ตอนที่ 45 ดึงเขามาเป็นพวก
แปลโดย เนสยังตกกลางคืน เซี่ยจิ้งห่าวพาเสี่ยวกังไปนอนบนเตียงเตาของเสิ่นเมิ่ง ส่วนเสิ่นเมิ่งก็พาลู่หมิงข่ายกับลู่หมิงฟางไปนอนด้วย โดยมีลู่หมิงหยางกับลู่หมิงเลี่ยงยืนประจันหน้ากันอยู่ที่พื้น สุดท้ายเสิ่นเมิ่งก็ยอมแพ้ ยังไงเตียงเตาก็ใหญ่พอสมควร เด็กๆ ก็ผอมแห้งกันทุกคน นอนเบียดกันก็คงไม่อึดอัดเท่าไหร่
หลังจากที่ลู่หมิงหยางร้องไห้ไปยกใหญ่ ท่าทีก็ดูอ่อนลงไปมาก แต่ก็ไม่ยอมสบตาใคร เอาแต่กวาดสายตามองไปรอบๆ เขาคิดว่าการที่มาร้องไห้ต่อหน้าน้องๆ มันทำให้เขาเสียหน้ามาก น่าอายสุดๆ ไปเลย
ตอนที่ทุกคนหลับสนิทไปแล้ว ลู่หมิงหยางกับลู่หมิงเลี่ยงก็มักจะแอบชะโงกหน้ามองเสิ่นเมิ่งเป็นระยะๆ ในความทรงจำของพวกเขา ไม่เคยได้นอนบนเตียงเตาเดียวกับแม่มาก่อนเลย แม่แท้ๆ ในอดีตก็จำหน้าไม่ได้แล้ว ส่วนแม่เลี้ยงคนปัจจุบัน เมื่อก่อนก็ยิ่งไม่ชอบขี้หน้าพวกเขาเข้าไปใหญ่
ตอนนี้พวกเขาทุกคนนอนอยู่บนเตียงเดียวกัน ช่างเป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่จริงๆ
วันรุ่งขึ้น
ตอนที่เสิ่นเมิ่งตื่นขึ้นมา ก็มีฝ่าเท้าเล็กๆ ข้างหนึ่งพาดอยู่ที่คาง พอเธอลุกขึ้นดูก็แทบผงะ เด็กทั้งสี่คนไม่มีใครนอนดิ้นอย่างสงบเลยสักคน ขาของคนนั้นพาดเอวของคนนี้ เท้าของคนนี้พาดหัวของคนนั้น ส่วนเท้าที่อยู่ใต้คางของเธอก็คือเท้าของลู่หมิงข่ายเจ้าตัวเล็กนั่นเอง เธอขยับเข้าไปดูใกล้ๆ ที่มุมปากของเด็กน้อยมีคราบสีขาวๆ ติดอยู่ แถมยังมีน้ำลายใสแจ๋วหยดไหลลงมาอีกหยดหนึ่ง
น่ารักน่าชังจนเสิ่นเมิ่งทนไม่ไหว ต้องหอมแก้มไปหนึ่งฟอดใหญ่
เมื่อวานเจอเรื่องวุ่นวายมาทั้งวัน เธอไม่มีเรี่ยวแรงจะทำอะไรแล้ว ตอนเช้าก็เลยผัดผักกาดขาวกับน้ำมันหมูง่ายๆ แล้วเอาซุปเผ็ดร้อนกับหมั่นโถวแป้งผสมสองชนิดออกมาจากมิติ แล้วก็เอาไข่ตุ๋นสองชามออกมาให้เสี่ยวกังกับหมิงข่ายแยกต่างหาก
ปริมาณเยอะแถมยังหอมฉุย พอกลิ่นลอยออกมา คนที่นอนอยู่ในห้องทิศตะวันออกก็สะดุ้งตื่น แล้วพากันวิ่งออกไปที่ลานบ้าน ลู่หมิงเลี่ยงกระโดดโลดเต้นเท้าเปล่าวิ่งไปที่หน้าประตูห้องครัว
“แม่ แม่ทำของอร่อยอะไรกินเหรอ?”
“แม่ กับข้าวที่แม่ทำหอมจังเลย!”
“หอมจังเลย!”
หมิงฟางและหมิงข่ายที่เดินตามหลังมา ก็ส่งเสียงชื่นชมเสิ่นเมิ่งดังลั่น ส่วนลู่หมิงหยางที่เดินรั้งท้าย ไม่สามารถแสดงออกอย่างเปิดเผยเหมือนน้องๆ ได้ เขาอ้าปากพะงาบๆ พยายามอยู่หลายครั้งกว่าจะพูดออกมาได้ว่า “แม่ทำกับข้าวหอมจังเลย”
เสิ่นเมิ่งมองดูดวงตาเป็นประกายของเด็กๆ แล้วก็ยิ้มพลางพูดว่า “เอาล่ะๆ เลิกปากหวานได้แล้ว รีบไปล้างหน้าล้างตาเตรียมตัวกินข้าวได้แล้ว วันนี้เราจะกินข้าวกันที่ห้องโถงนะ หมิงหยางมาช่วยแม่ยกกับข้าวหน่อยนะ เสี่ยวข่าย ลูกต้องดูแลน้องด้วยนะ พาเสี่ยวกังไปล้างหน้าแปรงฟันด้วยกัน เข้าใจไหม?”
“เสี่ยวกังไม่แปรงฟัน ไม่มีแปรงสีฟันนี่นา!”
“งั้นเสี่ยวข่ายช่วยน้องล้างหน้าได้ไหม พออาบน้ำล้างหน้าเสร็จ วันนี้แม่จะไปจ้างเกวียนวัวสักคัน พวกเราจะไปตัวอำเภอด้วยกันนะ พาอาสะใภ้สามของพวกหนูไปโรงพยาบาล ทุกคนเปลี่ยนไปใส่ชุดใหม่นะ เดี๋ยวแม่จะพาไปร้านถ่ายรูป ถ่ายรูปเสร็จแล้วค่อยเขียนจดหมายส่งไปให้พ่อของพวกหนู”
เรื่องนี้เสิ่นเมิ่งเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นคนบ้านลู่หรือชาวบ้านหมู่บ้านลู่ ต่างก็ให้การยอมรับในตัวลู่เจิ้นผิงเป็นอย่างมาก ไม่สิ น่าจะเรียกว่าชื่นชมและเคารพยกย่องต่างหาก
เสิ่นเมิ่งนึกย้อนไปถึงฉากในความฝันก่อนหน้านี้ และความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม จู่ๆ ภาพลักษณ์ของลู่เจิ้นผิงในหัวเธอก็เริ่มจะเลือนรางลงไปมาก แต่ไม่ว่าจะยังไง ก็แสดงให้เห็นว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน
สำหรับคนแบบนี้ เธอต้องพยายามดึงเขามาเป็นพวกให้ได้ ผู้ชายที่ไปอยู่ข้างนอกมาตั้งหลายปี ไม่ว่าจะเป็นลูกบุญธรรมหรือลูกแท้ๆ ก็ต้องคิดถึงอยู่แล้วล่ะ ยกเว้นแต่ว่าในใจเขาจะมีคนอื่นไปแล้ว แต่สำหรับนิสัยใจคอของลู่เจิ้นผิง เสิ่นเมิ่งค่อนข้างจะเชื่อใจเขา
เรื่องนี้เธอต้องรีบจัดการ เธอต้องฉวยโอกาสตอนที่ลู่เจิ้นผิงยังไม่กลับมา ผูกมัดหัวใจของเขากับเด็กๆ เข้าด้วยกันให้ได้
“จริงเหรอครับ? ที่แม่พูดมาจริงเหรอครับ?”
“ผมจะได้คุยกับพ่อไหมครับ? ผมอยากคุยกับพ่อ!”
เสิ่นเมิ่งลูบผมลู่หมิงเลี่ยงเบาๆ แล้วพูดว่า “จริงสิจ๊ะ กินข้าวเสร็จเราก็ไปกันเลย หมิงหยางรีบพาน้องๆ ไปล้างหน้าล้างตาได้แล้ว แล้วก็ช่วยตักน้ำให้อาสะใภ้สามของหนูล้างหน้าด้วยนะ เดี๋ยวเราจะได้กินข้าวกันแล้ว”
“ได้เลยครับแม่” เด็กๆ ต่างก็ดีใจกันยกใหญ่ ที่ไกลที่สุดที่พวกเขาเคยไปก็คือตอนที่ย้ายจากบ้านเกิดมาอยู่ที่หมู่บ้านลู่ หลังจากนั้นก็ไม่เคยได้ไปไหนอีกเลย ตัวอำเภอ ร้านถ่ายรูป เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยกล้าคิดฝันมาก่อนเลย
เสิ่นเมิ่งมองดูเด็กๆ ที่กำลังดีใจ ในใจก็รู้สึกมีความสุขตามไปด้วย กำลังจะหันหลังกลับ เสื้อก็ถูกมือเล็กๆ ดึงเอาไว้ ลู่หมิงข่ายที่เมื่อกี้เพิ่งจะวิ่งออกไปอย่างร่าเริง ตอนนี้วิ่งเตาะแตะกลับมาแล้ว บนใบหน้ามีร่องรอยของความน้อยเนื้อต่ำใจ
“แม่”
“เป็นอะไรไปเสี่ยวข่าย ทำไมถึงทำหน้าเศร้าล่ะ?”
ลู่หมิงข่ายคิ้วตกตาตก เงยหน้ามองเสิ่นเมิ่งแวบหนึ่ง แล้วก็ก้มหน้าลงอีก
“แม่ แม่ว่าพ่อจะชอบผมไหมครับ? พ่อไม่เคยเห็นหน้าผมเลย ที่พ่อไม่กลับมา เป็นเพราะพ่อไม่ชอบเสี่ยวข่ายหรือเปล่าครับ?”
“ลูกรักทำไมถึงคิดแบบนั้นล่ะ เวลาพ่อเขียนจดหมายมาทุกครั้ง พ่อก็ถามถึงหนูไม่ใช่เหรอ? พ่อต้องคิดถึงหนูอยู่แล้วสิ หนูเป็นลูกรักของพ่อนะ ที่พ่อไม่กลับมา ก็เพราะพ่อต้องปกป้องประเทศชาติ พ่อเป็นวีรบุรุษ หนูควรจะดีใจและภูมิใจสิถึงจะถูก เดี๋ยวแม่จะพาไปร้านถ่ายรูป ให้ใส่ชุดทหารตัวจิ๋ว ถึงเวลาส่งไปให้พ่อหนูดู ให้พ่อเห็นว่าลูกชายของพ่อก็เป็นเด็กดี เชื่อฟัง และก็ดูเท่มากๆ เลย ใช่ไหมล่ะ?”
เด็กน้อยมองเสิ่นเมิ่งด้วยดวงตาเป็นประกาย แล้วพยักหน้าหงึกๆ อย่างแรง
ตอนที่อาหารเช้าถูกยกมาตั้งบนโต๊ะ เสี่ยวกังกับเซี่ยจิ้งห่าวก็รู้สึกประหม่าเป็นอย่างมาก ถึงแม้ก่อนหน้านี้ทั้งสองคนจะได้กินของดีๆ ที่นี่มาแล้ว แต่พอเจอเหตุการณ์ที่อู๋เซียงหลานมาแย่งกินแย่งดื่มเมื่อคืนนี้ เสี่ยวกังก็ยังคงมีอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“กินสิเสี่ยวกัง ไข่ตุ๋นนี่แม่ตั้งใจทำมาให้หนูกับพี่ชายโดยเฉพาะเลยนะ พี่ๆ คนอื่นไม่ได้กินหรอกนะ”
เสี่ยวกังเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง แล้วก็หันไปมองไข่ตุ๋นบนโต๊ะ แต่ก็ยังไม่กล้าเอื้อมมือไปหยิบ ดวงตาดูหวาดหวั่น น่าสงสารจับใจ
เซี่ยจิ้งห่าวลูบแก้มเสี่ยวกังด้วยความสงสาร
“กินเถอะ ป้าสะใภ้ใหญ่ตั้งใจทำมาให้ลูกโดยเฉพาะเลยนะ กินเสร็จแล้วป้าสะใภ้ใหญ่จะพาพวกเราไปตัวอำเภอ เสี่ยวกังก็จะได้ไปด้วย ดีไหม”
“ดีครับ ~” เสียงเล็กๆ ไร้เดียงสาฟังแล้วก็ชวนให้ใจอ่อนยวบ
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จ เสิ่นเมิ่งก็ไปที่ที่ทำการหน่วยผลิต ไปหาจางหงฟา จ่ายเงินหนึ่งหยวนเพื่อขอเช่าเกวียนวัว
หลังฤดูหว่านเมล็ดในฤดูใบไม้ร่วง งานในหน่วยผลิตก็เริ่มซาลงแล้ว การให้เกวียนวัววิ่งรับจ้างในตอนเช้า ก็ถือเป็นการสร้างรายได้เสริมให้กับหมู่บ้านด้วย
คนขับเกวียนก็คือลุงไกว่ที่เคยช่วยหลิวซานจินอ่านจดหมายคราวก่อนนั่นเอง พอแกรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน แกก็รู้สึกสงสารเซี่ยจิ้งห่าวและเสิ่นเมิ่งขึ้นมา แกช่วยยกของ และยังช่วยอุ้มเด็กๆ ขึ้นเกวียนด้วย ดูพูดง่ายกว่าวันก่อนเยอะเลย
หลังจากพวกเสิ่นเมิ่งจากไป ศูนย์กระจายข่าวประจำหมู่บ้านก็เริ่มจับกลุ่มซุบซิบนินทาเรื่องที่อู๋เซียงหลานจิตใจคับแคบ จนเป็นเหตุให้ไปมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับสองสะใภ้กันอย่างเมามันส์
ลู่เจียเหอได้ยินแล้วก็โกรธแทบเป็นบ้า ทั้งเด็กสองคนและอู๋เซียงหลานก็ถูกเขาซ้อมไปหนึ่งยก ตอนที่เขาเดินออกจากบ้าน ก็รู้สึกได้เลยว่าสายตาที่คนอื่นมองเขามันแปลกๆ
ที่บ้านก็มีแต่เรื่องวุ่นวาย ลู่เจียเซวียนก็หงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก ในใจก็เอาแต่กังวลเรื่องงาน
“ลู่เจียเซวียนอยู่ไหม? มีจดหมายมาส่ง!”
ลู่เจียเซวียนเงยหน้าขึ้นขวับ รีบวิ่งเหยาะๆ ตรงดิ่งไปหาบุรุษไปรษณีย์
“ผมเองครับ ผมเองครับ ขอบคุณมากครับ”
“อ้อ ไม่เป็นไรครับ หึๆ!”
ลู่เจียเซวียนพยักหน้าให้บุรุษไปรษณีย์ ไม่รอให้เขาขี่จักรยานออกไป ก็ฉีกซองจดหมายอ่านทันที อ่านจบไปรอบหนึ่ง ลู่เจียเซวียนก็เหงื่อตกเต็มหน้าผาก!
จดหมายฉบับนี้ลู่เจิ้นผิงเป็นคนส่งมา ความหมายก็เข้าใจง่ายๆ ถ้าอยากได้ตำแหน่งเจ้าหน้าที่คอมมูน ก็ต้องหาวิธีแยกบ้านให้บ้านใหญ่ออกไป
จะเลือกตำแหน่งงาน หรือจะเลือกผลประโยชน์จากบ้านใหญ่ ก็ให้เขาเลือกเอาเอง!

0 Comments