ตอนที่ 404 ดินแดนศักดินาและบรรดาศักดิ์
แปลโดย เนสยังเนย์เหล่ตามอง “ปืนใหญ่” ถังเหล็กเหล่านั้น เอ่ยกับมอโรอย่างเหยียดหยามว่า
“‘สิ่งประดิษฐ์ชิ้นเล็กๆ’ ของท่านนี่น่าสนใจจริงๆ แต่รับรองว่าหลอกพวกโมร็อกโกได้ไม่นานหรอก เพราะพวกเขาจะพบว่าฝั่งตรงข้ามยิงปืนใหญ่มาตั้งครึ่งค่อนวันแล้ว แต่ฝ่ายตัวเองกลับไม่มีใครบาดเจ็บเลยสักคน”
“ท่านควรอ่าน ‘ความเรียงว่าด้วยธรรมชาติของมนุษย์’ ของเดวิด ฮูมนะ” มอโรชี้ไปที่ค่ายทหารโมร็อกโกที่อยู่ไกลออกไป “พวกเขาจะคิดแค่ว่าตัวเองโชคดี แล้วก็เยาะเย้ยว่าทักษะของพลปืนใหญ่ฝรั่งเศสห่วยแตก”
“…ก็แล้วแต่ท่านเถอะ”
หลังจากการ “ยิงปืนใหญ่” ดำเนินไปได้พักหนึ่ง แนวทหารราบของฝรั่งเศสก็ปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า
เนย์กำชับพวกทหารอย่างตึงเครียดให้รักษาระยะห่าง หันหลังให้ป่า แนวทหารราบนี้มีเพียงแถวเดียว แถมระยะห่างระหว่างแต่ละคนยังกว้างมาก มีเพียงการใช้ป่าที่มืดมิดเป็นฉากหลังเท่านั้น ถึงจะสามารถตบตาได้
ส่วนมอโรก็พาทหารม้าวิ่งไปมาระหว่างสองข้างของแนวทหารราบ ทำท่าทางราวกับจะทำสงครามใหญ่
อากอลด์ที่อยู่ไกลออกไปมองดูแนวทหารราบที่ยาวเกินกว่าหนึ่งกิโลเมตร รวมถึงขบวนทหารม้าที่ฝุ่นตลบอบอวล คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันแน่นทันที
มีทหารราบอย่างน้อย 4 พันนาย ทหารม้ากว่า 1 พันนาย และปืนใหญ่อีก 15 กระบอก ขนาดนี้ต้องเป็นกองพลเชเรอร์ไม่ผิดแน่
แต่พวกเขาใช้เวลาสั้นขนาดนี้เดินทางมาจากปลายแม่น้ำเมเจอร์ดาได้อย่างไร?
ไม่นานก็มีทหารม้ามารายงานอีกว่าพบค่ายทหารฝรั่งเศสแล้ว อยู่ห่างออกไปทางทิศใต้ 4 ไมล์ ดูจากขนาด น่าจะเป็นที่พักของทัพทหารเกือบหมื่นนาย
คราวนี้อากอลด์ยิ่งเชื่อสนิทใจ
ตามขีดความสามารถในการรบของกองทัพฝรั่งเศส กองทัพห้าหกพันคนของเขาไม่ใช่คู่ต่อสู้อย่างแน่นอน ต้องรอให้ซาอิด ปาชานำทหารองครักษ์หน่วยหลักมาถึง ถึงจะเปิดศึกตัดสินกับชาวฝรั่งเศสได้
ไม่สิ ไม่ถูก จู่ๆ เขาก็ชะงักไป ตามคำสั่งขององค์สุลต่าน กองทหารองครักษ์ควรหลีกเลี่ยงการปะทะกับกองทัพหลักของฝรั่งเศส พวกเขามาปล้นสะดมที่ตูนิส แล้วจากนั้นก็ไปขอรับค่าตอบแทนจากคนอังกฤษ การปะทะกับประเทศใหญ่อย่างฝรั่งเศส ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะก็ไม่เป็นผลดีต่อผลประโยชน์ของโมร็อกโก
เขาครุ่นคิดอยู่นาน หันไปสั่งทหารติดตามว่า
“ทิ้งกองทหารอัคคาดไว้ ส่วนคนอื่นๆ ซ่อนตัวถอยทัพ อ้อ ให้ปืนใหญ่ยิงต่อไป เพื่อหลอกล่อฝรั่งเศส”
“รับทราบ ท่านนายพล!”
เดิมที มอโรคิดว่าต้องยอมเสียสละโต้ตอบการโจมตีหยั่งเชิงของชาวโมร็อกโกสักครั้งสองครั้ง ถึงจะข่มขวัญพวกโมร็อกโกได้สำเร็จ แต่ไม่คิดเลยว่าฝั่งตรงข้ามจะไม่มีทีท่าอยากจะสู้เลยแม้แต่น้อย
แน่นอนว่าเขายินดีที่จะถ่วงเวลา จึงให้ “ปืนใหญ่” ถังเหล็กระดมยิงอย่างเต็มที่ แสร้งทำเป็นว่าการต่อสู้ดุเดือดมาก
ดังนั้นทั้งสองกองทัพจึงยิงปืนใหญ่ตอบโต้กันข้ามระยะทางเกือบกิโลเมตรไปตลอดทั้งวัน พอฟ้ามืดก็ต่างฝ่ายต่างถอนทัพ
วันที่สองก็ยังคงยิงถล่มกันต่อ จนกระทั่งช่วงบ่าย จู่ๆ มอโรก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงเสี่ยงนำทหารม้าครึ่งหนึ่งไปก่อกวนพวกโมร็อกโก แต่กลับพบว่าไม่มีทหารม้าของศัตรูออกมาป้องกันเลย
เขาตัดสินใจขี่ม้าวนรอบตาร์มิไรหลายรอบ ในที่สุดก็แน่ใจว่ามีทหารโมร็อกโกไม่ถึง 2 พันนายที่ยังยันอยู่แนวหน้า ส่วนศัตรูที่เหลือหายตัวไปหมดแล้ว
เขาไม่คิดไม่ฝันเลยว่า ละครที่ตัวเองเล่นไว้จะเนียนเกินไป จนหลอกให้พวกโมร็อกโกหนีเตลิดไปได้…
หลังจากกลับไป เขาก็ปรึกษากับเนย์ รวบรวมกำลังพลทั้งหมด รวมถึงทหารตูนิสหลายร้อยนายในตาร์มิไร เปิดฉากโจมตีอย่างหนักใส่กองทัพโมร็อกโกกลุ่มนั้นจากสองทิศทางพร้อมกัน
…
ปารีส
ชั้นสองของพระราชวังตุยเลอรี
โจเซฟมองดูแผนที่แอฟริกาเหนือบนโต๊ะ สีหน้าดูค่อนข้างกังวล
จากข่าวกรองที่ส่งมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งแอลเจียร์และตริโปลีมีการเคลื่อนกำลังทหารขนานใหญ่ เห็นได้ชัดว่าคนอังกฤษทนไม่ไหวอยากจะลงมือกับตูนิสแล้ว
ส่วนข่าวจากฝั่งอินเดียคือ กองทัพไมซอร์กำลังโจมตีเมืองทิรุจิรัปปัลลิอย่างหนัก ที่นั่นคือแคว้นทางใต้สุดของคาร์นาติก ทันทีที่ไมซอร์ยึดที่นั่นได้ ก็จะสามารถเผชิญหน้ากับเมืองนาคปัฏฏินัมซึ่งเป็นจุดส่งเสบียงเพียงแห่งเดียวของอังกฤษทางตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย
โจเซฟมั่นใจว่า ตราบใดที่นาคปัฏฏินัมมีความเสี่ยงที่จะถูกยึด คนอังกฤษจะต้องกลับมาที่โต๊ะเจรจาแน่นอน ที่นี่เป็นท่าเรือสำคัญสำหรับขบวนเรือสินค้าอังกฤษตอนที่เดินทางกลับจากเอเชียตะวันออก หากไม่ได้แวะเติมเสบียงที่นี่ เรือสินค้าอังกฤษจะต้องอ้อมไปอีกหลายร้อยไมล์ทะเลเพื่อไปเติมน้ำจืดและอาหารที่มัทราสทางตอนกลางของอินเดีย หรือไม่ก็ต้องจ่ายเงินซื้อเสบียงจากฝรั่งเศสที่พอนดิเชอร์รี
ดังนั้น คนอังกฤษจะต้องทุ่มสุดตัว พยายามสร้างความวุ่นวายในตูนิสก่อนที่นาคปัฏฏินัมจะมีปัญหา เพื่อเอามาใช้เป็นข้อต่อรองแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในอินเดีย
ทางกรมเสนาธิการได้สั่งให้กองทัพ 6 พันนายไปเสริมกำลังที่ตูนิสแล้ว นี่คือขีดจำกัดสูงสุดที่การเงินของฝรั่งเศสจะรับได้แล้ว
พูดตามตรง ถ้าสถานการณ์ในตูนิสเกิดปัญหาใหญ่ โจเซฟก็ทำได้เพียงดึงกองทหารองครักษ์ไปจัดการปัญหาที่แอฟริกาเหนือ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแผนยุทธศาสตร์ในเซาท์เนเธอร์แลนด์อย่างแน่นอน
ถ้าถึงขั้นนั้นจริงๆ เขาก็ต้องพิจารณาว่าจะยอมรับเงื่อนไขของคนอังกฤษ ให้ทั้งสองฝ่ายต่างคนต่างเลิกรากันไป นั่นก็หมายความว่า ยุทธศาสตร์ที่เขาใช้จำกัดการเคลื่อนไหวของอังกฤษในอินเดียล้มเหลว
ขณะนั้นเอง เอมองต์ก็เคาะประตูเดินเข้ามา ยื่นรายงานลับฉบับหนึ่งมาตรงหน้าเขา “ฝ่าบาท เพิ่งส่งมาจากตูนิสพ่ะย่ะค่ะ”
โจเซฟรีบแกะกระบอกไม้ด้วยความรวดเร็วที่สุด แล้วเทกระดาษสองสามแผ่นข้างในออกมา
ตอนที่เขาเห็นว่ารายงานฉบับนี้ส่งมาจากนายพล บาเตเลมี ลุย โฌแซ็ฟ เชเรอร์ เขาก็อดแปลกใจไม่ได้ ตามปกติแล้ว นี่น่าจะเป็นงานของหน่วยข่าวกรองต่างหาก
เขารีบอ่านเนื้อหาอย่างละเอียด ส่วนแรกสุดระบุว่าชาวโมร็อกโกได้เข้ามาร่วมวงโจมตีตูนิสด้วย โดยส่งทหารองครักษ์ผิวสีที่ยอดเยี่ยมที่สุด 1 หมื่น 4 พันกว่านาย และให้กองทหารองครักษ์แอลเจียร์แสร้งทำเป็นโจมตีเลอเคฟ เพื่อล่อกองกำลังหลักของเชเรอร์ไปยังปลายแม่น้ำเมเจอร์ดา
โจเซฟอดขมวดคิ้วไม่ได้ อ่านต่อไปก็เห็นเชเรอร์บอกว่ามีทัพ “ทหารอาสาสมัคร” สองกลุ่มที่มารายงานตัวกับกองพล ได้ยืนหยัดป้องกันเมืองตาร์มิไรอย่างแข็งขัน โดยใช้กองกำลังไม่ถึง 2000 นาย เอาชนะกองทัพโมร็อกโก 1 หมื่นนาย จับเชลยได้ 700 กว่าคน และยึดปืนใหญ่ได้อีก 11 กระบอก…
หืม? โจเซฟเลิกคิ้ว 2 พัน สู้ 1 หมื่น ชนะอย่างงดงาม แถมยังได้ทั้งเชลยและของที่ยึดมาได้ นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?
เขาพลิกไปหน้าสุดท้าย เมื่อเห็นรายงานการรบอย่างละเอียด ดวงตาก็พลันเบิกกว้าง
วิกตอร์ มอโร, มิเชล เนย์? ที่แท้ก็เป็นสองขุนศึกระดับ ‘จอมพล’ เป็นคนสั่งการรบนี่เอง!
ถ้าอย่างนั้นสถิติการรบ 1 ต่อ 5 ก็ไม่แปลกแล้ว
โจเซฟลอบทอดถอนใจ: ฝรั่งเศสมีบุคลากรที่มีความสามารถมากมายจริงๆ จอมพลผู้ไร้พ่ายใต้บังคับบัญชาของจักรพรรดินโปเลียน ตอนนี้ยังเป็นแค่ร้อยโทตัวเล็กๆ สองคน นำทหารที่ไม่ได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของตัวเอง กลับสามารถทำลายการลอบโจมตีของชาวโมร็อกโกได้อย่างไม่คาดคิด
มิน่าล่ะรายงานข่าวกรองฉบับนี้ถึงถูกส่งมาโดยเชเรอร์ นี่คือการที่แนวหน้าได้รับชัยชนะ และต้องการแย่งส่งข่าวดีมาให้เขาก่อนหน่วยข่าวกรองนี่เอง
ตอนที่โจเซฟเห็นว่ากองทหารขุนนางของมอโรเรียกตัวเองว่ากองทหารม้า “ชี้นำแห่งพระผู้เป็นเจ้า” เขาก็อดส่ายหน้าหัวเราะไม่ได้ ทุกคนโตเป็นผู้ใหญ่กันหมดแล้ว ยังตั้งชื่อได้ขนาดนี้อีก
แต่ในเมื่อพวกเขาชอบ ก็ปล่อยให้เป็นไปตามความต้องการของพวกเขาเถอะ
โจเซฟจึงจับปากกาเขียนคำสั่งลงไปที่ท้ายรายงานทันที โดยมอบบรรดาศักดิ์ “กองทหารม้ารักษาพระองค์ชี้นำแห่งพระผู้เป็นเจ้า” ให้กับทหารขุนนาง 1 พันนายเหล่านั้นอย่างเป็นทางการ
ขณะเดียวกัน มอโรได้รับการเลื่อนยศเป็นพันตรีเป็นกรณีพิเศษ ส่วนเนย์ได้เลื่อนเป็นร้อยเอก คนแรกได้รับดินแดนศักดินาในตริโปลี 700 เฮกตาร์ ส่วนคนหลังได้รับ 500 เฮกตาร์

0 Comments