ตอนที่ 11 กองทหารรักษาพระองค์ของมกุฎราชกุมาร
แปลโดย เนสยัง“สถานการณ์นี้มันไม่ปกติ” โจเซฟขมวดคิ้วครุ่นคิด “ช่วงนี้พวกแก๊งอันธพาลในย่านแซงต์อองตวนเป็นบ้ากันไปหมดแล้วหรือไง?”
เขาออกคำสั่งแก่อัลเดนทันที: “ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ให้ทุกคนขยายเวลาปฏิบัติงานออกไป ยอมให้ทุกคนเหนื่อยกันหน่อยแล้วข้าจะเพิ่มโบนัสผลงานให้เป็นสองเท่า โดยเฉพาะการตรวจตราในตอนกลางคืนต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ เป็นไปได้สูงว่าอาจจะมีเรื่องเกิดขึ้นอีก”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
อัลเดนทาบอกคำนับและกำลังจะหมุนตัวจากไป ทว่าเจ้าหน้าที่ที่ดูแลฝ่ายบุคคลของกรมตำรวจก็วิ่งหน้าตื่นเหงื่อท่วมตัวเข้ามาเสียก่อน: “ฝ่าบาท… จู่ๆ ก็มีตำรวจจำนวนมะ… มหาศาลมายื่นใบลาพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าน่าจะมีเกือบร้อยคน”
“เกือบร้อยคน?!” อัลเดนชะงักไป ตำรวจหลักของย่านแซงต์อองตวนรวมกับฝ่ายสนับสนุนมีทั้งหมดแค่ 400 กว่าคน เท่ากับว่าหายไปถึงหนึ่งในสี่
“พ่ะย่ะค่ะ บ้างก็ว่าป่วย บ้างก็ว่าที่บ้านมีธุระด่วนกันทั้งนั้น”
โจเซฟรับรายชื่อใบลามาไล่อ่านดูคร่าวๆ ทั้งหมดล้วนเป็นคนเก่าคนแก่ของกรมตำรวจทั้งสิ้น โดยส่วนใหญ่เป็นฝ่ายสนับสนุน และยังมีตำรวจฝ่ายสืบสวนอีกสิบกว่าคน
ที่สำคัญ… คนที่นำทีมลาหยุดก็คือ โบโน่ เบอร์สองของสถานีนั่นเอง!
โจเซฟหรี่ตาลงเล็กน้อย ทางโน้นเกิดคดีอุกฉกรรจ์ไม่เว้นวัน พอทางนี้เขาประกาศระดมพลเพื่อรักษาความสงบ ทางนั้นก็พร้อมใจกันลาหยุดเป็นกลุ่มก้อน?
จะมีเรื่องบังเอิญขนาดนี้เชียวหรือ? เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำแน่นอน!
อัลเดนเอ่ยด้วยความร้อนรน: “ฝ่าบาท ตอนนี้กำลังต้องการคนพ่ะย่ะค่ะ พวกเขา…”
โจเซฟหมุนตัวกลับ ส่งรายชื่อคนลาเหล่านั้นให้มหาดเล็กคนสนิท แล้วเอ่ยเสียงเย็น: “ท่านเอมง ช่วยพาหมอไปตรวจสอบตามรายชื่อนี้ทีละบ้าน หากใครลาไม่ตรงตามสาเหตุที่แจ้งไว้… ให้ไล่ออกทันที!”
“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!”
คิดจะขุดหลุมฝังฉันงั้นหรือ? โจเซฟลอบยิ้มเย็น แบบนี้ก็ช่วยประหยัดเงินเดือนไปได้โขเลย แค่คนร้อยกว่าคน คิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะจนปัญญาหรือไง?
เขาสั่งให้อัลเดนและมากอนีนำกำลังตำรวจที่เหลือออกไปรักษาความสงบเรียบร้อยก่อน จากนั้นจึงหันไปส่งสัญญาณแก่ผู้บัญชาการกองทหารรักษาพระองค์ของมกุฎราชกุมารที่ยืนอารักขาอยู่ห่างออกไปห้าก้าว:
“วิสเคานต์โครซอร์ด ที่นี่มีกองกำลังของข้าอยู่เท่าไหร่?”
คนหลังตอบโดยไม่ต้องหยุดคิด: “105 นายพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
ตามหน้าฉาก โจเซฟดูเหมือนจะมีมหาดเล็กติดตามเพียงไม่กี่คน แต่ในความเป็นจริง ภายในรัศมี 300 เมตรรอบตัวเขา จะมีกองทหารรักษาพระองค์จำนวนมากคอยระแวดระวังภัยอยู่ตลอดเวลา
“ดึงกำลังมา 90 นาย ให้ติดตามพวกมากอนีออกไปรักษาความสงบตามท้องถนน”
“ฝ่าบาท…” โครซอร์ดยืนตัวตรงแน่ว “มันไม่ถูกระเบียบพ่ะย่ะค่ะ…”
“ระเบียบมีไว้ให้คนตั้ง อย่าทำตัวหัวแข็งนักเลย” โจเซฟยิ้มตอบ “อีกอย่าง พวกท่านคือกองกำลังของข้า เชื่อฟังข้าน่ะถูกแล้ว”
ใบหน้าของโครซอร์ดเต็มไปด้วยความเข้มงวดตามแบบฉบับทหารและไม่มีท่าทีจะยอมอ่อนข้อ: “ฝ่าบาท หน้าที่ของพวกเราคืออารักขาความปลอดภัยของพระองค์! ข้าเชื่อว่าองค์กษัตริย์เองก็คงไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของพระองค์แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“องค์กษัตริย์งั้นหรือ?” โจเซฟพลันเผยยิ้มเจ้าเล่ห์ เขาหยิบจดหมายของหลุยส์ที่ 16 ออกมาจากลิ้นชัก แล้วส่งหน้าสุดท้ายให้ผู้บัญชาการจอมดื้อรั้นคนนี้ดู “ข้าได้รับการอนุมัติจากฝ่าบาทมาแล้วจริงๆ นะ”
“เอ๊ะ?” โครซอร์ดประหลาดใจอย่างยิ่ง
โจเซฟชี้ไปที่ข้อความในจดหมายแล้วอ่านว่า: “‘ลูกจงลงมือทำในสิ่งที่อยากทำเถอะ… หากเกิดปัญหาอะไรขึ้นพ่อจะคอยหนุนหลังให้เอง’ นี่คือลายพระหัตถ์ของฝ่าบาท ท่านต้องปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์นะ”
โครซอร์ดอึ้งไป: “แต่ว่า…”
โจเซฟรีบขู่ต่อ: “หากท่านไม่ฟังข้า ข้าจะนำทีมออกไปตรวจตราด้วยตัวเอง ตอนนี้สถานการณ์ข้างนอกเป็นอย่างไร เมื่อครู่ท่านก็ได้ยินแล้ว”
“พระองค์จะออกไปตรวจตราเองไม่ได้เด็ดขาดพ่ะย่ะค่ะ!” โครซอร์ดรีบห้ามอย่างลนลาน หลังจากคุมเชิงกันอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็ทำหน้าเบี้ยวแล้วยอมจำนน: “ฝ่าบาท เรื่องนี้ห้ามให้พันตรีเฟอร์เซ็นรู้เด็ดขาดนะพ่ะย่ะค่ะ และที่สำคัญ พระองค์ต้องห้ามออกจากกรมตำรวจเด็ดขาด”
เฟอร์เซ็นคือผู้บัญชาการทหารองครักษ์ในพระราชวังแวร์ซายส์ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของโครซอร์ด
“ตกลง!” โจเซฟพยักหน้า “วางใจเถอะ ที่นี่ข้าก็ยังเหลือคนไว้อีก 15 นายไม่ใช่หรือ? ความปลอดภัยไม่มีปัญหาแน่นอน”
โครซอร์ดคำนับอีกครั้งแล้วเดินออกจากห้องทำงานของโจเซฟไป เขาเดินตรงไปยังลานกว้างหน้าสถานีตำรวจ หยิบนกหวีดออกมาจากกระเป๋าเสื้อแล้วเป่าเสียงดังสนั่นสองครั้ง
เพียงชั่วพริบตา กองทหารรักษาพระองค์นับร้อยนายที่พกดาบและสะพายปืนก็กรูซัดเข้ามาจากทั่วทุกสารทิศ ตั้งแถวหน้ากระดานห้าแถวด้วยความรวดเร็วปานกามนิต
โครซอร์ดส่งสัญญาณให้กลุ่มนายทหารก้าวออกมาข้างหน้า แล้วกระซิบสั่งการเบาๆ ไม่กี่ประโยค
“รับทราบ!” นายทหารเหล่านั้นตะโกนรับคำสั่ง ก่อนจะนำลูกน้องวิ่งออกจากสถานีตำรวจไป ในขบวนนั้นยังมีทหารม้าติดตามไปด้วยอีก 10 นาย
ย่านไวก์ ภายในอาคารซอมซ่อที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นอับของเท้าและกลิ่นเปรี้ยวของอาเจียน บรรดาหัวหน้าแก๊งแกะดำกำลังถือแก้วเหล้าพลางหัวเราะร่า: “ยังไงเสียพวกผู้หญิงจากย่านไวท์ลอเรลก็ถึงใจกว่าจริงๆ ในย่านแซงต์อองตวนไม่มีของดีแบบนี้เลย”
หัวหน้าใหญ่ซดเหล้าอึกใหญ่พลางปรายตามองลูกน้องด้วยความดูแคลน: “ดูทำท่าเข้าสิ ไอ้คนไม่เคยเห็นโลก ถ้าจะพูดถึงนังตัวดีล่ะก็ ย่านลูฟร์นั่นแหละคือที่สุด! คืนหนึ่งต้องจ่ายถึง 30 ลีฟร์ หน้าอกหน้าใจนะ… หือ…”
ชายที่หูแหว่งไปครึ่งหนึ่งเอ่ยเสียงห้าว: “ช่วงไม่กี่วันมานี้พวกเราหาเงินมาได้ตั้ง 2,000 ลีฟร์ ต่อไปนังตัวดีระดับพรีเมียมในย่านลูฟร์น่ะเหรอ จะเรียกมาเล่นเมื่อไหร่ก็ได้!”
มีคนเยาะเย้ยเขาทันที: “วาล็อง เงินค่าตัวนังพรีเมียมของแกน่ะมันหมดไปกับบ่อนพนันแล้วไม่ใช่เหรอ? 150 ลีฟร์ใช่ไหมล่ะ? มือแกต้องไปจุ่มเยี่ยวมาแน่ๆ ถึงได้ซวยขนาดนั้น ฮ่าๆ”
“ไอ้หูแหว่ง” คว้าหนังสือพิมพ์ ปารีสนิวส์ ขึ้นมาแล้วเรอเอิ๊กใหญ่พลางโต้กลับ: “เห็นไหม? ข่าวนี่ไง… เรื่องที่ข้าเผาร้านรองเท้าน่ะลงหนังสือพิมพ์ด้วย! พรุ่งนี้เซมิลียงไอ้ตำรวจเลวนั่นจะส่งเงินมาให้อีก 1,000 ลีฟร์! ยังต้องกลัวไม่มีเงินไปซ่องอีกเหรอ?”
“ดูพวกแกทำตัวเข้า” หัวหน้าใหญ่ใช้ขวดเหล้าชี้ไปที่คนเหล่านั้น “ในหัวมีแต่เรื่องอีตัว? ทุกคนตั้งใจทำงานหน่อย ชนะเงินรางวัลสองหมื่นลีฟร์นั่นมาให้ได้ ถึงตอนนั้นข้าจะพาพวกแกไปลองเล่น ‘นังหนูชนชั้นสูง’ ของจริงดูบ้าง ฮ่าๆ!”
เหล่าหัวหน้าแก๊งต่างพากันส่งเสียงโหยหวนด้วยความหื่นกระหาย: “ตามแต่ลูกพี่สั่งเลย!”
“แก๊งฮอร์สมันจะไปมีน้ำยาอะไร เงินสองหมื่นลีฟร์นั่นต้องเป็นของพวกเราแน่นอน!”
“พรุ่งนี้ข้าจะพาลูกน้องออกไปถล่มให้ยับ!”
ตั้งแต่สามวันก่อนที่เซมิลียงให้คำมั่นสัญญาว่าทุกครั้งที่ก่อคดีอุกฉกรรจ์จะจ่ายเงินให้ 1,000 ลีฟร์ แก๊งแกะดำก็สั่งตายลูกน้องพ่วงด้วยรางวัลล่อใจมหาศาล เพื่อสร้างความวุ่นวายโดยไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม แม้ช่วงวันมานี้ลูกน้องจะถูกตำรวจจับไปไม่น้อย แต่พวกเขาก็กวาดเงินเข้ากระเป๋าจนพุงกาง
เหล่าหัวหน้าแก๊งต่างวาดฝันถึงอนาคตที่ร่ำรวยจนกระทั่งดึกดื่นถึงได้หลับใหลไป
รุ่งเช้าวันต่อมา ยามดวงตะวันเพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า พวกเขากลับถูกปลุกด้วยเสียงทุบประตูโครมคราม: “ลูกพี่! ลูกพี่! แย่แล้วครับ มีพี่น้องตายแล้ว!”
หัวหน้าใหญ่ลุกจากเตียง ขยี้หน้าผากที่ปวดตุบๆ เพราะอาการสร่างเมา พลางตวาดอย่างหัวเสีย: “จะร้องทำไมวะ กะอีแค่คนตายคนเดียว? ใครทำ? แก๊งฮอร์สหรือว่าตำรวจ?”
“มะ… ไม่ใช่ทั้งคู่ครับ” เสียงนอกประตูสั่นเครือ “เป็นกองทหารรักษาพระองค์… แถมยังตายไปถึงสามคนเลยครับ…”
“กองทหารรักษาพระองค์?” หัวหน้าใหญ่ขมวดคิ้ว พลางเตะลูกน้องที่นอนระเกะระกะให้ตื่น “รีบไสหัวลุกขึ้นมา แล้วไปดูซิว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น!”
เพียงครู่เดียว หัวหน้าแก๊งสองคนก็เดินสบถออกจากห้องไป พร้อมกับพาลูกน้องสองสามคนเดินตามคนแจ้งข่าวไปดูที่เกิดเหตุ
เดินไปได้ไม่ไกลนัก พวกเขาก็เห็นที่ฝั่งตรงข้ามถนนมีขบวนทหารองครักษ์ในเครื่องแบบประณีต สวมหมวกสามเหลี่ยมประดับขนนก ติดตราสัญลักษณ์ราชวงศ์ อาวุธครบมือและดูน่าเกรงขามกำลังเดินสวนมา
“คนพวกนี้มาย่านแซงต์อองตวนทำไมกัน?” ‘ไอ้หูแหว่ง’ ถามด้วยความตื่นตระหนก
“ดูเหมือนจะมารักษาความสงบน่ะครับ” ลูกน้องคนแจ้งข่าวทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ “พวกมันมากันเยอะมาก แทบจะมีอยู่ทุกหัวถนนเลยครับ”
(จบตอนที่ 11)
โฆษณานะค๊ะ
0 Comments