ตอนที่ 459 “ภารกิจลุล่วง”
แปลโดย เนสยัง“ฝ่าบาท ไม่พบข้าศึกบริเวณแม่น้ำบูเบอร์พ่ะย่ะค่ะ” แบร์ตีเยหยุดม้าและยกหมวกทำความเคารพโจเซฟ
“ดีมาก สั่งให้เร่งความเร็วในการเดินทัพต่อไป” โจเซฟพยักหน้ารับ พร้อมกับชูจดหมายหลายแผ่นในมือ “จดหมายส่วนตัวจากจอมพลลาซี่ เขียนมาชื่นชมและขอบคุณกองร้อยที่สอง กองพันทหารม้าฮุสซาร์ที่สาม แถมยังมอบเงินรางวัลมาให้อีกห้าพันฟลอรินด้วย”
แบร์ตีเยเผยรอยยิ้ม: “หากไม่ใช่เพราะพวกเขาคอยคุ้มกัน ศูนย์บัญชาการของจอมพลลาซี่ก็คงถูกทหารม้าปรัสเซียไล่ตามทันไปแล้วล่ะพ่ะย่ะค่ะ
“ทว่า บรรดาคนหนุ่มในกองร้อยทหารม้าฮุสซาร์ที่สองก็กล้าหาญมากจริงๆ มีถึงสี่คนที่ได้รับเหรียญตรา โดยเฉพาะร้อยตรีที่ชื่อ โยอาคิม มูว์รา ภายในครึ่งปีก็ได้รับเหรียญตราดอกลิลลี่เงินเป็นครั้งที่สองแล้ว”
มูว์ราสังหารทหารข้าศึกไปได้ถึงสามนาย และยังจับกุมพันตรีปรัสเซียมาได้อีกหนึ่งคน อีกทั้งยังนำทัพคุ้มกันจอมพลลาซี่ไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้สำเร็จ ขาดอีกแค่นิดเดียวก็จะได้เหรียญตราดอกลิลลี่ทองคำแล้ว
“เขาช่างเป็นทหารม้าที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!” โจเซฟแสดงสีหน้าประหลาดใจ แต่ในใจกลับไม่รู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย
นี่คือมูว์ราเชียวนะ ในประวัติศาสตร์เดิม เขาคือผู้บัญชาการทหารม้าสูงสุดของจักรพรรดินโปเลียน ในยุทธการที่อายเลา เขาเคยนำทหารม้านับหมื่นนายพุ่งทะลวงฉีกแนวป้องกันตรงกลางของรัสเซียจนขาดวิ่น จากนั้นก็ทำลายล้างกองร้อยทหารปืนใหญ่ของรัสเซียไปหลายสิบกองร้อย เป็นการปูทางสู่ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ
บุคลากรชั้นยอดเช่นนี้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ไม่อาจปิดบังแสงสว่างในตัวได้หรอก
โจเซฟกล่าวกับแบร์ตีเยต่อ: “ข้าคิดว่าร้อยตรีมูว์ราสมควรได้รับการเลื่อนยศเป็นกรณีพิเศษนะ”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท อันที่จริง กรมเสนาธิการทหารสูงสุดก็เพิ่งจะเสนอให้เลื่อนยศเขาเป็นร้อยเอกโดยตรงเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน ทหารสื่อสารคนหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามาส่งรายงานให้แบร์ตีเย: “ท่านนายพล นี่คือรายงานการรบล่าสุดที่ส่งมาจากเบรสเลาครับ”
ฝ่ายหลังเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันไปพูดกับโจเซฟด้วยความตื่นเต้น: “ฝ่าบาท กองทัพของจอมพลลาซี่เดินทางถึงป้อมเบรสเลาแล้วพ่ะย่ะค่ะ และกำลังจะเปิดฉากโจมตีในไม่ช้า และก็เป็นไปตามที่พระองค์ทรงคาดการณ์ไว้ กองกำลังหลักของปรัสเซียกำลังมุ่งหน้าไปเสริมกำลังที่เบรสเลาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟได้ยินดังนั้น ก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก หลังจากผ่านอุปสรรคมามากมาย ในที่สุดสถานการณ์ก็เป็นไปตามที่เขาต้องการเสียที ความสมดุลทางทหารระหว่างปรัสเซียและออสเตรียยังไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ รอจนกว่าดยุกแห่งเบราน์ชไวค์เดินทางไปถึงเบรสเลา พวกเขาก็น่าจะกลับมาเผชิญหน้ากันอีกครั้งที่บริเวณป้อมปราการแห่งนั้น
ส่วนทางฝั่งของเขา อีกสามวันก็จะเดินทางถึงเมืองเลกนิตซา แม้ว่าดยุกแห่งเบราน์ชไวค์จะทิ้งทหารรักษาการณ์ไว้ที่นั่นเกือบหนึ่งหมื่นนาย แต่เขามาพร้อมกับกองกำลังหลักของกองพลทหารองครักษ์เลยนะ
ตั้งแต่ก่อตั้งกองพลทหารองครักษ์มา แทบจะยังไม่เคยทำศึกที่มีกำลังพลเหนือกว่าข้าศึกเลย ดังนั้นการโจมตีเพื่อยึดเมืองก็คงไม่มีอะไรผิดพลาดแน่
รอจนกว่าจะส่งมอบเมืองเลกนิตซาให้จอมพลลาซี่ ภารกิจของตนในครั้งนี้ก็ถือว่า “ลุล่วง” อย่างสมบูรณ์แล้ว
ถึงเวลานั้น พระเจ้าฟรีดริช วิลเฮ็ล์มที่ 2 ที่สูญเสียเลกนิตซาย่อมไม่มีทางยอมลดราวาศอก และทางฝั่งออสเตรียที่อุตส่าห์ทวงคืนมณฑลหนึ่งของไซลีเซียกลับมาได้อย่างยากลำบาก ยิ่งไม่มีทางยอมปล่อยมือแน่นอน
ทั้งสองฝ่ายจะต้องทุ่มกำลังทหารเพิ่ม และทำสงครามกันอย่างดุเดือดที่แนวรบเบรสเลาต่อไป ส่วนฝรั่งเศสก็สามารถฉวยโอกาสนี้พัฒนาประเทศไปได้อย่างเงียบๆ หรือแม้กระทั่งขายเสบียงให้กับภูมิภาคเยอรมันที่กำลังตกอยู่ในไฟสงครามก็ยังได้
เฮ้อ เพื่ออนาคตของฝรั่งเศส ก็คงต้องปล่อยให้จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ต้องเหนื่อยหน่อยก็แล้วกัน
…
ดยุกแห่งเบราน์ชไวค์ขมวดคิ้วมองท้องฟ้าที่มืดครึ้ม พลางตะโกนด่าทอทหารให้เร่งฝีเท้า
ตาแก่ลาซี่นั่นช่างกล้าหาญนัก บุกโจมตีเบรสเลาทั้งที่เสบียงยังไม่พร้อม ทำเอาแผนการของเขาปั่นป่วนไปหมด
แต่ทหารยามรักษาการณ์ในป้อมเบรสเลามีน้อยเกินไป แม้จะเกณฑ์หน่วยรักษาความปลอดภัยในพื้นที่มาช่วย ก็มีแค่ไม่ถึงเก้าพันคนเท่านั้น หากพลาดพลั้งก็อาจจะถูกชาวออสเตรียตีแตกได้ง่ายๆ
“พระเจ้า อย่าให้ฝนตกเลยนะ”
เขาเงยหน้ามองเมฆดำอีกครั้ง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังขึ้นอย่างเร่งรีบ เมื่อหันไปมอง ก็เห็นทหารสื่อสารที่เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยโคลนกำลังควบม้าเข้ามาหาด้วยสีหน้าขมขื่น: “ท่านจอมพล เมืองเลกนิตซา…”
“ข้าศึกบุกโจมตีเมืองเลกนิตซาแล้วหรือ?”
ทหารสื่อสารพยักหน้า: “ครับ ท่านจอมพล ตอนที่ท่านนายพลออกัสตัสส่งผมมา ทัพหน้าของข้าศึกก็มาถึงชานเมืองแล้วครับ”
ดยุกแห่งเบราน์ชไวค์คำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว: “ออกัสตัสมัวทำอะไรอยู่?!”
เมื่อวันก่อน ทหารสื่อสารในเมืองเลกนิตซายังมารายงานอยู่เลยว่าไม่พบความเคลื่อนไหวของศัตรู ผ่านไปไม่ถึงสองวัน ที่นั่นกลับตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูแล้ว!
เขาจ้องมองอานม้าด้วยสีหน้าดำคร่ำเครียด เมื่อครึ่งเดือนก่อนเขายังมั่นใจว่าจะสามารถตีทะลวงแนวป้องกันออสเตรีย เพื่อยุติสงครามในไซลีเซีย และเดินทางกลับพอทสดัมอย่างผู้ชนะอยู่เลย
แต่ในเวลานี้ เขากลับกำลังคิดว่าจะอธิบายเรื่องการพ่ายแพ้ในครั้งนี้ต่อองค์กษัตริย์อย่างไรดี…
เวียนนา
ภายในห้องรับรองสุดหรูบนชั้นสองของซ่องโสเภณี “รองเท้าบูทแดง” หญิงสาวที่แต่งหน้าตามสมัยนิยมของกลุ่มขุนนางชั้นสูง กำลังโอบรอบคอของบาร์เซล มองเขาด้วยสายตายั่วยวนพลางพูดเสียงออดอ้อน: “คุณมิเลอร์คะ ถ้าคุณรู้สึก ‘ไม่ค่อยมีแรง’ ล่ะก็ ฉันมีผงมัมมี่อยู่นะคะ แม้จะแพงไปหน่อย แต่รับรองว่าได้ผลแน่นอนค่ะ…”
พูดจบ เธอก็เลื่อนมือลงไปที่เป้ากางเกงของเขา
“กรุณาถอยไปเถอะครับ!” บาร์เซลปัดมือเธอออก จากนั้นก็ก้มหน้ามองผ่านรูกุญแจประตูอีกครั้ง
โสเภณีของ “รองเท้าบูทแดง” ทำงานอย่างมืออาชีพมาก เธอขยับเข้ามาใกล้เขาอีกครั้ง และปลดกระดุมเสื้อตรงหน้าอก: “คุณคะ ให้ฉันทำอะไรก็ได้นะคะ…”
บาร์เซลเริ่มรู้สึกเมื่อยขา จึงดึงเธอมาที่ประตู: “ถ้าอย่างนั้น รบกวนคุณช่วยจับตาดูห้องที่อยู่ด้านข้างให้ทีครับ ห้องที่มีรูปปั้นเฮราอยู่หน้าประตูนั่นแหละครับ ถ้ามีความเคลื่อนไหวอะไร ก็รีบมาบอกผมทันที”
“เอ๋? อ๋อ…” โสเภณีจำใจต้องก้มตัวมองผ่านรูกุญแจไป
ส่วนบาร์เซลก็หยิบไวโอลินที่เตรียมไว้สำหรับสร้างบรรยากาศขึ้นมา และเริ่มสีเงียบๆ
ไม่นาน โสเภณีก็เริ่มบ่น: “คุณสนใจคุณหนูฟินีหรือคะ? แล้วจะมาหาฉันทำไมล่ะ…”
ฟินีก็คือโสเภณีที่กำลังให้บริการในห้องฝั่งตรงข้าม
บาร์เซลตอบเสียงเรียบ: “เปล่าหรอก ผมต้องการผู้ชายคนนั้นต่างหาก”
“เอ๊ะ…” แววตาของโสเภณีลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความสอดรู้สอดเห็น “งั้นคุณก็มา ‘จับชู้’ สินะคะ?”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ครับ รบกวนช่วยจับตาดูให้ดีด้วยนะครับ”
“ได้เลยค่ะ ฉันจะช่วยคุณจัดการกับไอ้ ‘คนหลายใจ’ นั่นเอง!”
อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา โสเภณีก็คลึงเอวที่ปวดเมื่อย จู่ๆ เธอก็ลดเสียงลงแล้วร้องด้วยความตกใจ: “คุณมิเลอร์ ประตู ประตูเปิดแล้วค่ะ!”
แววตาของบาร์เซลฉายแววเย็นชาในทันที เขาทิ้งไวโอลินลง หยิบกระเป๋าถือของตัวเองลงมาจากที่แขวนเสื้อผ้า ดึงตัวโสเภณีออกไป ผลักประตูแล้วเดินออกไปทันที
บารอนวอลเตอร์กำลังหันกลับไปคลอเคลียกับคุณหนูฟินีที่เกาะเกี่ยวเขาอยู่ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกได้ถึงแสงสว่างที่ผิดปกติทางด้านข้าง เมื่อหันไปก็พบชายวัยสามสิบห้าสามสิบหกปีคนหนึ่งกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาอาฆาตมาดร้าย
“แกเป็นใคร? ต้องการอะไร…”
ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็เห็นอีกฝ่ายชักปืนสั้นออกมาจากกระเป๋าหนัง และเล็งตรงมาที่หน้าอกข้างซ้ายของเขา คำพูดที่เหลือจึงเปลี่ยนเป็น “อย่า อย่านะ…” ในทันที
บาร์เซลใช้เสียงที่ได้ยินกันแค่สองคนกระซิบว่า: “ไอ้ปีศาจ อย่าคิดนะว่ามกุฎราชกุมารฝรั่งเศสไม่อยู่แล้ว แกจะรังแกคามิเลียได้! ไปสารภาพบาปกับพระผู้เป็นเจ้าซะเถอะ!”
จากนั้น เขาก็เหนี่ยวไกอย่างเด็ดขาด นกสับกระแทกกับแผ่นเหล็กเกิดเสียง “ปัง!” ดังสนั่น

0 Comments