ตอนที่ 215 การพบปะที่ล้มเหลว
แปลโดย เนสยังด้วยเหตุนี้ เฟยเฉียนจึงได้นำเหตุผลเดิมที่เตรียมไว้ออกมากล่าวซ้ำอีกครั้ง
เฟยหมิ่นรับฟังไปพลางพยักหน้าไปพลาง ปากก็เอ่ยชมว่า “การที่หลานจื่อเยวียนมีความคิดเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องประเสริฐยิ่งนัก!” ทว่าในใจกลับกำลังครุ่นคิดว่า เป็นเพราะเหตุผลนี้จริงๆ หรือ?
เมื่อมาถึงวัยของเฟยหมิ่น ผ่านการแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์ เล่ห์เหลี่ยมกลโกงมามากมาย หากจะบอกว่าเฟยเฉียนแอบแฝงแผนการร้ายอะไรมา เฟยหมิ่นอาจจะเชื่อเสียมากกว่า แต่เมื่อได้ยินว่าเฟยเฉียนชูธงคุณธรรมระหว่างอาจารย์กับศิษย์มาเป็นข้ออ้าง จะเชื่อหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามนับสิบดวงเสียแล้ว
เฟยหมิ่นยังคงประดับรอยยิ้ม กล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบว่า “ไม่ทราบว่าหลานรักมีแผนการใดในภายภาคหน้าหรือ?”
ไม่ว่าเหตุผลคืออะไร อย่างไรเสียตอนนี้มันก็กลายเป็นความจริงไปแล้ว การจะไปสืบสาวหาต้นตอที่แท้จริงในตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากนัก สิ่งที่เฟยหมิ่นให้ความสำคัญที่สุดคือความเคลื่อนไหวในก้าวต่อไปของเฟยเฉียนต่างหาก และยังสามารถอาศัยการกระทำของเฟยเฉียน มาคาดเดาถึงเหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังพฤติกรรมก่อนหน้านี้ของเขาได้อีกด้วย
เฟยเฉียนหยุดชะงักไปเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “บัดนี้สถานการณ์สับสนวุ่นวาย ข้าน้อยเองก็ไม่รู้ว่าจะไปตั้งหลักที่ใด ไม่ทราบว่าท่านลุงพอจะมีแผนการที่ดีชี้แนะหรือไม่ขอรับ?”
เฟยหมิ่นหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “แม้จะมีความวุ่นวายอยู่บ้าง แต่ความวุ่นวายนี้ย่อมอยู่ไม่นาน ไม่ช้าก็เร็วก็จะคลี่คลายไปเอง”
ดูเหมือนว่าผู้นำตระกูลของตนผู้นี้จะมีความมั่นใจมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ? เฟยเฉียนอดไม่ได้ที่จะใจหายวาบ หรือเป็นเพราะอาศัยอยู่ที่นี่มานานเกินไป จึงไม่มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลพอ?
เฟยเฉียนจึงกล่าวว่า “ข้าน้อยเดินทางมาจากทางใต้ ผ่านเมืองซวนจ่าว เคยได้พบกับท่านหลิวแห่งเหยี่ยนโจว ท่านขงแห่งอวี้โจว ท่านจางแห่งเฉินหลิว ท่านเฉียวแห่งตงจวิ้น ท่านจางแห่งกวั่งหลิง ท่านเป้าแห่งจี้เป่ย และอีกหลายท่าน…”
“โอ้?” ร่างของเฟยหมิ่นอดไม่ได้ที่จะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาจับจ้องเฟยเฉียนเขม็ง แล้วกล่าวว่า “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ? หลานรักลองเล่ารายละเอียดให้ฟังหน่อยเถิด”
แม้ภายนอกเฟยหมิ่นจะไม่ได้แสดงอาการอะไรมากนัก แต่ภายในใจกลับเริ่มปั่นป่วนเพราะประโยคนี้ของเฟยเฉียน ดูเหมือนว่าเฟยเฉียนเจ้านี่ จะสร้างความยุ่งยากให้มากกว่าที่คิดไว้แต่แรกเสียแล้ว! คนเหล่านี้ล้วนเป็นขุนนางใหญ่ที่มีอิทธิพล หากนับตามตำแหน่งแล้ว บางคนยังมีระดับสูงกว่าตำแหน่งเจี้ยนอี้ต้าฟูของเขาเสียอีก หากเฟยเฉียนมีความคุ้นเคยกับคนเหล่านี้ ต่อให้ไม่ต้องมาก แค่หนึ่งหรือสองคน ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่รับมือได้ยากยิ่งนัก…
เฟยเฉียนเลือกเรื่องราวบางเรื่องมาเล่าให้ฟังคร่าวๆ โดยเฉพาะเรื่องที่หลิวไต้นำทัพมาแล้วถูกหักหน้า เรื่องที่ทุกคนร่วมสาบานตนแต่กลับเกี่ยงกันไปมา เป็นต้น
เดิมทีเฟยเฉียนตั้งใจจะใช้เรื่องนี้ เพื่อเล่าถึงสถานการณ์ที่กลุ่มตระกูลใหญ่ในกวนตงต่างฝ่ายต่างปัดความรับผิดชอบและขัดแย้งกันเอง เพื่อให้เฟยหมิ่นได้รับรู้ว่าสถานการณ์จริงไม่ได้สมบูรณ์แบบอย่างที่เขาคิด แต่นึกไม่ถึงว่าเฟยหมิ่นกลับตบโต๊ะและทอดถอนใจว่า “น่าเสียดาย! น่าเสียดายยิ่งนัก! ในตอนนั้นหลานรักจะมัวถ่อมตัวอยู่ไย สมควรที่จะลุกขึ้นมารับหน้าที่อย่างไม่ลังเลถึงจะถูก!”
เฟยหมิ่นรู้สึกปวดใจเป็นอย่างยิ่ง!
ตระกูลเฟยพลาดโอกาสทองในการสร้างชื่อเสียงให้โด่งดังไปได้อย่างไร!
การเป็นตัวแทนของตระกูลหยวนขึ้นไปทำพิธีสาบานตน ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามหาศาล นอกเหนือจากสิ่งอื่นใด อย่างน้อยก็ต้องเป็นที่สะดุดตาของตระกูลหยวนแน่นอน และหลังจากนั้นเมื่อได้รับการคุ้มครองจากตระกูลหยวน ทุกสิ่งทุกอย่างก็ย่อมราบรื่นมิใช่หรือ?
เฟยเฉียนผู้นี้ ปล่อยให้โอกาสอันดีงามเช่นนี้หลุดลอยไปได้อย่างไรกัน?
ส่วนเรื่องความปลอดภัยส่วนตัวของเฟยเฉียนน่ะหรือ เรื่องนั้น…
ความปลอดภัยส่วนตัวจะนำมาเทียบกับความเจริญรุ่งเรืองของตระกูลได้อย่างไร?
ไม่ต้องพูดถึงว่าต่งจั๋วในตอนนี้จะสามารถครองอำนาจไปได้อีกนานแค่ไหน ต่อให้ต่งจั๋วจะสามารถเอาชนะศึกครั้งนี้ และกุมอำนาจบริหารประเทศต่อไปได้ การที่เฟยเฉียนต้องถูกจับกุมเข้าคุกหรือถูกตัดสินประหารชีวิตเพราะเรื่องนี้ เขาก็ยังสามารถได้รับชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ผุดผ่องกลับมาได้มิใช่หรือ!
ช่างเป็นลูกหลานสายรองที่โง่เขลาเสียจริง!
ตำราของสำนักหรูเจียร่ำเรียนไปทิ้งไว้ที่ใดหมด!
เฟยหมิ่นกล่าวกับเฟยเฉียนด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ท่านขงจื่อเคยกล่าวไว้ว่า วิญญูชนยึดถือคุณธรรมเป็นสิ่งสูงสุด วิญญูชนที่มีความกล้าหาญแต่ไร้คุณธรรมย่อมก่อความวุ่นวาย คนพาลที่มีความกล้าหาญแต่ไร้คุณธรรมย่อมกลายเป็นโจร ความมั่งคั่งและเกียรติยศคือสิ่งที่ผู้คนปรารถนา แต่หากไม่ได้มาด้วยวิถีทางที่ถูกต้อง ก็ไม่ควรรับไว้ ความยากจนและต่ำต้อยคือสิ่งที่ผู้คนรังเกียจ แต่หากไม่ได้หลุดพ้นด้วยวิถีทางที่ถูกต้อง ก็ไม่ควรละทิ้ง บัดนี้คุณธรรมอันยิ่งใหญ่แห่งใต้หล้าอยู่ตรงหน้า เหตุใดจึงต้องหลบเลี่ยงภัยพาลแล้วละทิ้งคุณธรรมด้วยเล่า? จื่อเยวียน เรื่องนี้เจ้าทำพลาดไปแล้วจริงๆ!”
ความหมายของเฟยหมิ่นย่อมชัดเจนว่า วิญญูชนต้องยึดถือคุณธรรมเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะการเน้นย้ำถึงคำว่าความกล้าหาญ ความหมายแฝงก็คือ เฟยเฉียนไม่ได้ทำตามทั้งหลักคุณธรรมและความกล้าหาญ…
ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดในตอนท้ายของเฟยหมิ่นก็แฝงความหมายเชิงตำหนิอยู่ไม่น้อย เป็นการบอกเฟยเฉียนว่าไม่ควรแสวงหาแต่ความมั่งคั่งและเกียรติยศ จนละทิ้งหลักคุณธรรม ต่อให้มีภัยอันตรายก็ควรจะเผชิญหน้า ไม่ใช่หลบเลี่ยงไปอยู่ด้านข้าง…
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ก็ไม่แน่ว่าจะเป็นภัยอันตรายเสมอไป!
เมื่อพูดถึงตอนท้าย น้ำเสียงของเฟยหมิ่นก็เริ่มเจือไปด้วยความรู้สึกผิดหวังที่เหล็กไม่ยอมกลายเป็นเหล็กกล้า สีหน้าเสียดายฉายชัดออกมาอย่างปิดไม่มิด
เฟยเฉียนถึงกับพูดไม่ออก ทำได้เพียงรับคำอย่างนอบน้อม
จะให้พูดอะไรได้อีกเล่า?
ไม่ต้องพูดถึงว่าเฟยหมิ่นเป็นผู้นำตระกูล แค่ในฐานะที่เขาเป็นผู้อาวุโส และผู้อาวุโสมีความคิดเห็น จะกล่าวตักเตือนและสั่งสอนบ้าง จะให้เขาเถียงกลับไปได้อย่างไร?
หากเฟยเฉียนทำเช่นนั้นจริงๆ แม้จะไม่ถึงขั้นมีความผิดฐานเนรคุณอย่างร้ายแรง แต่ชื่อเสียงของเขาก็คงหนีไม่พ้นที่จะมีคำว่าหยิ่งยโสไร้มารยาทพ่วงท้ายมาด้วยอย่างแน่นอน…
ราชวงศ์ฮั่นให้ความสำคัญกับความกตัญญูเป็นอย่างมาก ถึงขั้นมีเรื่องราวบางอย่างที่ในสายตาของคนยุคหลังอาจดูไร้เหตุผล แต่ในราชวงศ์ฮั่นปัจจุบัน กลับถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา และยังได้รับการยกย่องจากผู้คนอีกด้วย สาเหตุสำคัญที่สุดก็คือ ระบบการคัดเลือกขุนนางของราชสำนักคือระบบการเสนอชื่อผู้มีความกตัญญูและซื่อสัตย์ โดยให้ความสำคัญกับความกตัญญูเป็นอันดับแรก ความกตัญญูคือมาตรฐานสำคัญที่ราชสำนักใช้ในการคัดเลือกบุคลากร และความซื่อสัตย์ก็ยังเป็นรองจากความกตัญญูเสียด้วยซ้ำ
ในสมัยฮั่นหวนตี้ เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น มีชายผู้หนึ่งที่ยึดมั่นในความกตัญญูนามว่าจ้าวสือ วันหนึ่งมีโจรบุกเข้ามาปล้นทรัพย์สินในบ้าน จ้าวสือเพื่อไม่ให้มารดาวัยแปดสิบปีที่กำลังล้มป่วยต้องตกใจกลัว ไม่เพียงแต่จะเชิญให้พวกโจรรับประทานอาหารด้วยตนเอง แต่ยังบอกอีกว่า นอกจากเสื้อผ้าและเสบียงอาหารเล็กน้อยสำหรับมารดาแล้ว ทรัพย์สิน ภรรยา และบุตรธิดาอื่นๆ พวกโจรสามารถเลือกเอาไปได้ตามสบาย เขาจะไม่ขัดขวางเลยแม้แต่น้อย…
การกระทำเช่นนี้ ทำให้พวกโจรถึงกับแทบเสียสติ หัวหน้าโจรถึงกับทอดทอนใจว่า ลูกกตัญญูเช่นนี้ ตนเองจะลงมือทำร้ายได้อย่างไร?
ด้วยเหตุนี้ พวกโจรจึงจากไปโดยไม่ได้หยิบฉวยสิ่งใดไปเลย แต่จ้าวสือกลับรู้สึกผิดที่ปล่อยให้พวกโจรต้องกลับไปมือเปล่า จึงนำทรัพย์สินวิ่งตามพวกโจรไป…
ละเรื่องที่ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จไว้ก่อน แต่ในสมัยราชวงศ์ฮั่น เรื่องนี้กลับได้รับการยกย่องและเล่าขานกันอย่างกว้างขวาง แสดงให้เห็นว่าผู้คนให้ความสำคัญกับความกตัญญูมากเพียงใด
ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงว่าคำพูดที่เฟยหมิ่นกล่าวในวันนี้จะมีเหตุผลหรือไม่ หากเฟยเฉียนกล้าที่จะโต้เถียงหรือคัดค้าน ข้อหาอกตัญญูก็คงจะตกอยู่บนหัวของเฟยเฉียนอย่างแน่นอน…
ดังนั้น เฟยเฉียนจึงทำได้เพียงแสดงความนอบน้อม ยอมรับคำสั่งสอนของเฟยหมิ่น และยอมรับผิด…
แต่การสนทนากับเฟยหมิ่น เมื่อมาถึงสถานการณ์เช่นนี้ ก็เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถพูดคุยสื่อสารเรื่องใดๆ กับเฟยหมิ่นได้อีกต่อไป ในท้ายที่สุด เฟยเฉียนก็ทำได้เพียงหาข้ออ้าง เพื่อขอตัวลาจากเฟยหมิ่น
เมื่อออกมายืนอยู่หน้าจวนของตระกูลเฟย เฟยเฉียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับตระกูลเฟยจะไม่ค่อยแนบแน่นมาตั้งแต่แรก แต่ในยามที่ต้องการกำลังสนับสนุนอย่างเร่งด่วนเช่นนี้ กลับไม่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเลย…
แม้ว่าหากพูดไปแล้ว อาจจะยังมีโอกาสในการหาทางสื่อสารกับเฟยหมิ่นได้อีกครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป สถานการณ์ก็อาจจะเปลี่ยนไป…
จะทำอย่างไรได้เล่า!
ก็ปล่อยให้เป็นไปเช่นนี้ก็แล้วกัน!

0 Comments