ตอนที่ 49 มือเติบจริงๆ เลยนะ
แปลโดย เนสยังหลังจากที่เฉิงอวี้เฟินส่งหวังจินเอ๋อกลับไปแล้ว เธอก็กลับเข้ามาในห้องตรวจอีกครั้ง เธอมองดูเสิ่นเมิ่งที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม นิ่งเงียบไปนานสองนาน
“หมอเฉิงอย่าใส่ใจเลยค่ะ แล้วก็ไม่ต้องคิดมากด้วย ฉันก็แค่ทนดูไม่ได้เท่านั้นเอง” เสิ่นเมิ่งหัวเราะเบาๆ พูดปลอบใจเธอไปหนึ่งประโยค
“สหายเสิ่น ฉันเองก็เป็นหมอ เข้าใจหัวอกสามีของคุณที่เป็นทหารเหมือนกัน เขาคงไม่อยากให้คุณเอาชื่อเสียงของเขาไปแอบอ้างเพื่อช่วยเหลือใครหรอกนะ ถึงแม้ว่าคุณจะหวังดีกับฉัน แต่ฉันก็ต้องขอเตือนคุณสักหน่อย”
เสิ่นเมิ่ง: “…”
นี่สมองของเธอเป็นสมองของคนปกติหรือเปล่าเนี่ยฮะ?
“ความสัมพันธ์ของหมอเฉิงกับสามี แล้วก็กับลูกๆ คงไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ใช่ไหมคะ?”
เฉิงอวี้เฟินหน้าเจื่อนไปทันที
“ดูท่าทางจะใช่สินะ หมอเฉิง นิสัยใจคอของฉันกับสามี คงไม่ต้องรบกวนให้คุณมาคอยเป็นห่วงหรือคอยตัดสินหรอกนะ วันข้างหน้าครอบครัวบ้านเดิมของคุณก็คงจะไม่มาทำตัวเป็นปลิงดูดเลือดคุณอีกแล้ว คุณเอาเวลาตรงนี้ไปคิดหาวิธีแก้ไขความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับสามีและลูกๆ ดีกว่านะ!”
เสิ่นเมิ่งพูดจบก็เดินออกจากห้องไป
เธอไม่ได้รีบร้อนอะไร ขืนไปพูดอะไรตอนนี้ ก็จะดูเหมือนว่าเธอเป็นฝ่ายร้อนรนเสียเอง ต่อให้เส้นสายของเฉิงอวี้เฟินจะใช้การไม่ได้แล้ว แต่สามีและลูกๆ ของเธอก็คงไม่ลืมบุญคุณของเธอหรอก ก็แหงล่ะ ใครบ้างจะไม่อยากสลัดปลิงดูดเลือดทิ้งไป!
เด็กๆ ที่นั่งรออยู่บนเกวียนวัวข้างนอก เริ่มจะร้อนใจขึ้นมาแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะแม่สั่งไว้ว่าให้รอ พวกเขาคงจะเข้าไปตามหาคนในโรงพยาบาลแล้วแน่ๆ
“พี่ๆ แม่เดินออกมาแล้ว แหะๆ แม่ถืออะไรมาด้วยน่ะ?”
“แม่ เรายังจะไปร้านถ่ายรูปอยู่ไหมครับ?”
เสิ่นเมิ่งยกถุงในมือขึ้นเขย่าเบาๆ แล้วพูดว่า “ไปสิ เดี๋ยวเราไปสหกรณ์กันก่อน แล้วค่อยไปกินข้าว ตอนบ่ายค่อยไปร้านถ่ายรูป ลำบากลุงไกว่หน่อยนะจ๊ะ”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร หึๆ!”
ลุงไกว่หัวเราะร่วน พลางแกะเชือกที่ผูกวัวออก ในใจก็แอบคิดว่าเดี๋ยวตอนที่พวกเขาไปกินข้าว แกควรจะไปนั่งรอตรงไหนดี จะเดินตามไปกินข้าวกับพวกเขาด้วยก็คงจะดูหน้าด้านเกินไป
เสิ่นเมิ่งขึ้นไปนั่งบนเกวียนวัว ลู่หมิงข่ายก็ขยับเข้าไปนั่งตักเธออย่างเป็นธรรมชาติ แล้วก็เอ่ยปากถามอีกประโยค
“แม่ แม่ถืออะไรมาเหรอครับ?”
เสิ่นเมิ่งหยิกแก้มเขาเบาๆ แล้วเปิดถุงให้เด็กๆ ดู
“ในนี้คือยาที่แม่ไปขอให้หมอจัดมาให้น่ะ เป็นแคลเซียม จะได้บำรุงให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เป็นรสส้มด้วยนะ ให้คนละขวดเลย กินได้ตั้งหลายเดือนแน่ะ เสี่ยวกังก็มีนะ จิ้งห่าว เอาไปสิ วันหลังก็แอบซ่อนไว้นะ ให้เสี่ยวกังกินวันละเม็ดตอนเช้า”
“แบบนี้จะดีเหรอ…”
เสิ่นเมิ่งยัดขวดแคลเซียมใส่มือเธอ แล้วก็ปรายตามองเธอแวบหนึ่ง
“จะมาเกรงใจทำไมกัน อย่าลืมสิว่าเธอยังมีเงินฝากไว้ที่ฉันอีกนะ อีกอย่าง นี่ยังเป็นของดีๆ สำหรับเด็กด้วย อย่าพูดจาเกรงใจกันเลย”
ลู่หมิงข่ายพอได้ยินว่าเป็นรสส้ม ก็รีบยกขวดขึ้นมาจ่อตรงหน้าเสิ่นเมิ่งทันที
“แม่ เปิดหน่อย เสี่ยวข่ายจะกิน!”
เสิ่นเมิ่งเดาะลิ้นเบาๆ แล้วใช้นิ้วจิ้มจมูกเล็กๆ ของเขา ทำเอาเขาหัวเราะเอิ๊กอ๊ากชอบใจ
พอเปิดฝาออก เธอก็หยิบออกมาหนึ่งเม็ดใส่เข้าไปในปากเล็กๆ ของเขา
“อร่อยไหม?”
“อร่อยครับ ให้แม่เม็ดนึงนะ แม่ก็กินด้วยสิ จะได้บำรุงร่างกายด้วยไง!”
เสิ่นเมิ่งอ้าปาก งับแคลเซียมจากมือน้อยๆ ของลู่หมิงข่ายเข้าปาก แล้วก็เคี้ยวเสียงดังแจ๊บๆ
“อืม แคลเซียมที่เสี่ยวข่ายป้อนให้ หวานชื่นใจจริงๆ เลย!”
ลู่หมิงข่ายอมแคลเซียมไว้ในปาก น้ำลายไหลย้อยลงมาตามมุมปาก เขาก็ไม่ได้สนใจ เอาแต่หัวเราะคิกคักเออออไปกับคำพูดของเสิ่นเมิ่ง
“หวานจริงๆ เลย แหะๆๆ…”
เสี่ยวกังมองดูพี่ชายกินอย่างเอร็ดอร่อย ก็หันไปมองแม่ตัวเองบ้าง เซี่ยจิ้งห่าวถอนหายใจ รับขวดแคลเซียมจากมือเขามาเปิดฝา แล้วก็หยิบออกมาเม็ดหนึ่งใส่เข้าไปในปากของเขา
“ค่อยๆ กินนะ เด็กดี!”
เด็กน้อยตาเป็นประกาย พยักหน้าหงึกๆ อย่างแรง
ลู่หมิงหยางไม่กล้ากิน กำขวดไว้ในมือแน่น ลู่หมิงฟางเอาเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วก็ตบเบาๆ อย่างระมัดระวัง มีเพียงลู่หมิงเลี่ยงเท่านั้นที่เปิดขวดด้วยความตื่นเต้น แล้วก็เทใส่ปากตัวเองรวดเดียวสองสามเม็ด เขาดูดแคลเซียมอย่างแรง รสชาติหวานๆ ของส้มแผ่ซ่านไปทั่วปาก อร่อยสุดๆ ไปเลย
“โอ๊ย นี่มันแคลเซียมบำรุงกระดูกนะลูก จะมากินแบบนี้ไม่ได้ กินแค่วันละเม็ดตอนเช้าก็พอแล้ว เดี๋ยวแม่จะไปชั่งลูกอมรสผลไม้มาให้กินแทนนะ”
“ได้เลยครับแม่!” ลู่หมิงเลี่ยงรับปากอย่างรวดเร็ว ปากก็ดูดแคลเซียมแรงขึ้นไปอีก
พอถึงสหกรณ์ เสิ่นเมิ่งกลัวว่าจะไปเบียดเด็กๆ ก็เลยพาลู่หมิงหยางไปแค่คนเดียว เขาโตพอที่จะช่วยเธอถือของได้แล้ว
สหกรณ์ยังคงเนืองแน่นไปด้วยผู้คนเหมือนเช่นเคย สองแม่ลูกต้องใช้ความพยายามอย่างมาก กว่าจะเบียดเสียดเข้าไปถึงข้างหน้าได้
เสิ่นเมิ่งมองไปที่ตู้กระจก เห็นเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ถูกพับเก็บไว้ในกล่องหลายใบ จึงพูดว่า “หมิงหยาง ลองดูสิ เราจะซื้อเสื้อเชิ้ตให้พ่อสักตัว พ่อใส่เสื้อไซส์อะไรล่ะ?”
ลู่หมิงหยาง: “……… แม่?”
มองดูเด็กน้อยที่ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก เธอก็รู้ตัวเลยว่าถามผิดคนเสียแล้ว
“ช่างเถอะ ไม่ซื้อเสื้อเชิ้ตแล้ว สหายคะ ขอซื้อถุงเท้าห้าคู่ ลูกอมรสผลไม้สองชั่ง ขนมไข่สามชั่ง เค้กข้าวโพดสองชั่ง ขนมเปี๊ยะวอลนัทนี่ก็เอามาสามกล่อง แล้วก็นี่อะไรนะ รองเท้าเจี่ยฟ่างนี่ เอาเบอร์สี่สิบสามมาสองคู่นะคะ”
ลู่หมิงหยางยืนฟังด้วยสีหน้าปลาตาย เขาพยายามดึงเสื้อแม่อยู่หลายครั้ง แต่แม่ก็ไม่ได้สนใจเลย ช่างเถอะ ปล่อยแม่ไปแล้วกัน!
หลังจากเสิ่นเมิ่งซื้อของพวกนี้เสร็จ ก็ไปที่แผงขายเนื้อเพื่อซื้อเนื้อหมู มีทั้งกระดูกหมู คากิ หางหมู แล้วก็หมูสามชั้นอีกห้าชั่ง แถมยังไปซื้อ… รวมๆ แล้วใช้เงินไปเกือบสามสิบหยวนเลยทีเดียว
สองแม่ลูกหอบหิ้วข้าวของเต็มไม้เต็มมือ เอาไปกองไว้ที่ท้ายเกวียน ลุงไกว่มองดูจนตาโต คนชนบทสิบวันครึ่งเดือนถึงจะได้กินเนื้อสักมื้อ แต่สะใภ้เจิ้นผิงคนนี้ช่างกระไร ซื้อทีเดียวแทบจะเท่ากับปริมาณที่คนอื่นเขากินกันทั้งปี มือเติบจริงๆ เลยนะ!
“จิ้งห่าว ฉันซื้อคากิมาสองสามชิ้น เดี๋ยวกลับไปจะเอาไปต้มกับถั่วเหลืองให้กินนะ ตอนนี้เป็นช่วงที่เธอต้องบำรุงร่างกายเยอะๆ”
“จ้ะ ขอบคุณพี่สะใภ้ใหญ่นะ!”
ลุงไกว่ร้องอ้ออยู่ในใจ ที่แท้ก็ซื้อไปบำรุงสะใภ้เจียเซิ่งนี่เอง แบบนี้ก็ถือว่าไม่ได้ใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายหรอก เมื่อกี้แกก็ได้ยินเด็กๆ คุยกันอยู่ ว่าพวกเขาแอบฟังอยู่ที่ช่องประตู ได้ยินว่าครรภ์นี้ของสะใภ้เจียเซิ่งไม่ค่อยดี ก็สมควรที่จะต้องบำรุงจริงๆ นั่นแหละ
ออกจากสหกรณ์ ก็ไปที่ร้านอาหารของรัฐต่อ เสิ่นเมิ่งดึงลุงไกว่ให้ไปกินข้าวด้วยกัน แต่ตาแก่ตกใจจนเกาะเกวียนแน่น ไม่ยอมไปท่าเดียว ยืนยันกระต่ายขาเดียวว่าจะไม่ไปเด็ดขาด
เสิ่นเมิ่งก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรต่อ พาเซี่ยจิ้งห่าวและเด็กๆ เดินเข้าไปข้างใน ร้านอาหารของรัฐมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เด็กๆ กับเซี่ยจิ้งห่าวรู้สึกประหม่ากันสุดๆ เดินตามหลังเสิ่นเมิ่งต้อยๆ ไม่กล้าอยู่ห่างจากเธอแม้แต่ก้าวเดียว
ถึงแม้เซี่ยจิ้งห่าวจะเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่ตั้งแต่เล็กจนโต สถานที่ที่ไกลที่สุดที่เธอเคยไปก็คือโรงเรียนประถมในคอมมูนเท่านั้นเอง
วันนี้ได้ตามเสิ่นเมิ่งมากินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ ก็ถือว่าได้เปิดหูเปิดตาครั้งใหญ่เลยทีเดียว
เสิ่นเมิ่งสั่งปลาผัดซีอิ๊วหนึ่งจาน มันฝรั่งเส้นผัดเปรี้ยวเผ็ดหนึ่งจาน ซาลาเปาสิบลูก แล้วก็บะหมี่อีกห้าชาม
ปริมาณอาหารในยุคสมัยนี้เยอะมาก ลำพังแค่กินบะหมี่ให้หมด เด็กๆ ก็ต้องพยายามกันอย่างหนักแล้ว ซาลาเปาไส้เนื้อไม่ได้ถูกแตะต้องเลยสักลูก มันฝรั่งเส้นผัดก็ยังเหลืออยู่อีกค่อนจาน
เสิ่นเมิ่งสั่งหมั่นโถวแป้งขาวอีกสิบลูก แล้วก็หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงอีกหนึ่งที่ ห่อกลับบ้านไปด้วย ตกเย็นเธอคงไม่มีแรงทำกับข้าวแล้วล่ะ
หลังจากออกมาจากร้าน ก็ให้ซาลาเปาไส้เนื้อลุงไกว่ไปสองลูก โดยให้เซี่ยจิ้งห่าวเป็นคนเอาไปให้ ลุงไกว่เลยไม่กล้ายัดคืน เพราะเห็นว่าเธอกำลังท้องอยู่ ขืนทำอะไรผลีผลามเดี๋ยวจะไปกระแทกโดนเข้า
ลุงไกว่หิวจนทนไม่ไหว จัดการซาลาเปาไส้เนื้อจนหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว อร่อยชะมัดยาด แกใช้ลิ้นกวาดไปตามซอกเหงือกอยู่หลายรอบด้วยความเสียดาย
ตกบ่ายก็รีบไปที่ร้านถ่ายรูปต่อ ถ่ายรูปเดี่ยวขาวดำกันคนละรูป แล้วก็ถ่ายรูปครอบครัวอีกหนึ่งรูป จากนั้นถึงได้นั่งเกวียนวัวเดินทางกลับบ้าน!

0 Comments