ตอนที่ 17 แอสไพรินรุ่นแรก
แปลโดย เนสยัง“โอ้ ลูกรักของแม่!” พระนางมารี อ็องตัวเน็ต รอจนโจเซฟทำความเคารพเสร็จก็นางก็โผเข้ากอดเขาไว้ในอ้อมอกอย่างแรง “แม่คิดถึงลูกทุกลมหายใจเข้าออกเลยจริงๆ”
“บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?” “ดูสิ ลูกผอมลงตั้งเยอะ!” “วันหลังจะไปไหนต้องพกพ่อครัวไปด้วยนะ…”
พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ก็ขยับเข้ามาใกล้ด้วยเช่นกัน แต่เมื่อเขามองเห็นฝูงชนที่ยืนเบียดเสียดกันอยู่รอบๆ เขากลับพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว ได้แต่ส่งสายตาให้กำลังใจลูกชายอย่างเต็มเปี่ยม
“รีบเข้ามาเถอะ ข้างนอกมันหนาว” พระราชินีจูงมือโจเซฟเข้าไปในพระราชวังแวร์ซายส์ พลางปรายตามองเหล่าสาวๆ ที่ยืนเรียงรายกันอยู่ข้างหลัง แล้วหันมากระซิบข้างหูลูกชายว่า “โจเซฟ ลูกก็ถึงวัยที่ต้องหมั้นหมายแล้วนะ ชอบเจ้าหญิงเมืองไหนล่ะ? เจ้าหญิงสเปน? หรือว่าซาวอย…”
โจเซฟรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ไม่ออก หมั้นหมายอะไรกัน? ร่างกายนี้เพิ่งจะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นเองนะ อย่าเพิ่งทรมานกันเลย
เขารีบหันไปหาหลุยส์ที่ 16 เพื่อเปลี่ยนเรื่อง: “เสด็จพ่อ เรื่อง ‘ซาลาแมนเดอร์พ่นน้ำ’ ของท่าน…”
หลุยส์ที่ 16 กวาดสายตามองคนรอบข้าง แล้วตอบไปคนละเรื่องว่า: “โจเซฟ เลือกผู้หญิงที่ลูกชอบเถอะ ต่อให้นางไม่ใช่เจ้าหญิง พ่อก็จะสนับสนุนลูกเอง!”
พระนางมารี อ็องตัวเน็ตปรายตาขวางใส่เขาอย่างจนใจ ก่อนจะกุมมือลูกชายไว้ “ลูกรัก แม่เตรียมงานเต้นรำสุดยิ่งใหญ่ไว้ให้ลูกด้วยนะ…”
จู่ๆ นางก็ชะงักไป: “ทำไมมือลูกถึงร้อนขนาดนี้?” นางรีบเอามือทาบหน้าผากเขา “พระเจ้าช่วย! ลูกกำลังมีไข้!”
นางหันไปตะโกนสั่งนางกำนัลเดอโบนีญักทันที: “เร็วเข้า! ไปตามหมอลามาร์กมาเดี๋ยวนี้!”
“ฝ่าบาท หมอลามาร์กไปปารีสตั้งแต่เช้าแล้วเพคะ”
“งั้นก็ไปตามหมอลาเซนนีมา เร็วเข้า!” พระนางมารี อ็องตัวเน็ตจูบหน้าผากที่ร้อนผ่าวของลูกชาย น้ำตาแทบจะร่วงหล่นด้วยความกังวล “วันหลังจะไปไหนต้องพกหมอไปด้วยนะ”
โจเซฟรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ เขาจึงรีบปลอบนาง: “ข้าแค่มีไข้ต่ำๆ เท่านั้น ไม่เป็นไรหรอกพ่ะย่ะค่ะ…” พูดจบเขาก็ไอออกมาโขลกใหญ่
“ยังจะบอกว่าไม่เป็นไรอีกเหรอ? ลูกป่วยหนักมากนะ! รีบไปพักผ่อนซะ ให้หมอตรวจดูอาการให้ดี”
บรรดาเด็กสาวโดยรอบเมื่อได้ยินว่ามกุฎราชกุมารประชวร ต่างก็พากันกรูเข้ามาด้วยความกังวล แทบจะช่วยพระราชินีหามเขาเข้าไปยังตำหนักที่ประทับ
หลังจากโจเซฟเอนกายลงบนเตียงที่ปูด้วยผ้ากำมะหยี่ พระราชินีก็หันไปมองหลุยส์ที่ 16 ด้วยสายตาตัดพ้อ ราวกับจะบอกว่า ‘ท่านดูสิ หากท่านมีความสามารถได้สักครึ่งของสุริยกษัตริย์ ลูกก็คงไม่ต้องไปตกระกำลำบากเพื่อบ้านเมืองจนป่วยขนาดนี้’
ไม่นานนัก หมอวัยกลางคนร่างเตี้ยก็วิ่งหอบแฮกเข้ามาในห้อง ภายใต้การเร่งรัดของพระราชินี เขาทำการวัดไข้และตรวจอาการโจเซฟรอบหนึ่ง ก่อนจะน้อมตัวลงทูลต่อหลุยส์ที่ 16 และพระราชินีว่า: “ฝ่าบาท มกุฎราชกุมารทรงเป็นปอดบวมรุนแรงขึ้นพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้มีไข้สูงถึง 37.9 องศา ข้าเห็นว่าควรทำ ‘การเจาะเลือดระบายไข้’ ทันทีพ่ะย่ะค่ะ”
“ตกลง! รบกวนท่านหมอรีบลงมือเถอะ!”
โจเซฟได้ยินดังนั้นหน้าก็พลันถอดสีทันที เจาะเลือดระบายไข้อะไรกัน?! ร่างกายเล็กๆ แค่นี้ กะจะให้ฉันไปเกิดใหม่เร็วขึ้นหรือไง?
แน่นอนว่าเขาไม่ได้โทษหมอ เพราะในยุคสมัยนี้วิชาการแพทย์ยังเหมือนกับพวกช่างตัดผมที่เล่นแร่แปรธาตุ การเจาะเลือดคือวิธีการรักษามาตรฐานที่ใช้กันทั่วไป ยิ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แม้แต่ประธานาธิบดีวอชิงตันของอเมริกาก็ต้องตายเพราะถูกเจาะเลือดแบบนี้แหละ
เขารีบแสร้งทำเป็นรู้สึกไม่สบายและต้องการความสงบ เพื่อกันบรรดาขุนนางรวมถึงเสด็จพ่อและเสด็จแม่ออกไปนอกห้อง
ทันทีที่ประตูปิดลง เขาดีดตัวลุกขึ้นจากเตียงแล้วบอกหมอลาเซนนีทันที: “ห้ามเจาะเลือด! ต่อไปไม่ว่าข้าจะป่วยหนักแค่ไหน ก็ห้ามใช้วิธีเจาะเลือดเด็ดขาด”
“ฝ่าบาท ทำแบบนั้นไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!”
โจเซฟพยายามเกลี้ยกล่อมอยู่นาน แต่เมื่อเห็นว่าหมอยังคงหัวแข็งไม่ยอมประนีประนอม เขาจึงชักดาบเปอร์เซียที่โมโนมอบให้ขึ้นมาพลางเอ่ยเสียงต่ำ: “ข้าไม่อยากพูดซ้ำ… ห้ามเจาะเลือด เข้าใจไหม?”
คมดาบสะท้อนแสงเย็นเยียบ ลาเซนนีรูม่านตาหดวูบพลันนึกถึงกิตติศัพท์อันดุดันของมกุฎราชกุมารขึ้นมาทันที ไล่ล่าไปครึ่งปารีส จับกุมผู้อำนวยการตำรวจด้วยตัวเอง นำกำลังทหารรักษาพระองค์เกือบร้อยนายปะทะกับพวกแก๊งอันธพาลนับร้อยและกวาดล้างจนสิ้นซาก!
ใช่แล้ว ข่าวที่ถูกส่งต่อมาหลายทอดได้กลายเป็นความโหดเหี้ยมเช่นนี้ไปแล้ว
ลาเซนนีลอบกลืนน้ำลายแล้วรีบพยักหน้าหงึกๆ: “น้อมรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
เขากล่าวอย่างระมัดระวังต่อว่า: “แต่ว่า… พระองค์ยังทรงมีไข้อยู่…”
โจเซฟได้ยินดังนั้นก็รู้สึกหน้ามืดและอ่อนเพลียขึ้นมาจริงๆ ในใจเขาคิดว่าถ้ามีเพนิซิลลินก็คงดี มันคือสุดยอดอาวุธปราบปอดบวม แต่มันไม่ใช่สิ่งที่สร้างออกมาได้ง่ายๆ
มียาลดไข้อะไรที่ทำได้ในเวลาสั้นๆ บ้างนะ?
จู่ๆ เขาก็นึกถึงสารคดีเรื่องแอสไพรินที่เคยดู ซึ่งมีการเอ่ยถึง ‘ซาลิซิน’ (Salicin) สารที่เป็นดั่งแอสไพรินรุ่นแรก และวิธีการสกัดมันออกมา
โชคดีที่เขาความจำดี จึงยังจำขั้นตอนหลักๆ ได้ ซาลิซินแม้จะมีฤทธิ์ต้านการอักเสบเพียงเล็กน้อย แต่มีประสิทธิภาพในการลดไข้ดีเยี่ยม ที่สำคัญที่สุดคือมันทำได้ง่าย ใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็ผลิตออกมาได้แล้ว
เขาหันไปมองลาเซนนี: “ท่านมีความชำนาญเรื่องการสกัดตัวยาบ้างไหม?”
อีกฝ่ายแสดงสีหน้ามั่นใจทันที: “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท ข้าเคยสอนวิชานี้ที่มหาวิทยาลัยด้วย”
“ดีมาก” โจเซฟหยิบปากกากับกระดาษขึ้นมาเขียนขั้นตอนการเตรียมซาลิซิน แล้วอธิบายรายละเอียดให้ฟัง: “นำเปลือกต้นหลิวมาบดแล้วนึ่งจนแห้ง ผสมปูนขาวเล็กน้อย จากนั้นแช่ในแอลกอฮอล์ภายใต้สภาวะด่างเป็นเวลาชั่วโมงครึ่ง ต้มให้เดือด กรอง แล้วระเหยให้เข้มข้น… ปรับของเหลวที่สกัดได้ให้เป็นด่างแล้วแช่อีกรอบ ทำซ้ำ… จนกระทั่งเกิดการตกผลึก”
“หลักๆ ก็ประมาณนี้ ท่านคิดว่าจะทำออกมาได้เมื่อไหร่?”
ลาเซนนีเบิกตาค้าง ความเป็นมืออาชีพที่มกุฎราชกุมารแสดงออกมานั้นไม่ด้อยไปกว่าเขาเลย! บุตรแห่งเทวบัญชานั้นมีอยู่จริง!
เขาสนทนารายละเอียดขั้นตอนการเตรียมกับโจเซฟจนแน่ใจว่าไม่ตกหล่น จึงตรึกตรองว่า: “ของที่ต้องใช้ทั้งหมดมีอยู่ในห้องแล็บหลวงพ่ะย่ะค่ะ หากราบรื่นก็น่าจะเสร็จก่อนสี่โมงเย็น”
“ฝ่าบาท ขอประทานอนุญาตทูลตามตรง ข้าไม่เคยได้ยินชื่อยาตัวนี้มาก่อน พระองค์ทรงแน่ใจหรือว่ามันจะไม่มีปัญหา…”
“แน่ใจ!” โจเซฟพยักหน้า “ท่านจงไปจัดการตามที่บอกเถอะ อีกอย่าง… ห้ามบอกเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ว่าข้าไม่ได้เจาะเลือดนะ”
“เอ่อ… ตกลงพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
หลังจากวุ่นวายอยู่พักใหญ่ บวกกับพิษไข้ โจเซฟก็เข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ เขาเริ่มรู้สึกถึงมืออันอ่อนนุ่มกำลังสัมผัสหน้าผากของเขาในขณะที่ยังสะลึมสะลือ เขาพยายามลืมตาขึ้น ก็พบกับดวงตาสีเขียวอ่อนที่ใสราวกับน้ำในทะเลสาบและสันจมูกที่โด่งงามได้รูป
โจเซฟขยับตัวถอยหลังไปนิด ถึงได้เห็นชัดๆ ว่านั่นคือเด็กสาววัยประมาณ 17-18 ปี เพียงแต่นางใช้ของสีเหลืองน้ำตาลทาริมฝีปาก สวมวิกผมปลอมสีขาวที่ดูหนักอึ้ง สวมชุดล่าสัตว์สีเขียวเข้มแบบผู้ชาย และสวมกางเกงรัดรูปสีดำ ดูราวกับเด็กสาวจอมซนที่แอบเอาชุดของพ่อมาสวมใส่
“ฝ่าบาท ขอประทานอภัยที่ทำให้ทรงตื่นพ่ะย่ะค่ะ” เด็กสาวก้มตัวคำนับ ก่อนจะหันไปบอกหมออีกคนว่า: “หมอลามาร์กคะ ฝ่าบาทไข้สูงมากเลยค่ะ”
ชายวัยกลางคนผมกระเซิง สวมเสื้อคลุมยาวสีเทาเรียบๆ ใบหน้าซูบผอม จมูกโด่ง และมีดวงตาสีเขียวอ่อนเดินเข้ามา พลางส่งสัญญาณว่า: “เปริน ช่วยวัดไข้ให้ฝ่าบาทที”
“ค่ะ คุณหมอ”
หมอลามาร์กคำนับโจเซฟ ก่อนจะดึงแขนเสื้อของเขาทั้งสองข้างขึ้นมาตรวจสอบ แล้วขมวดคิ้วกล่าวว่า: “ฝ่าบาท ลาเซนนีบอกข้าว่าเจาะเลือดระบายไข้ให้พระองค์แล้ว แต่เห็นชัดว่าเขาไม่ได้พูดความจริง”
โจเซฟลุกขึ้นนั่ง รู้สึกเวียนหัวอย่างรุนแรง เปรินจึงเข้ามาประคองเขาไว้พร้อมเอ่ยเบาๆ: “ฝ่าบาท อ้าปากหน่อยนะคะ อย่ากัดนะคะ”
โจเซฟอ้าปากอย่างงัวเงีย เทอร์โมมิเตอร์แก้วอันใหญ่ก็ถูกเสียบเข้าปากเขาในทันที
ผ่านไปสิบกว่านาที เปรินดึงเทอร์โมมิเตอร์ออก แล้วหันไปมองลามาร์กด้วยความกังวล: “คุณหมอคะ 38.6 องศาค่ะ”
(จบตอนที่ 17)
โฆษณานะค๊ะ
0 Comments