Header Background Image
แหล่งรวมนิยายแปลไทย

พวกแก๊งอสรพิษขัดขืนได้เพียงเล็กน้อย ก็ถูกง่ามไม้ที่ระดมเข้ามาจากทั้งข้างหน้าและข้างหลังค้ำยันจนล้มลงกับพื้น ได้แต่ส่งเสียงร้องครางด้วยความหวาดกลัว

เกอริอองกล่าวขอบใจเพื่อนร่วมงานที่มาช่วยสนับสนุน พลางใช้เชือกมัดคนร้ายทีละคน

ในวันเดียวกันนั้น เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นทั่วทุกแห่งในย่านแซงต์อองตวน

เหล่าตำรวจแต่ละคนต่างก็มีท่าทีราวกับฉีดเลือดไก่ (กระปรี้กระเปร่าอย่างหนัก) ทันทีที่เห็นใครก่ออาชญากรรม พวกเขาจะตะโกนกึกก้องว่า “ในพระนามแห่งมกุฎราชกุมาร!” แล้วพุ่งเข้าใส่ทันที พร้อมกับใช้ง่ามระงับเหตุและหอกสั่งสอนพวกมิจฉาชีพอย่างหนัก

เพียงชั่วพริบตา พวกหัวขโมย โจรจี้ชิงทรัพย์ และพวกแก๊งนักเลงในย่านแซงต์อองตวนต่างก็ตกอยู่ในสภาพซัดเซพเนจร หวาดระแวงไปตามๆ กัน ไม่มีความโอหังบังอาจเหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป

ชาวเมืองย่านแซงต์อองตวนที่ได้เห็นตำรวจออกปราบปรามอาชญากรรมไปทั่ว ต่างก็ทั้งตกใจและยินดี พวกแก๊งอันธพาลและคนโฉดที่ก่อกรรมทำเข็ญมามากมายถูกจับกุมตัวไปคนแล้วคนเล่า ตำรวจที่ตั้งใจรักษาความสงบขนาดนี้พวกเขาไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน!

ราษฎรในยุคสมัยนี้มีความต้องการด้านความปลอดภัยต่ำมาก ถูกขโมยหรือถูกปล้นก็มักจะคิดเสียว่าตัวเองดวงกุด ขอแค่ชีวิตยังอยู่รอดก็นับว่าพอใจมากแล้ว ทว่าการกระทำของกองกำลังตำรวจชุดใหม่ในยามนี้ กลับทำได้ดีเกินความคาดหมายของพวกเขาไปไกลโข

ไม่นานนัก ก็เริ่มมีคนสมัครใจส่งน้ำส่งอาหารให้ตำรวจ มีคนมายืนเชียร์ตำรวจที่จับคนร้ายได้ตลอดแนวถนน และเมื่อได้รับแรงใจเช่นนั้น ตำรวจก็ยิ่งทุ่มเททำงานหนักขึ้นไปอีก

ผ่านไปไม่นาน ชาวเมืองก็ได้เรียนรู้ลูกไม้ใหม่ หากตกอยู่ในสถานการณ์ที่กำลังจะถูกก่ออาชญากรรม เพียงแค่ตะโกนเสียงดังว่า “ในพระนามแห่งมกุฎราชกุมาร!” ก็มีโอกาสสูงมากที่จะข่มขวัญจนคนร้ายวิ่งหนีไปได้

พระราชวังรัวยาล

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องมองดูหนังสือพิมพ์ ปารีสนิวส์ บนโต๊ะด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก หัวข้อข่าวหน้าหนึ่งคือ ‘ย่านแซงต์อองตวนวุ่นวาย มกุฎราชกุมารเป็นประธานปฏิรูปกิจการตำรวจ’

ทว่าเมื่อเทียบกับหนังสือพิมพ์ ปารีสนิวส์ ที่คลุมเครือภายใต้การควบคุมของเขา หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับอื่นกลับเขียนตรงไปตรงมามากกว่า ‘มกุฎราชกุมารสังคายนาตำรวจ ความสงบในย่านแซงต์อองตวนเริ่มดีขึ้น’, ‘ชาวเมืองแซงต์อองตวนแห่ชื่นชมตำรวจชุดใหม่’, ‘มกุฎราชกุมารทรงพระปรีชาเหนือชั้น ไขคดีฆาตกรรมหมอฟันได้ใน 3 นาที’…

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องรู้สึกหงุดหงิดในใจ เดิมทีเขาคิดจะอาศัยความวุ่นวายในย่านแซงต์อองตวนให้หนังสือพิมพ์ลงข่าวประจานมกุฎราชกุมารให้ยับเยิน แต่นึกไม่ถึงว่ามันกลับกลายเป็นการช่วยส่งเสริมชื่อเสียงให้พระองค์แทน

ไอ้เจ้าโจเซฟนี่ใช้เวลาเพียงสิบกว่าวันก็เปลี่ยนกรมตำรวจให้กลายเป็นกองกำลังใหม่ได้ วิธีการเช่นนี้ช่างดูไม่เหมือนฝีมือของเด็กหนุ่มวัย 13 ปีเลยสักนิด!

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็พลันขมวดคิ้ว หรือว่านางอีตัวออสเตรียจะยืมมือลูกชายตัวเองมาเริ่มกวาดล้างข้าราชการในปารีสโดยเริ่มจากกรมตำรวจ?

ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งมั่นใจว่านี่คือความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียว เพราะลำพังมกุฎราชกุมารที่ยังเยาว์วัยย่อมไม่อาจทำทั้งหมดนี้ได้แน่

ถ้าอย่างนั้นก็ยิ่งต้องปั่นป่วนแผนการของพระราชินีให้พังทลายลง จะปล่อยให้ราชวงศ์ฟื้นตัวขึ้นมาไม่ได้เด็ดขาด!

ดุ๊กแห่งออร์เลอ็องครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบเขียนจดหมายฉบับหนึ่งแล้วเรียกพ่อบ้านมาสั่งการ: “เอาจดหมายนี้ไปให้เลอแวเบล บอกเขาว่าต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ข้าจะพิจารณาช่วยให้เขาได้เป็นผู้ว่าการรัฐนอร์มังดี”

“รับทราบครับ นายท่าน”

ภายในวิลล่าหลังเล็กฝั่งตะวันออกของแม่น้ำแซน กีโซ ผู้อำนวยการตำรวจปารีส ชำเลืองมองประตูห้องที่ปิดไม่สนิท พลางตะโกนด่าเมียน้อยที่แอบฟังอยู่ข้างนอก: “แอนนา ปิดประตูซะ แล้วไปเฝ้าไว้อย่าให้พวกคนรับใช้เข้ามาใกล้!”

“เชอะ” หญิงผู้นั้นปิดประตูเดินจากไปด้วยความไม่เต็มใจพลางบ่นพึมพำเบาๆ “เหอะ ทำกับฉันเหมือนเป็นสาวใช้ยังไงอย่างนั้น นี่มันบ้านฉันนะ…”

กีโซหันกลับมามองชายร่างเตี้ยผมลอนตรงหน้า พลางสูบไปป์อย่างแรงแล้วเอ่ยว่า: “เซมิลียง ครั้งนี้มกุฎราชกุมารไม่ได้มาเล่นๆ แค่ไม่กี่วันแล้วกลับแวร์ซายส์หรอกนะ แต่พระองค์ตั้งใจจะปักหลักอยู่ในกรมตำรวจเลย”

ชายร่างเตี้ยคนนี้ก็คืออดีตผู้เชี่ยวชาญกิจการตำรวจย่านแซงต์อองตวนที่ “ถูก” สั่งให้ลางานยาวนั่นเอง เขาจึงรีบละล่ำละลักด้วยความร้อนรนทันที: “แต่ท่านผู้ตรวจการเทศบาลบอกว่า อย่างมากแค่สองเดือนก็จะให้ข้ากลับไปรับตำแหน่งเดิมนี่ครับ…”

“ใครจะไปรู้ว่ามันจะกลายเป็นแบบนี้?” กีโซพ่นควันออกมา “ยามนี้ไม่ใช่แค่เจ้าแต่มกุฎราชกุมารคือปัญหาใหญ่ของทั้งกรมตำรวจ”

เขาจ้องเขม็งไปที่เซมิลียง: “ตอนนี้มีเรื่องหนึ่ง ถ้าเจ้าทำได้ดี ไม่ใช่แค่จะได้ตำแหน่งเดิมคืนมา แต่อาจจะได้เลื่อนขั้นด้วย”

แววตาของชายร่างเตี้ยฉายประกายยินดี: “ท่านครับ สั่งมาได้เลย!”

“เจ้าคุ้นเคยกับย่านแซงต์อองตวนที่สุด ใครคือแก๊งที่มีอิทธิพลมากที่สุดที่นั่น?”

“แก๊งฮอร์สกับแก๊งแกะดำครับ” เซมิลียงกล่าว “พวกมันคุมพื้นที่กว่าแปดส่วนในย่านนั้น มีลูกน้องในมือคนละเป็นร้อย”

กีโซพยักหน้า พลางหยิบเศษกระดาษแผ่นหนึ่งยื่นให้เขา แววตาฉายความบ้าคลั่ง: “ไปหาพวกมัน จะหั่นศพ ข่มขืนฆ่า ลักพาตัว หรือวางเพลิง อะไรก็ได้ทั้งนั้น สรุปคือทำให้ย่านแซงต์อองตวนปั่นป่วนซะ ทำให้สถานการณ์มันเกินควบคุม ทำให้มันวุ่นวายถึงที่สุด!”

“นี่มัน…” เซมิลียงตกใจกับคำพูดเหล่านั้นจนรูม่านตาหดตัว ผ่านไปพักใหญ่จึงพยักหน้าตอบ: “คะ… ครับ ทำให้วุ่นวายถึงที่สุด”

เขากวาดสายตามองกระดาษในมือรอบหนึ่ง ก่อนจะเด้งตัวออกจากเก้าอี้ด้วยความตกใจ หลุดปากตะโกนว่า: “สาม… สามหมื่นลีฟร์!!”

เศษกระดาษแผ่นนั้นคือตั๋วแลกเงินมูลค่า 30,000 ลีฟร์ ในยุคนี้ เงินเพียง 20,000 ลีฟร์ก็สามารถซื้อวิลล่าหรูในปารีสได้แล้ว 30,000 ลีฟร์จึงเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่ทำให้แก๊งไหนก็ตามยอมสู้ตายถวายหัวได้แน่นอน

“เงินแค่นี้ไม่เท่าไหร่หรอก” กีโซส่งสัญญาณให้เขานั่งลง “เจ้าไปบอกพวกแก๊งเหล่านั้นว่า ขอแค่ก่อเรื่องที่ทำให้คนตระหนกตกใจได้ ครั้งหนึ่งข้าให้หนึ่งพันลีฟร์ ผ่านไปหนึ่งเดือน ใครทำผลงานได้โดดเด่นกว่า จะได้รับเงินอีกสองหมื่นลีฟร์”

“ครับท่าน” มือของเซมิลียงเริ่มสั่นด้วยความตื่นเต้น

“เอาละ ไปจัดการซะ” กีโซจ้องมองเขาอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง “และจำไว้ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้น คนใหญ่คนโตที่หนุนหลังข้าจะช่วยเคลียร์ให้เอง แต่ทั้งหมดนี้ต้องเป็นแผนการของเจ้าคนเดียว ไม่เกี่ยวข้องกับข้า… จำได้ไหม?”

“ครับ! จำได้ครับ ท่านวางใจได้เลย!”

กีโซยืนอยู่ที่หน้าต่าง มองดูร่างของเซมิลียงที่รีบจากไปพลางแสยะยิ้มเย็นชา

เดิมทีเขาไม่ได้คิดจะเล่นใหญ่ขนาดนี้ แต่เมื่อวานเลอแวเบลบอกเขาว่าให้ลงมือทำได้เลย หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นตัวเองจะคอยคุ้มกะลาหัวให้ เขาจึงไม่มีความกังวลอีกต่อไป

“มกุฎราชกุมารพ่ะย่ะค่ะ อยู่เสวยสุขในแวร์ซายส์ก็ดีอยู่แล้ว ไยต้องมาแกว่งเท้าหาเสี้ยนที่นี่ด้วย” เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพึมพำกับตัวเอง

สามวันต่อมา

สถานีตำรวจย่านแซงต์อองตวน

โจเซฟกำลังนั่งอ่านจดหมายร้องเรียนจากราษฎรอยู่ใต้ร่มไม้ ซึ่งความจริงแล้วเกือบทั้งหมดคือจดหมายชื่นชมตำรวจ ทันใดนั้น มากอนี ผู้ตรวจตราความสงบเรียบร้อยก็วิ่งพรวดพราดเข้ามา คำนับพลางหอบแฮก:

“ฝ่าบาท เกิดเรื่องอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ! ร้านรองเท้าที่ถนนไวท์ไอริสถูกฆ่าตายไปสองคน แถมร้านยังถูกเผาวอดเลยพ่ะย่ะค่ะ!”

โจเซฟขมวดคิ้วมุ่นทันที ตั้งแต่ช่วงบ่ายของเมื่อวานซืน ย่านแซงต์อองตวนเกิดคดีร้ายแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อวานซืนตายไป 2 ศพ เมื่อวานตายอีก 3 ศพ บาดเจ็บสาหัสอีก 2 คน

เดิมทีเขานึกว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะเกิดขึ้นอีก

“สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?”

“อัลเดนนำกำลังไปที่นั่นแล้วพ่ะย่ะค่ะ” มากอนีกล่าว “เพลิงสงบลงแล้ว แต่ยังจับกุมคนร้ายไม่ได้”

โจเซฟรีบกลับเข้าห้องทำงานทันที เพื่อเริ่มระดมพลและวางแผนรับมือกับคดี

เมื่อใกล้พลบค่ำ ในขณะที่อัลเดนกำลังรายงานความคืบหน้าคดีที่ถนนไวท์ไอริสให้โจเซฟฟัง จู่ๆ ก็มีตำรวจอีกนายนำข่าวร้ายมาแจ้ง แก๊งแกะดำไม่รู้ว่าไปโดนตัวไหนมา จู่ๆ ก็ออกไปไล่ฟันผู้คนทั่วถนนมิซองลา มีชาวบ้านถูกฟันบาดเจ็บไปเจ็ดแปดคนแล้ว ยามนี้ต้องการกำลังตำรวจสนับสนุนด่วน

(จบตอนที่ 10)

โฆษณานะค๊ะ

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note