต่งจั๋วอีก พระองค์ทรงฝืนทอดพระเนตรจ้องต่งจั๋ว แม้พระวรกายจะสั่นเทา แต่พระบาทกลับยืนหยัดอย่างมั่นคงไม่ยอมถอย
ดาบยาวของต่งจั๋วตวัดผ่านหลิวเสียไป ฟันลงบนโต๊ะวางกระถางธูป “…กระหม่อมเดิมทีก็เป็นเพียงดาบเล่มหนึ่งของราชวงศ์ฮั่น! ดาบจะมีความจงรักภักดี ซื่อสัตย์ กล้าหาญ และชอบธรรมได้อย่างไร? แล้วจะต้องการความจงรักภักดี ซื่อสัตย์ กล้าหาญ และชอบธรรมไปทำไม? อะฮ่าๆๆๆ…”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็ไม่ดึงดาบยาวออก ปล่อยให้ดาบปักคาอยู่บนโต๊ะกระถางธูปเช่นนั้น แล้วหันหลังเดินหัวเราะออกจากศาลไป
หลิวเสียทรงนิ่งเงียบอยู่นาน จากนั้นก็เดินไปที่หน้าดาบยาว พระองค์ทรงออกแรงดึงดาบยาวออกจากโต๊ะกระถางธูป กำไว้ในพระหัตถ์แน่น ชูขึ้นสูง และทรงส่งเสียงร้องคำรามราวกับสัตว์ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างแสนสาหัส…

0 Comments