ตอนที่ 221 ตกหลุมพราง
แปลโดย เนสยังหลี่หมินหัวเราะเสียงดังลั่น ใช้กระบี่ยาวชี้ไปยังทหารของต่งจั๋วที่กำลังตั้งค่ายอย่างตื่นตระหนกอยู่อีกฟากของแม่น้ำอิ่งสุ่ย พลางกล่าวว่า “นี่หรือคือทหารซุ่มโจมตี? หนึ่งไม่มีเครื่องกีดขวางม้า สองไม่มีหน้าไม้และธนู มีเพียงหอกยาวและดาบสั้น แล้วมันจะมีประโยชน์อันใดเล่า?”
เหตุผลสำคัญที่สุดคือ หลี่หมินสามารถยึดม้าศึกของกองทัพต่งจั๋วมาได้จำนวนหนึ่งแล้ว ความหอมหวานที่ได้รับในครั้งนี้ทำให้เขาแทบจะหยุดตัวเองไม่ได้ แม้ว่าม้าบางส่วนจะได้รับบาดเจ็บ แต่หากรักษาตัวสักพัก ก็ยังมีม้าอีกเจ็ดสิบถึงแปดสิบตัวที่สามารถนำมาใช้งานได้ หากสามารถยึดม้าศึกอีกร้อยกว่าตัวที่กำลังหลบอยู่หลังค่ายทหารราบเพื่อพักเหนื่อยมาเป็นของตนเองได้อีก กองทัพของเขาก็จะสามารถจัดตั้งกองทหารม้าขนาดเกือบหนึ่งพันนายได้…
ทหารม้าที่กระจัดกระจายอย่างมากก็สู้ได้แค่หนึ่งต่อสองหรือต่อสาม แต่ทหารม้าที่จัดเป็นกระบวนทัพนั้นสามารถสู้ได้ถึงหนึ่งต่อห้า หรืออาจจะมากกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ยิ่งมีจำนวนทหารม้ามากเท่าไหร่ พลังรบของกองทัพก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ทหารม้าหลักร้อยกับหลักพันนั้นมีพลังรบที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
เมื่อเห็นว่าทหารม้าที่ดูเหนื่อยล้าเหล่านั้นลงจากม้ากันทีละคน และสังเกตเห็นว่าทหารราบที่ออกมารับศึกไม่มีพลธนูเลยแม้แต่น้อย ขอเพียงแค่ข้ามแม่น้ำไปได้ และบดขยี้ทหารห้าหกร้อยนายเหล่านี้ ทหารม้าที่เหนื่อยล้าเหล่านั้นก็จะกลายเป็นเหมือนหมูในอวยทันที…
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลี่หมินที่คันไม้คันมือจนทนไม่ไหว ก็ออกคำสั่งให้ทหารของตนข้ามแม่น้ำเพื่อไล่ตามโจมตี
แม้ว่าฝั่งตรงข้ามจะมีทหารตั้งกระบวนทัพอยู่เพียงห้าหกร้อยนาย แต่นี่ไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับการรบแบบไล่ตามโจมตีได้เลย ในการรบแบบไล่ตามโจมตี ฝ่ายที่ถูกไล่ตามขอเพียงวิ่งให้เร็ว ไม่ให้ตกลงไปอยู่รั้งท้าย ไม่ให้ถูกล้อมจับได้ ก็จะไม่มีอันตรายถึงชีวิต ส่วนฝ่ายไล่ตามขอเพียงม้าไม่สะดุดล้ม ความเสี่ยงก็ยิ่งน้อยลงไปอีก…
แต่การออกรบประจัญบานนั้นกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การออกรบหมายถึงโอกาสรอดตายมีเพียงหนึ่งในสิบ ซึ่งเป็นจริงสำหรับทั้งสองฝ่าย
ไม่ว่าจะได้เปรียบหรือไม่ก็ตาม แต่อยู่ใต้คมหอกคมดาบ แม้แต่ฝ่ายที่ได้เปรียบก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่มีผู้เสียชีวิต ในสมัยราชวงศ์ฮั่นที่ขาดแคลนยาและการแพทย์ แม้จะเป็นแค่บาดแผลเล็กๆ ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้จากภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ
แม้ทุกคนในฝ่ายหลี่หมินจะเชื่อว่าชัยชนะจะต้องเป็นของตนในท้ายที่สุด แต่ก่อนจะถึงเวลานั้น ทหารที่เข้าปะทะในแนวหน้าจะต้องมีผู้ที่ล้มลงริมฝั่งแม่น้ำอิ่งสุ่ยแห่งนี้อย่างแน่นอน แม่น้ำแห่งนี้จะถูกย้อมด้วยเลือดของพวกเขา และพวกเขาจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับชัยชนะ
ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของพวกเขา ก็คือการใช้เนื้อหนังมังสาของตน ฉีกกระชากกระบวนทัพของอีกฝ่าย ยิ่งสามารถบดขยี้หรือทำลายอีกฝ่ายได้เร็วเท่าไหร่ โอกาสที่คนในฝ่ายของตนจะรอดชีวิตก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
หลี่หมินไม่ได้โง่พอที่จะสั่งให้ทหารม้าจำนวนน้อยนิดของตนบุกข้ามแม่น้ำไปโจมตีโดยตรง แต่เขาสั่งให้ทหารราบที่ตามมาจัดกระบวนทัพให้เรียบร้อยเสียก่อน โดยให้พลธนูเดินหน้าไปที่ริมฝั่งแม่น้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารของตนถูกอีกฝ่ายโจมตีขณะข้ามแม่น้ำ จากนั้นจึงสั่งให้ทหารราบที่จัดกระบวนทัพเสร็จแล้วข้ามแม่น้ำไป เพื่อแย่งชิงพื้นที่บนฝั่งตรงข้าม…
อาจจะเป็นเพราะความหวาดกลัว หรืออาจจะเป็นเพราะไม่มีพลธนูไว้ต่อกร หรืออาจจะเป็นเพราะเหตุผลอื่นๆ ทหารของต่งจั๋วจำนวนห้าหกร้อยนายที่ตั้งกระบวนทัพอยู่ไกลๆ นั้น แม้จะดูวุ่นวายเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เข้ามาขัดขวางการข้ามแม่น้ำของทหารหลี่หมินเลย
ทหารราบของหลี่หมินข้ามแม่น้ำที่มีระดับน้ำสูงระดับเอวไปได้อย่างรวดเร็ว ฝ่าลมหนาวที่พัดโหมกระหน่ำ กระจายกำลังออกไปเพื่อเปิดทางให้ทหารหน่วยหลัง
จากนั้น ทหารหน่วยที่สองก็ข้ามแม่น้ำตามมา ทหารของต่งจั๋วดูเหมือนจะมีความตั้งใจที่จะโจมตี จึงขยับเข้ามาใกล้สิบกว่าก้าว แต่แล้วก็หยุดชะงักลง และเนื่องจากการเคลื่อนที่หยุดเดินของซ้ายขวาไม่พร้อมกัน จึงทำให้กระบวนทัพทั้งหมดบิดเบี้ยวและดูไม่น่ามองเอาเสียเลย…
เมื่อหลี่หมินเห็นเช่นนั้น จึงชี้ไปที่ทหารของต่งจั๋วที่เสียกระบวนทัพ แล้วพูดกับจางอันว่า “เจ้าเห็นหรือไม่ พวกมันเสียกระบวนทัพไปแล้ว เพียงแค่โจมตีครั้งเดียว ก็ต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน!” จากนั้นจึงสั่งให้ทหารม้าที่ตามมาและพลธนูข้ามแม่น้ำไปพร้อมกัน
ลมหนาวพัดกรรโชกแรง แม้แม่น้ำจะไม่ลึกนัก แต่เมื่อเสื้อผ้าเปียกน้ำและโดนลมพัด ก็ทำให้รู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาทันที
หลี่หมินก็รู้ข้อนี้ดี จึงไม่พูดพร่ำทำเพลง สั่งให้ทหารแนวหน้าบุกเข้าโจมตีทันที และสั่งให้ทหารม้าทั้งแปดร้อยนายแบ่งออกเป็นสองปีก ซ้ายและขวา มุ่งหน้าเข้าโอบล้อมจากด้านข้าง…
เสียงกลองรบดังกึกก้อง ทหารโล่ดาบในแนวหน้าของหลี่หมิน ทุกๆ ห้าก้าวก็จะเอาโล่ใหญ่กระแทกพื้นหนึ่งครั้ง หายใจเข้าหนึ่งครั้งแล้วยกโล่ขึ้นเดินหน้าต่อไป เสียงโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วริมฝั่งแม่น้ำอิ่งสุ่ย เสียงฝีเท้าที่พร้อมเพรียงกันทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน
ส่วนกองทัพของต่งจั๋ว ดูเหมือนจะตกอยู่ในความสิ้นหวัง เพราะเดิมทีกำลังพลก็เสียเปรียบอยู่แล้ว และตอนนี้ก็กำลังจะต้องเผชิญกับการโจมตีจากกำลังพลที่มากกว่าหลายเท่าตัว ซ้ำยังมีแนวโน้มว่าจะถูกโอบล้อมจากทั้งสามทิศทาง ทำให้กระบวนทัพยิ่งกระจัดกระจายมากขึ้นเรื่อยๆ…
เมื่อระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ประมาณร้อยก้าว กองทัพของต่งจั๋วก็พร้อมใจกันส่งเสียงร้องลั่น แล้วแตกฮือหนีไปทันที ส่วนทหารม้าที่หลบอยู่หลังทหารราบ ก็รีบปีนขึ้นม้าอย่างลนลานและหนีเตลิดไปเช่นกัน…
ทหารแนวหน้าของหลี่หมินที่เตรียมพร้อมจะปะทะกันอย่างเต็มที่ เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ของทหารต่งจั๋ว ก็ถึงกับชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพร้อมใจกันหัวเราะลั่นออกมา
ในครั้งนี้ แม้แต่จางอันที่มักจะระมัดระวังตัวก็ยังรู้สึกพูดไม่ออก การรบประจัญบานกลายเป็นการรบแบบไล่ตามโจมตีไปเสียแล้ว…
การเปลี่ยนแปลงที่ตามมาย่อมกลายเป็นว่า ทหารกลุ่มเล็กๆ ของต่งจั๋วหนีหัวซุกหัวซุนเข้าไปในภูเขา ส่วนทหารของหลี่หมินก็ตามไล่ล่าอย่างกระชั้นชิด เมื่อทหารของต่งจั๋วที่รั้งท้ายถูกไล่ทัน ก็จะถูกฟันตายอย่างโหดเหี้ยม ส่วนศีรษะก็จะกลายเป็นของมีค่าที่ถูกแย่งชิงกัน
ในครั้งนี้ ทหารม้าของหลี่หมินก็กอบโกยผลงานได้มากกว่าทหารม้าที่ไล่ตามโจมตีต่งจั๋วก่อนหน้านี้เสียอีก เมื่อเล็งเป้าหมายไปที่ทหารต่งจั๋วที่รั้งท้าย ก็จะควบม้าเข้าไปฟันให้ล้มลง จากนั้นก็สามารถลงจากม้ามาตัดหัว แขวนไว้ที่คอม้าอย่างไม่สะทกสะท้าน แล้วจึงไล่ล่าเป้าหมายรายต่อไป…
ส่วนทหารราบก็ทำได้เพียงแค่มองด้วยความอิจฉา วิ่งไล่ตามอย่างสุดชีวิตด้วยสองขา หวังว่าก่อนที่จะมีการสั่งถอยทัพ จะสามารถเก็บเกี่ยวผลงานได้บ้าง แม้แต่ชุดเกราะ อาวุธ หรือธงที่ทหารต่งจั๋วทิ้งไว้ตามทาง พวกเขาก็เก็บขึ้นมาในขณะที่ไล่ตาม
หลี่หมินตามมากับทัพกลางเช่นกัน เมื่อเพิ่งจะอ้อมเนินเขาเล็กๆ ก็ได้ยินเสียงกลองดังกึกก้อง จากนั้นเสียงโห่ร้องที่ฮึกเหิมก็ดังขึ้น ธงที่มีคำว่า “จงหลางเจี้ยงสวี” ปรากฏขึ้นที่ด้านข้างอย่างกะทันหัน
สวีหรงยืนอยู่ใต้ธง มองดูกองทัพของหลี่หมินที่กระจัดกระจายจากการไล่ตามโจมตี เขายกมือขึ้นส่งสัญญาณด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทันใดนั้น ก็ราวกับฝูงผึ้งนับหมื่นนับแสนตัวกระพือปีกพร้อมกัน ห่าธนูมืดฟ้ามัวดินก็พุ่งเป้ามาที่ตำแหน่งทัพกลางของหลี่หมิน
จากนั้นทหารม้าซีเหลียงเป็นแถวๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นจากหลังยอดเขาเล็กๆ ชูดาบขึ้นสูง ควบม้าทะยานลงมา ฟันซ้ายป่ายขวา ทะลวงทัพกลางที่เพิ่งจะถูกโจมตีด้วยห่าธนูจนขาดออกเป็นสองท่อน…
หลี่หมินตะโกนสั่งการอย่างร้อนรน ให้ทหารของตนตั้งกระบวนทัพรับศึก แต่มีเพียงทหารบางส่วนที่อยู่ใกล้เขาเท่านั้นที่ได้ยินคำสั่ง และจำใจรวมตัวกัน ยกอาวุธขึ้นป้องกันตัวอย่างสั่นเทา ส่วนทหารที่อยู่ห่างจากทัพกลาง ตอนนี้ก็ตกอยู่ในความโกลาหลอย่างหนัก ไม่มีใครได้ยินเลยว่าเขากำลังตะโกนสั่งอะไร…

0 Comments