ตอนที่ 218 ความเปลี่ยนแปลงที่จำยอม
แปลโดย เนสยังเมื่อเฟยเฉียนได้ยินคำพูดของไช่ยง ก้อนหินที่ถ่วงอยู่ในใจก็เบาบางลงไปบ้าง อย่างไรเสียก่อนหน้านี้เขาก็ได้พบเจอผู้คนมากมาย รวมไปถึงบรรดากลุ่มตระกูลใหญ่กวนตงที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งดูเหมือนทุกคนจะมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม โดยไม่ได้คำนึงถึงโอกาสที่จะพ่ายแพ้เลยแม้แต่น้อย
แม้ไช่ยงจะไม่ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่ากลุ่มตระกูลใหญ่กวนตงอาจจะพ่ายแพ้ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธว่าในขณะนี้กลุ่มตระกูลใหญ่กวนตงก็ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักคุณธรรมอย่างสมบูรณ์ ซึ่งนั่นก็ทำให้เฟยเฉียนมองเห็นความหวังขึ้นมาบ้าง
สิ่งที่เฟยเฉียนกังวลที่สุดคือการที่ท่านอาจารย์ไช่ยงจะเหมือนกับเฟยหมิ่น ผู้นำตระกูลเฟย ที่คิดว่าแค่การนั่งอยู่ในเมืองลั่วหยาง รอให้ฝุ่นตลบจนสงบลงแล้วทุกอย่างก็จะเรียบร้อย สามารถนั่งมองพายุฝนกระหน่ำได้โดยที่ตนเองยังคงอยู่อย่างสุขสบาย
จะมีเรื่องดีๆ เช่นนั้นได้อย่างไร?
เฟยเฉียนกล่าวว่า “ต่งจ้งอิ่งตั้งตัวได้จากซีเหลียง ท่องไปทั่วดินแดนเชียงและหู ผ่านสมรภูมิมานับร้อยครั้ง มีทหารกล้าประดุจพยัคฆ์และหมาป่าอยู่ใต้บังคับบัญชามากมาย จะยอมจำนนโดยง่ายได้อย่างไร? อีกทั้งแม้กลุ่มตระกูลใหญ่กวนตงจะมีจำนวนมาก แต่ต่างก็มีความคิดแอบแฝง…”
ไช่ยงรับฟังเรื่องราวของซวนจ่าวจากเฟยเฉียนจนจบ ก็ส่ายหน้าถอนหายใจ นิ่งเงียบไม่กล่าวสิ่งใด
บางเรื่องไม่ใช่ว่ามองไม่ออก หรือไม่เข้าใจ แต่เป็นเพราะตนเองไม่อยากจะมอง ไม่อยากจะเข้าใจต่างหาก กลุ่มตระกูลใหญ่กวนตงก็ไม่ใช่เซียนวิเศษ จะไม่มีความเห็นแก่ตัวได้อย่างไร?
สาเหตุที่ไช่ยงรับฟังคำบอกเล่าของเฟยเฉียนแล้วนิ่งเงียบ ไม่โต้แย้ง ก็เป็นเพราะเขาเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ตลอดช่วงเวลาสิบสองปีที่ต้องระหกระเหินเร่ร่อน
เพราะเคยเจ็บปวด จึงเข้าใจ
ไช่ยงแหงนหน้าขึ้น สายตาทอดยาวไปไกล ราวกับกำลังรำลึกถึงสิ่งใดอยู่ เขากล่าวว่า “…จิ้นหลิงกงไม่ประพฤติตนเป็นกษัตริย์ จ้าวตุ้นทูลทัดทานถึงสามครั้ง ในตอนแรกกษัตริย์ตรัสว่าจะแก้ไข แต่ก็ยังไม่ยอมแก้ไข เซวียนจื่อจึงทูลทัดทานอย่างแข็งกร้าว กษัตริย์ทรงกริ้ว จึงส่งฉูหนีไปลอบสังหาร เมื่อฉูหนีไปถึงก็พบว่าจ้าวตุ้นสวมชุดเต็มยศเตรียมพร้อมเข้าเฝ้า แต่เนื่องจากยังเช้าอยู่ จึงนั่งหลับตาพักผ่อน ฉูหนีเห็นดังนั้นก็ถอยออกมาและทอดทอนใจว่า ‘ผู้ที่ไม่ลืมความเคารพยำเกรง คือเสาหลักของราษฎร หากข้าสังหารเสาหลักของราษฎร ก็ถือว่าไม่จงรักภักดี แต่หากขัดราชโองการ ก็ถือว่าไม่ซื่อสัตย์ เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ สู้ตายเสียดีกว่า!’ จากนั้นฉูหนีจึงพุ่งชนต้นฮวายจนเสียชีวิต… ในยุคชุนชิว ผู้มีใจซื่อสัตย์ภักดีช่างมีมากมายเหลือเกิน…”
เรื่องราวนี้เฟยเฉียนก็รู้ดี จิ้นหลิงกงในยุคชุนชิวก็ถือว่าเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง เรื่องที่เขาทำก็ค่อนข้างน่าสนใจ จัดอยู่ในหมวดหมู่เด็กดื้อที่มีพฤติกรรมรุนแรง…
เฟยเฉียนมองดูสีหน้าของไช่ยง ในใจคาดเดาว่าท่านอาจารย์คงกำลังนึกถึงช่วงเวลาในสมัยฮั่นหลิงตี้เป็นแน่ ตอนนั้นไช่ยงก็เหมือนกับจ้าวตุ้น ที่ทูลทัดทานฮั่นหลิงตี้หลายครั้ง กล่าวโทษว่าขันทีรวบอำนาจ จนทำให้ถูกพวกขันทีหมายหัว ไม่เพียงแต่จับไช่ยงขังคุก แต่ไช่ยงยังต้องเผชิญกับชะตากรรมเดียวกับจ้าวตุ้น นั่นคือพวกขันทีจ้างนักฆ่ามาเพื่อสังหารเขา…
แต่โชคดีที่นักฆ่าซาบซึ้งในคุณงามความดีของไช่ยง ไม่เพียงแต่ไม่ฆ่าเขา แต่ยังบอกเรื่องนี้ให้ไช่ยงรู้ และเตือนให้เขาระวังตัว…
แต่ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวระหว่างไช่ยงกับจ้าวตุ้นก็คือ สุดท้ายแล้วจ้าวตุ้นทนเด็กดื้ออย่างจิ้นหลิงกงไม่ไหว จึงได้ทำการสังหารจิ้นหลิงกงเสีย แต่หากจะให้ไช่ยงเลือกที่จะลงมือสังหารฮั่นหลิงตี้หรือคนอื่นๆ บางทีไช่ยงอาจจะไม่มีความกล้าหาญถึงเพียงนั้น…
นอกจากนี้ การที่ไช่ยงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา ก็ดูเหมือนจะแฝงความรู้สึกสะท้อนใจที่มีต่อกลุ่มตระกูลใหญ่กวนตงในปัจจุบันด้วย ขนาดนักฆ่ายังมีความซื่อสัตย์ภักดี แต่คนเหล่านี้ที่มักจะอ้างถึงคุณธรรมอยู่เสมอ การกระทำของพวกเขากลับทำให้ผู้คนรู้สึกรังเกียจ
แต่คำพูดเช่นนี้ของไช่ยง ทำให้เฟยเฉียนเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี
เฟยเฉียนกล่าวว่า “บัดนี้เมืองลั่วหยางกำลังเกิดความขัดแย้ง วิญญูชนไม่ควรพาตนเองไปอยู่ในจุดที่เสี่ยงอันตราย! ในอดีตเมื่อแคว้นฉียกทัพรุกรานแคว้นไช่ แคว้นไช่แตกพ่าย จึงยกทัพไปตีแคว้นฉู่ ตอนนั้นแคว้นฉู่สู้ไม่ได้ กษัตริย์ฉู่จึงส่งชวีหวานไปเจรจา โดยกล่าวว่า ‘หากท่านใช้คุณธรรมเข้าปลอบโยน ผู้ใดเล่าจะไม่ยอมสวามิภักดิ์? แต่หากใช้กำลังเข้าห้ำหั่น แม้มีคนมากก็ไร้ประโยชน์!’ สถานการณ์ในตอนนี้ต่างกันอย่างไร? บัดนี้ภายในเมืองไร้ซึ่งคุณธรรม ภายนอกเมืองไร้ซึ่งความชอบธรรม เหตุใดท่านอาจารย์จึงต้องผูกมัดตนเองไว้ที่นี่ด้วยเล่า? เชิงเขาจิงเซียงลู่ซาน ข้ายังมีกระท่อมไม้หลังหนึ่ง แม้จะไม่มีเครื่องใช้หรูหรา แต่ก็มีบัณฑิตผู้รู้มาสนทนาธรรม และยังปราศจากความเหน็ดเหนื่อยจากงานราชการ สามารถดีดพิณลวี่ฉี่ได้อย่างสุนทรีย์ เช่นนี้จะไม่ดีกว่าหรือ?”
เฟยเฉียนลุกจากที่นั่งแล้วทำความเคารพ พลางกล่าวว่า “ขอท่านอาจารย์โปรดไตร่ตรองให้จงหนัก!”
เมื่อไช่ยงได้ยินดังนั้น ก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่พยักหน้า แล้วก็ส่ายหน้า…
เฟยเฉียนเริ่มร้อนใจขึ้นมาจริงๆ ตาเฒ่าผู้นี้ เดี๋ยวพยักหน้า เดี๋ยวส่ายหน้า ตกลงมันหมายความว่าอย่างไรกันแน่?
ไช่ยงหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้… ขอเลื่อนไปหารือกันภายหลังก็แล้วกัน…”
ยังต้องเลื่อนไปหารือกันภายหลังอีกหรือ!?
เฟยเฉียนแทบจะหลุดปากร้องออกมาว่า “ยะเมเตะ” (หยุดนะ) ออกมาแล้ว ตอนที่กำลังจะพูดเกลี้ยกล่อมต่อ ไช่ยงก็ยกมือขึ้นห้ามไม่ให้เฟยเฉียนพูดอะไรอีก
เมื่อเห็นว่าไม่สามารถเกลี้ยกล่อมได้ในตอนนี้ เฟยเฉียนก็จำต้องหยุดพูด แต่โชคดีที่ตาเฒ่าไช่ยงไม่ได้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด ทำให้ในใจของเฟยเฉียนยังพอมีความหวังหลงเหลืออยู่บ้าง…
×××××××××××
ขณะที่เฟยเฉียนกำลังเกลี้ยกล่อมไช่ยง หลี่หรูมองดูรายงานการรบในมือ ก็แทบจะระงับความโกรธในใจไว้ไม่อยู่…
หนิวฝู่ เจ้ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่?!
ในฐานะแม่ทัพทัพหน้า นำทัพทหารซีเหลียงชั้นยอดและทหารรักษาพระองค์ กลับเอาชนะกองโจรภูเขาที่ขาดแคลนอาวุธยุทโธปกรณ์ไม่ได้!
ถึงเวลาไหนแล้ว ยังมัวแต่ปัดความรับผิดชอบ และขัดขากันเองอยู่อีก!
หลี่หรูหลับตาลง กัดฟันแน่น กลืนความโกรธเกรี้ยวในอกลงไปอย่างยากลำบาก กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวอย่างช้าๆ ว่า “สั่งให้หนิวจงหลางเจี้ยงนำทัพไปตั้งค่ายที่ซ่านตี้… และเรียกตัวสวีจงหลางเจี้ยงมาหารือที่นี่!”
คนรับใช้ที่คอยดูแลอยู่ด้านข้างรีบรับคำสั่ง และออกไปถ่ายทอดคำสั่งทันที
หลี่หรูย่อมรู้ดีว่ามีความขัดแย้งระหว่างทหารซีเหลียง ทหารปิ้งโจว และทหารรักษาพระองค์ และความขัดแย้งนี้ก็เกิดขึ้นภายใต้การปล่อยปละละเลยอย่างจงใจของหลี่หรูเอง ประการแรก ในฐานะนักรบที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลัง หากไม่มีคู่ต่อสู้ หากไม่ได้ต่อสู้เป็นเวลานาน ก็จะเฉื่อยชาและสูญเสียความเฉียบคม ดังนั้นในยามที่ไม่มีศัตรูภายนอก การแข่งขันกันเองภายในก็เป็นวิธีหนึ่งในการรักษาความกระตือรือร้นของกองทัพ ประการที่สอง อย่างเช่นกองทัพปิ้งโจวที่เดิมทีอยู่ภายใต้การควบคุมของหลี่ว์ปู้เพียงคนเดียว ทหารรักษาพระองค์ส่วนใหญ่ก็เคยเป็นลูกน้องของเหอจิ้นมาก่อน ซึ่งถือว่าอันตรายเกินไป หากเกิดปัญหาขึ้นมาก็ยากที่จะจัดการ สู้ฉวยโอกาสจากความขัดแย้ง ทำให้ทหารปิ้งโจวและทหารรักษาพระองค์เหล่านี้ต้องพบกับความอัปยศ แล้วตนเองก็ส่งคนไปจัดการกอบกู้สถานการณ์ ซื้อใจทหาร เพื่อเป็นการทำลายและสลายกองกำลังที่อยู่ในมือของคนเหล่านี้…
แต่หนิวฝู่ผู้นี้…
หลี่หรูถอนหายใจยาว ช่างเป็นคนที่อยากเป็นขุนนางใหญ่จนหน้ามืดตามัวจริงๆ!
ไม่ใช่ว่าหลี่หรูจะไม่รู้ว่านายทหารซีเหลียงเหล่านี้ปรารถนาที่จะได้รับการเลื่อนยศ แต่หลี่หรูมีความจำเป็นทางยุทธศาสตร์ จึงไม่อาจเลื่อนยศให้คนเหล่านี้ได้ในตอนนี้!
แม่ทัพที่มีตำแหน่งเป็นทางการแต่ควบคุมกำลังคนได้เพียงไม่กี่ร้อย หรืออย่างมากก็พันคน กับจงหลางเจี้ยงที่สามารถสั่งการคนได้หลายพันหรือเป็นหมื่นคน อย่างไหนสำคัญกว่ากัน?
แม่ทัพที่ไม่สามารถควบคุมอำนาจทางทหารได้อย่างแท้จริงจะมีประโยชน์อะไร?
ยิ่งไปกว่านั้น หลี่หรูยังต้องใช้ตำแหน่งระดับสูงเหล่านี้เพื่อซื้อใจแม่ทัพจากกลุ่มอื่นๆ และถึงขั้นใช้ตำแหน่งที่น่าดึงดูดใจเหล่านี้เพื่อแบ่งแยกและกลืนกินกองทัพใต้บังคับบัญชาของพวกเขา เหมือนกับที่ทำกับหลี่ว์ปู้…
แต่ไอ้พวกโง่เขลาเบาปัญญาพวกนี้…
หลี่หรูไม่ใช่ว่าไม่เคยอธิบายให้หนิวฝู่ฟัง แต่คาดว่าหนิวฝู่คงจะอดทนไม่ไหว ถึงเวลาออกศึกกลับปล่อยให้ทหารซีเหลียงและทหารรักษาพระองค์ประสานงานกันผิดพลาด จนถูกกองทัพไป๋ปัวฉวยโอกาสโจมตี จากนั้นก็ไม่ยอมช่วยเหลือกัน เอาแต่ผลักภาระให้อีกฝ่ายออกไปรับหน้า จนนำไปสู่ความพ่ายแพ้ยับเยิน
หลี่หรูรู้ดีว่าการปล่อยให้ข่าวที่กองทัพของต่งจั๋วพ่ายแพ้ต่อกองโจรโพกผ้าเหลืองแพร่กระจายออกไป จะส่งผลกระทบต่อเนื่องอย่างไร ดังนั้นเขาจึงต้องการใครสักคนไปดับความเพ้อฝันที่อาจจะเกิดขึ้นเพราะเรื่องนี้ ดับประกายไฟเล็กๆ ที่เพิ่งจะลุกโชนขึ้นมาให้มอดดับลงไปให้หมด…

0 Comments