ตอนที่ 55 ซ่อมแซมบ้านให้ครอบครัว
แปลโดย เนสยังเสิ่นโส่วเถียนดีใจจนออกหน้า “จริงเหรอ เสี่ยวเมิ่ง งั้นก็ดีเลย งั้นเธอรีบไปนั่งพักก่อนนะ ฉินหลาน เธอไปจัดห้องของเราให้เรียบร้อยหน่อยนะ คืนนี้ให้เสี่ยวเมิ่งนอน ส่วนฉันกับเจ้ารองเดี๋ยวคืนนี้ปูที่นอนนอนในห้องพ่อกับแม่ ส่วนเธอก็พาลูกไปนอนเบียดกับเสี่ยวเหมยก็แล้วกัน”
“อ้อ ได้สิ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ลวี่ฉินหลานลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปที่ห้องของตัวเอง หล่อนส่งยิ้มแห้งๆ ให้เสิ่นเมิ่ง ราวกับกลัวว่าเสิ่นเมิ่งจะรังเกียจ ก็แน่ล่ะ บ้านแม่สามีของน้องสะใภ้มีฐานะดีกว่าบ้านพวกหล่อนตั้งไม่รู้กี่เท่า คราวนี้กลับมาทั้งทีก็เอาเนื้อ เอาไข่ไก่มาฝาก แถมยังมีเสื้อผ้ามาให้อีกห่อเบ้อเริ่ม ในใจหล่อนรู้สึกซาบซึ้งใจจนบอกไม่ถูก
ซูเสี่ยวเหมยเองก็ลุกขึ้นเดินอ้อมเสิ่นเมิ่งและคนอื่นๆ กลับไปที่ห้องของตัวเอง หล่อนเองก็ต้องไปจัดห้องเหมือนกัน
เสิ่นเมิ่งมองดูพี่สะใภ้ทั้งสองคนพากันไปยุ่งวุ่นวาย ก็รู้สึกเกรงใจนิดหน่อย จู่ๆ ก็รู้สึกว่าการตัดสินใจค้างคืนที่นี่มันดูจะกะทันหันไปสักนิด แต่พอมองดูคนบ้านสกุลเสิ่น เธอก็รู้เลยว่าพวกเขากำลังคิดถึงเจ้าของร่างเดิมจริงๆ เมื่อก่อนตั้งหนึ่งหรือสองเดือนถึงจะกลับมาเยี่ยมบ้านสักครั้ง พอตอนนี้กลับมากะทันหัน คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ต้องดีใจจนเนื้อเต้นเป็นธรรมดา
หวังคุ่ยจือดูแลเสิ่นฟู่กุ้ยจนหลับไปแล้ว ถึงได้เดินออกมาจากห้อง ในห้องโถง คนบ้านสกุลเสิ่นกำลังนั่งคุยกันอยู่ เสิ่นอวี้เถียนเอาลูกไปนอนเสร็จ ก็ออกมาร่วมวงคุยกับน้องสาวด้วย
“เสี่ยวเมิ่งเอ๊ย ครั้งนี้ลูกกลับมา ทำไมถึงเอาของมาเยอะแยะขนาดนี้ แม่สามีลูกจะไม่ว่าเอาเหรอ?”
“ก็แยกบ้านกันแล้วไม่ใช่เหรอ ถ้ายายแก่นั่นยังกล้ามารังแกเสี่ยวเมิ่งอีกล่ะก็ ฉันนี่แหละจะไปอัดนางเอง” เสิ่นอวี้เถียนพูดแบบนั้น เขาก็เพิ่งจะมารู้ทีหลังว่าน้องสาวตัวเองต้องทนรับความอยุติธรรมขนาดไหน อยากจะไปหาเรื่องตั้งหลายหน แต่พ่อกับแม่ก็ห้ามไว้ตลอด
เอาแต่บอกว่าถ้าเขาไปหาเรื่องจนทำให้ครอบครัวของน้องสาวต้องแตกแยก มันก็จะกลายเป็นความผิดของเขา ถ้าต้องมาแบกรับความผิดใหญ่หลวงขนาดนั้น เขาจะทนรับไหวได้ยังไง โชคดีที่เมียของเขาคอยห้ามปรามไว้ บอกให้รอดูท่าทีไปก่อน เขาถึงไม่ได้ไป
เสิ่นเมิ่งรู้สึกอบอุ่นในใจ คนบ้านสกุลเสิ่นดีกับเจ้าของร่างเดิมมาก เพียงแต่เมื่อก่อนเจ้าของร่างเดิมมักจะเอาแต่คิดว่าจะกอบโกยผลประโยชน์จากบ้านแม่สามียังไง แน่นอนว่าผลประโยชน์พวกนั้นก็เพื่อตัวของหล่อนเองนั่นแหละ
แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อคำหวานหู เงินเดือนที่ได้จากลู่เจิ้นผิงและทางกองทัพ สุดท้ายก็ไปตกอยู่ในกระเป๋าของหลิวซานจินและพวกพี่สะใภ้น้องสะใภ้จนหมด
“ตอนนี้ก็แยกบ้านกันแล้วจ้ะ ที่ดินส่วนตัวก็ตกมาอยู่ในมือฉันแล้ว วันข้างหน้าฉันจะพาลูกๆ ใช้ชีวิตกันเอง ไม่รู้ว่าจะสุขสบายแค่ไหนเลยล่ะ!”
หวังคุ่ยจือถอนหายใจ เอ่ยปากเตือนสติว่า “เสี่ยวเมิ่งเอ๊ย ไม่ว่ายังไง แม่สามีลูกก็เป็นแม่ของเจิ้นผิง อะไรที่ควรจะกตัญญูก็ต้องทำนะลูก ไม่อย่างนั้น วันข้างหน้าเจิ้นผิงจะวางตัวลำบากนะ เขาจะทิ้งแม่แท้ๆ ของเขาไปได้ยังไงล่ะ?”
“โธ่ ฉันรู้แล้วน่า แม่วางใจเถอะ ขอแค่นางไม่ทำตัวงี่เง่า ฉันก็ไม่ไปหาเรื่องนางหรอก วันนี้ที่ฉันไม่กลับบ้าน ก็เพราะมีเรื่องอยากจะปรึกษาด้วยนั่นแหละ”
หวังคุ่ยจือและลูกชายทั้งสองคนสบตากัน ก่อนจะรีบพูดว่า “ลูกพูดมาเลย มีปัญหาอะไรก็บอกที่บ้านได้เลยนะ”
“ไม่ใช่ปัญหาอะไรหรอกจ้ะ แต่พ่อกับแม่ต้องตกลงก่อนนะ”
“โอ๊ย ลูกสาว ลูกก็พูดมาเถอะ แม่รับปากให้ก็ยังไม่ได้เหรอ จะทำให้คนเป็นแม่ใจคอไม่ดีไปถึงไหนล่ะ แม่ก็ว่าอยู่ ถ้าลูกไม่มีเรื่องทุกข์ร้อนใจ จะยอมค้างที่บ้านแม่สักคืนไหมล่ะ รีบพูดมาเถอะ!”
เสิ่นเมิ่งรีบพูดว่า “ไม่มีเรื่องเดือดร้อนอะไรหรอกจ้ะ หนูแค่อยากจะซ่อมบ้านให้ที่บ้านสักหน่อย บ้านดินดิบของบ้านเราตั้งอยู่ริมถนน มองเห็นได้ชัดเจนเลย ลองดูหลังคาบ้านเราสิ ฟางมันดำปิ๊ดปี๋ไปหมดแล้ว เพราะมันเก่ามากแล้วไง ฤดูหนาวปีนี้พอหิมะตกลงมา หลังคาคงได้พังถล่มลงมาแน่ๆ สู้เรารื้อหลังคาออก แล้วเอาฟางที่ผุพังไปตากแดดไว้ทำฟืนดีกว่า”
หวังคุ่ยจือไม่คิดเลยว่าจะเป็นเรื่องนี้ นางรีบโบกไม้โบกมือปฏิเสธ เรื่องในบ้านจะไปใช้เงินของลูกสาวที่แต่งงานออกไปแล้วได้ยังไง แบบนี้มันจะโดนชาวบ้านนินทาเอานะ
“จะให้ลูกมาซ่อมบ้านให้ได้ยังไงล่ะ แม่กับพ่อก็ปรึกษากันไว้แล้วว่า เดี๋ยวจะให้พี่ใหญ่กับพี่รองไปคุยกับเลขาธิการพรรค ขอแบ่งฟางของหน่วยผลิตมาสักหน่อย ฟางของหน่วยผลิตราคาถูกกว่า เดี๋ยวหาช่างปูนมาซ่อมแซมสักนิดก็พอแล้ว”
“แม่พูดถูกแล้ว เสี่ยวเมิ่ง เธอไม่ต้องมาเป็นห่วงที่บ้านหรอก ขอแค่เธอใช้ชีวิตให้มีความสุข พ่อกับแม่ ฉัน แล้วก็พี่รองก็สบายใจแล้ว บ้านเราก็พออยู่พอกิน ไม่ต้องมาเป็นห่วงหรอก”
เสิ่นโส่วเถียนรู้สึกดีใจอยู่ในใจ เมื่อก่อนมักจะมีคนพูดว่าเขาได้น้องเขยเก่ง อนาคตก็คงจะได้พึ่งพาให้ครอบครัวสุขสบาย เขาก็มักจะเถียงกลับไปตลอด รอมาตั้งหลายปี ก็ไม่เห็นน้องสาวจะทำอะไรให้ครอบครัวเลย จนคนเขาเริ่มจะนินทากันแล้ว
ลองดูสิ วันนี้น้องสาวคนเล็กของเขาก็เริ่มจะนึกถึงครอบครัวแล้วไม่ใช่เหรอ? แต่เมื่อก่อนตอนยังไม่แยกบ้าน ต่อให้ลึกๆ แล้วหล่อนจะนึกถึงบ้านเกิด แต่ก็คงไม่กล้าให้แม่สามีรู้หรอก ไม่อย่างนั้นที่บ้านคงไม่มีวันสงบสุขแน่ๆ
“พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ ฉันแค่แต่งงานออกไป ไม่ได้โดนขายไปเสียหน่อย ฉันมีลูกให้ลู่เจิ้นผิง พอถึงเวลาอยากจะช่วยเหลือบ้านเกิดตัวเองบ้าง กลับกลายเป็นความผิดของฉันเสียอย่างนั้น แม่ พี่ใหญ่ พี่รอง จริงๆ แล้วพวกพี่ไม่ต้องคิดมากหรอกนะ เจิ้นผิงเขาก็เป็นห่วงที่บ้านเราเหมือนกัน คราวก่อนที่ส่งจดหมายมา เขาก็ยังถามไถ่สุขภาพของพ่อกับแม่เลยนะ แถมยังกำชับให้ฉันกตัญญูกับพ่อแม่ด้วย ถ้าเขากลับมาเห็นว่าบ้านเรามีสภาพแบบนี้ เขาต้องดุฉันแน่ๆ”
หวังคุ่ยจือดีใจจนออกหน้า นางไม่คิดเลยว่าลูกเขยจะยังคอยนึกถึงพวกเขาอยู่
“จริงเหรอ?”
“จริงสิจ๊ะ จะไปโกหกทำไม อ้อ จริงสิ ฟางในที่ดินส่วนตัวที่บ้านหนูยังไม่ได้เก็บเลย พรุ่งนี้พี่ใหญ่ไปส่งหนู แล้วก็ช่วยขนฟางกลับมาด้วยนะ ต้องไปแต่เช้าหน่อย พรุ่งนี้เด็กๆ ต้องไปโรงเรียนตอนสิบโมง เดี๋ยวหนูจะเอาจดหมายของเจิ้นผิงให้พี่ใหญ่ดูนะ”
เสิ่นโส่วเถียนมองดูแม่ของตัวเอง ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ได้”
“แม่ พี่ใหญ่ พี่รอง หนูเห็นสภาพบ้านเราแล้วก็รู้สึกปวดใจเหมือนกัน วันที่อากาศดีๆ ก็ยังพอทน แต่ถ้าวันไหนฝนตกหนัก ข้างนอกฝนตก ข้างในก็คงมีน้ำรั่วลงมาใช่ไหมล่ะ แล้วก็เสี่ยวปินด้วย ตอนนี้ยังต้องนอนเบียดอยู่ในห้องเล็กๆ ติดกับห้องโถงเลย อีกไม่นานก็ต้องแต่งงานแล้ว ผู้หญิงบ้านดีๆ ที่ไหนเขาจะยอมแต่งเข้าบ้านเราล่ะ!”
พอเสิ่นเมิ่งพูดมาแบบนี้ หวังคุ่ยจือกับลูกๆ ก็เงียบกริบไป สองปีมานี้ก็เพราะยากจนนี่แหละ ถึงไม่ได้ซ่อมบ้าน พวกเขาก็อุตส่าห์ทำงานหนักอาบเหงื่อต่างน้ำแล้วนะ แต่ทำไมบ้านถึงยิ่งจนลงๆ ก็ไม่รู้เหมือนกัน บางทีพวกเขาก็แอบคิดนะว่าชีวิตนี้มันจะไม่มีความหวังอะไรแล้ว
“เชื่อหนูเถอะ ทุบบ้านเก่าทิ้งแล้วสร้างใหม่ เดี๋ยวหนูจะลองไปถามคนรู้จักดู ว่าพอจะหาอิฐกับกระเบื้องมาได้ไหม สร้างบ้านให้กว้างๆ แข็งแรงๆ หน่อย ถึงเวลาเสี่ยวปินจะไปขอสาวแต่งงานก็จะได้ง่ายขึ้นด้วย”
เสิ่นเมิ่งพูดพลางล้วงเงินที่ได้จากการขายวิทยุออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เงินทั้งหมดสองร้อยสามสิบห้าหยวนถูกวางลงบนโต๊ะ เงินปึกหนาเตอะทำเอาทุกคนในห้องตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
“เงินนี่ก็ให้แม่เก็บไว้นะ จะเอาไปสร้างบ้านอิฐหลังคากระเบื้องมันคงไม่พอหรอก แต่ถ้าจะสร้างบ้านดินดิบมุงกระเบื้องดำสักสองสามห้องก็คงจะพอแล้ว ถ้าใช้ไม่หมดก็ไปจ้างช่างไม้มาทำเฟอร์นิเจอร์ หรือไม่ก็ซื้อเสื้อผ้ารองเท้าใหม่ให้หลานๆ พี่ใหญ่กับพี่รองก็ตั้งใจทำงานหาแต้มแรงงาน วันข้างหน้าถ้ามีโอกาสก็ให้เด็กๆ ได้เรียนหนังสือด้วยนะ”
ถือซะว่าเจ้าของร่างเดิมมอบชีวิตที่สองให้กับเธอ ไม่ว่ายังไงก็ถือเป็นบุญคุณอันยิ่งใหญ่ ด้วยเหตุนี้ เธอจึงมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยเหลือครอบครัวสกุลเสิ่น

0 Comments