ตอนที่ 64 ไปโรงงานอิฐและกระเบื้อง
แปลโดย เนสยังคนท้องมักจะเบลอไปสามปี พูดอะไรก็เชื่อไปซะหมด!!!
ตอนที่หวังเหลียนฮวาและสี่เฟิ่งมาถึง เสิ่นเมิ่งและเซี่ยจิ้งห่าวก็พากันกินข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกนางมาค่อนข้างช้า เพราะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่จะออกจากบ้าน
ถ้าจะบอกว่ามาช่วยทำงาน ก็ต้องมาตั้งแต่เช้าตรู่ แต่ถ้าจะบอกว่ามากินข้าวที่บ้านคนอื่น ก็ไม่รู้เป็นอะไร ฝีเท้ามันช่างก้าวไม่ออกเอาเสียเลย ตอนแรกทั้งสองคนก็กะว่าจะไม่พาเด็กๆ มาด้วย เพราะเสิ่นเมิ่งก็บอกล่วงหน้าแล้วว่าคืนนี้จะต้มซุปตีนหมู ถ้ามากันแค่สองคนก็ยังพอทำใจได้ แต่ถ้าต้องพาลูกมาด้วย มันก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่
ตอนกลางคืน เหยาเหยากับเกาเกาก็เกาะแม่ไม่ยอมปล่อย แถมยังร้องไห้กวนจะให้อุ้มอีก ส่วนต้าชิ่งกับเอ้อชิ่งกินข้าวเย็นเสร็จ ก็วิ่งออกมาหาพวกลู่หมิงหยางเล่นกัน วันนี้เป็นวันเปิดเรียนวันแรก มีแค่ต้าชิ่งคนเดียวที่เรียนอยู่ชั้นป.3 ภาพลักษณ์ของเขาในหมู่เด็กๆ ก็เลยดูสูงส่งขึ้นมาทันที แม้แต่ลู่หมิงหยางก็ยังพูดจาเกรงใจเขามากขึ้น เพราะแม่บอกว่าการไปโรงเรียนต้องใช้เงินเยอะมาก
พวกเขารวมหัวกัน เอาไม้ขีดเขียนลงบนพื้นดินในลานบ้าน ลู่หมิงเลี่ยงยังทำตัวเป็นคุณครูตัวน้อย บังคับให้เสิ่นเมิ่งมาเรียนด้วยอีกต่างหาก
เจ้าของร่างเดิมเคยเรียนชั้นเรียนแก้ปัญหาคนไม่รู้หนังสือมาบ้าง พอจะอ่านออกเขียนได้นิดหน่อย แต่ก็ไม่เยอะนัก เสิ่นเมิ่งคิดว่าวันหลังคงต้องให้พวกลู่หมิงหยางเอาบทเรียนที่เรียนมาสอนเธอทุกคืน นานๆ เข้า เธอค่อยไปหาซื้อหนังสือมาอ่านสักสองสามเล่ม เพื่อเป็นการกลบเกลื่อนความสามารถของตัวเอง จะได้ไม่เป็นที่น่าสงสัย
“เล่นอะไรกันอยู่จ๊ะ!” สี่เฟิ่งอุ้มเกาเกาเข้ามาทักทายอย่างร่าเริง แถมยังแอบดึงแขนหวังเหลียนฮวาไปด้วย
หวังเหลียนฮวาอุ้มเหยาเหยาไม่ได้พูดอะไร บนใบหน้ามีรอยยิ้มเจื่อนๆ ประดับอยู่
เสิ่นเมิ่งรีบลุกขึ้นไปหยิบเก้าอี้มาให้ทั้งสองคนนั่ง “รีบนั่งสิจ๊ะ รอพวกพี่มาตั้งนานแล้ว ทำไมถึงเพิ่งมาล่ะจ๊ะ?”
“เด็กๆ ร้องกวนน่ะจ้ะ แหะๆ” หวังเหลียนฮวาตอบอย่างเขินๆ ส่วนสี่เฟิ่งที่อยู่ข้างๆ ก็แอบขำจนโดนหวังเหลียนฮวาถลึงตาใส่
เสิ่นเมิ่งเห็นท่าทางของทั้งสองคน ก็พอจะเดาออกว่าพวกนางคงจะรู้สึกเกรงใจ ก็เลยไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ เธอหัวเราะเบาๆ แล้วเดินเข้าไปในครัว ยกซุปตีนหมูที่อุ่นไว้ในหม้อออกมา
“รีบกินสิจ๊ะ อุ่นไว้ให้ตลอดเลยนะ ในซุปมีทั้งถั่วเหลืองแล้วก็สาหร่ายทะเล ผู้หญิงกินแล้วดีต่อสุขภาพนะจ๊ะ ตรงนี้ก็มีน้ำจิ้มที่ฉันปรุงไว้ด้วย รสชาติออกเผ็ดนิดนึง พวกพี่กินเผ็ดกันได้ไหมจ๊ะ?”
“ได้จ้ะๆ ฉันชอบกินเผ็ดอยู่แล้ว อุ๊ยตาย อยู่ข้างนอกไม่ได้กลิ่นเลย แต่พอเข้ามาใกล้ๆ กลิ่นหอมฉุยเตะจมูกเลยนะเนี่ย”
เสิ่นเมิ่งตักซุปให้พวกนางคนละชาม เกาเกากับเหยาเหยาก็ได้คนละชามเหมือนกัน แถมยังหยิบแป้งม้วนไส้ผักกาดขาวให้คนละชิ้นด้วย
“ตีนหมูชิ้นนี้เนื้อเยอะดี เด็กๆ ก็เอาไปแทะเล่นกันนะจ๊ะ ส่วนแป้งม้วนนี่ไส้ผักกาดขาววุ้นเส้น พี่สะใภ้กับสี่เฟิ่งก็กินด้วยกันสิจ๊ะ” เธอเคยถามต้าชิ่งมาแล้ว ว่าที่บ้านเขากินหมั่นโถวแป้งข้าวโพดกับน้ำข้าวใสแจ๋วเป็นมื้อเย็น
“พวกฉันกินข้าวกันมาแล้วจ้ะ ไม่ใช่ว่าแค่มาซดน้ำซุปหรอกเหรอ ถ้าเธอบอกล่วงหน้าตั้งแต่ตอนกลางวัน พวกฉันก็คงไม่มาหรอกนะ”
“นั่นสิ ซุปตีนหมูของเธอนี่ ทั้งสาหร่ายทะเล ถั่วเหลือง แล้วก็เนื้อหมู ทำไมถึงได้เยอะขนาดนี้ล่ะ เสี่ยวเมิ่งเอ๊ย ถ้าเธอเป็นแบบนี้ คราวหน้าพวกฉันคงไม่กล้ามาอีกแล้วนะ”
เสิ่นเมิ่งหัวเราะคิกคัก “ได้จ้ะๆ นี่ฉันก็อยากจะขอให้พี่สะใภ้กับสี่เฟิ่งมาช่วยงานหน่อยน่ะ แหะๆๆ ที่ดินส่วนตัวก็จัดการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ช่วงนี้แหละที่เหมาะจะปลูกผักที่สุด ฉันก็เลยไปขอต้นกล้าผักกับต้นไม้ผลมาจากคนรู้จัก กะว่าจะเอามาปลูกซะหน่อย งานพวกนี้ฉันก็พอจะค่อยๆ ทำเองได้แหละจ้ะ แต่ว่าฉันอยากจะล้อมรั้วที่ดินส่วนตัวสักหน่อย ก็เลยอยากจะขอให้พี่หย่งจุนมาช่วยจัดการให้หน่อยน่ะจ้ะ”
สี่เฟิ่งซดน้ำซุปเนื้อวัวรสชาติกลมกล่อมไปหนึ่งอึก รู้สึกพอใจสุดๆ ในใจก็แอบคิดว่า เสิ่นเมิ่งช่างเป็นคนใจกว้างจริงๆ พอได้ยินคำขอร้องของหล่อน สี่เฟิ่งก็รีบวางชามลงทันที
“อ้าว จะไปล้อมรั้วทำไมล่ะจ๊ะ พรุ่งนี้เลิกงานเดี๋ยวฉันกับพี่สะใภ้รองจะมาช่วยเธอปลูกผักเอง ร่างกายเธอไม่ค่อยแข็งแรง ก็อย่าเพิ่งทำอะไรหนักๆ เลย เดี๋ยวพวกเราค่อยมาทำด้วยกันนะ”
เสิ่นเมิ่งพยักหน้ารับอย่างเต็มใจ
เซี่ยจิ้งห่าวที่ยืนดูอยู่ข้างๆ ก็อดยิ้มไม่ได้ พี่สะใภ้ใหญ่คงจะวางแผนเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วล่ะมั้ง พอได้ยินต้าชิ่งเล่าเรื่องอาหารเย็นของบ้านหล่อน พี่สะใภ้ใหญ่ก็ทำหน้าแปลกๆ ไปเลย คงจะสงสารพี่สะใภ้ทั้งสองคน แต่ก็กลัวว่าถ้าให้ของดีๆ ไปตรงๆ พวกนางจะไม่ยอมรับ ก็เลยต้องใช้วิธีอ้อมๆ แบบนี้แหละ ตอนนี้หล่อนก็เริ่มจะมองนิสัยใจคอของพี่สะใภ้ใหญ่ออกบ้างแล้วล่ะ
วันรุ่งขึ้น
หลังจากทุกคนกินข้าวเช้าเสร็จ เสิ่นเมิ่งก็ฝากลู่หมิงข่ายไว้กับเซี่ยจิ้งห่าว ให้ช่วยดูแลเด็กน้อยไปก่อน ส่วนเธอก็เดินทางเข้าตัวอำเภอ เธอวางแผนไว้แล้วว่าจะต้องซื้อจักรยานให้ได้ จะได้ไม่ต้องไปไหนมาไหนลำบากอีกต่อไป
เธอนั่งเกวียนวัวของลุงไกว่เดินทางไปจนถึงตัวอำเภอ แล้วก็แอบไปหามุมลับตาคน เอาจักรยานยี่ห้อเฟยเกอออกมาจากมิติ ปั่นไปที่โรงงานอิฐและกระเบื้องที่ตั้งอยู่แถวชานเมือง
ที่โรงงานอิฐและกระเบื้องคนพลุกพล่านมาก ถึงแม้จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว แต่พวกผู้ชายที่มาทำงานก็ยังคงถอดเสื้อ เปลือยท่อนบน ขนอิฐขนดินกันอย่างขะมักเขม้น พอเสิ่นเมิ่งปั่นจักรยานมาถึง ก็มีผู้ชายท่าทางนักเลงหลายคนเป่าปากแซวเธอ
“ดูสิๆ ตรงนู้นมีผู้หญิงเดินมา สวยซะด้วยนะ”
“เบาๆ หน่อย ไม่เห็นหรือไงว่าหล่อนใส่ชุดอะไร ผ้าลายสก๊อตสีแดงนั่นไม่ถูกเลยนะ เมียฉันบ่นอยากได้มาตั้งนาน ฉันยังไม่ยอมซื้อให้เลย อย่าไปทำให้คนมีเส้นสายไม่พอใจเข้าล่ะ เดี๋ยวจะโดนไล่ออกเอา”
“อะไรวะ ฉันก็แค่พูดเล่นไปสองสามคำ จะเป็นไรไปล่ะ จะทำให้หล่อนเสียเนื้อสักก้อนหรือไง อีกอย่างหล่อนเป็นผู้หญิงตัวคนเดียว ไม่ยอมอยู่บ้านดีๆ กลับมาเดินเพ่นพ่านในที่ที่มีแต่ผู้ชายแบบนี้ ดีไม่ดีก็อาจจะไม่ใช่ผู้หญิงดีอะไรหรอก”
ข่งเหวินเสียงถือสมุดบัญชีเดินผ่านมา ได้ยินพวกคนงานลากรถเข็นจับกลุ่มคุยกัน ก็เอามือไพล่หลังเดินเข้าไปหา
“อยากจะทำงานกันต่อไหมฮะ ถึงได้มาจับกลุ่มนินทาผู้หญิงแบบนี้ ที่นี่มันที่ไหน ที่นี่มันโรงงานอิฐและกระเบื้อง เป็นสถานที่ทำงานนะ ผู้หญิงเขามาที่นี่ก็เพื่อจะมาซื้ออิฐซื้อกระเบื้องที่พวกแกทำนั่นแหละ ไม่ได้มาสูดกลิ่นเหงื่อเหม็นๆ ของพวกแกหรอกนะ”
พอถูกผู้จัดการโรงงานจับได้ว่าแอบนินทาคนอื่น พวกคนงานก็รีบหุบปากเงียบทันที
ข่งเหวินเสียงจ้องหน้าคนที่พูดว่า “ไม่ใช่ผู้หญิงดี” อยู่นาน ก่อนจะหันหลังเดินไปอีกทาง
โรงงานอิฐและกระเบื้องแห่งนี้มีผลกำไรดีมาก คนที่อยากจะได้อิฐได้กระเบื้องส่วนใหญ่ก็มักจะมีเส้นสายกันทั้งนั้น แถมคิวจองตอนนี้ก็ยาวไปจนถึงปีหน้าแล้ว เขาเครียดจนปวดหัวไปหมดแล้ว แต่พวกคนงานบางคนก็ยังเอาแต่อู้งานอยู่ได้ รับเงินเดือนตั้งแพง แถมโรงงานยังเลี้ยงข้าวอีกมื้อนึงด้วย เขาโมโหจนแทบจะบ้าตาย ถ้าไล่ออกได้ เขาคงไล่พวกมันออกไปนานแล้ว
หลังจากจัดการพวกคนงานเสร็จ เขาก็จะไปดูหน้าผู้หญิงที่มาโรงงานอิฐและกระเบื้องจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เสียหน่อย
พอเดินไปถึง เขาก็เห็นพนักงานรักษาความปลอดภัยกำลังยืนคุยอยู่กับผู้หญิงคนหนึ่ง พอมองดูจากที่ไกลๆ ก็เห็นว่าเป็นผู้หญิงที่หน้าตาสะสวยทีเดียว ผู้หญิงตัวคนเดียว ถ่อมาถึงสถานที่แบบนี้ ก็คงเป็นเพราะผู้ชายในบ้านพึ่งพาไม่ได้นั่นแหละ ไม่อย่างนั้นคงไม่ยอมให้เมียต้องมาตกระกำลำบากแบบนี้หรอก
“เกิดอะไรขึ้น?”
“สวัสดีครับผู้จัดการ ผู้หญิงคนนี้มาถามราคาอิฐกับกระเบื้องดำน่ะครับ ผมก็เลยบอกราคาไป หล่อนเดินทางมาจากหน่วยผลิตหมู่บ้านลู่โน่น ระยะทางก็ไกลอยู่ อุตส่าห์มาถึงนี่แล้ว จะให้ผมไล่กลับไปเลยก็คงไม่ดีหรอกครับ!”
พนักงานรักษาความปลอดภัยพูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจ กลัวว่าผู้จัดการจะไม่พอใจการกระทำของตัวเอง
เสิ่นเมิ่งมองดูข่งเหวินเสียง ดวงตาเป็นประกาย ก่อนจะส่งยิ้มหวานไปให้เขา

0 Comments