Header Background Image
แหล่งรวมนิยายแปลไทย

โจเซฟเอื้อมมือไปเลิกผ้าม่านรถม้าออก ทันทีที่เห็นทัศนียภาพรอบด้าน คิ้วของเขาก็ขมวดมุ่นเข้าหากันทันที

ตั้งแต่มาที่โลกใบนี้ เขามัวแต่สาละวนอยู่กับการสอบในพระราชวังแวร์ซายส์ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นโฉมหน้าของกรุงปารีสด้วยตาตัวเอง

มันช่างแตกต่างจากภาพในอุดมคติของมหานครที่รุ่งเรืองที่สุดในยุโรปอย่างสิ้นเชิง สิ่งก่อสร้างที่นี่ทั้งสกปรกและเก่าคร่ำคร่า บนท้องถนนเต็มไปด้วยโคลนตมและน้ำขัง แถมยังมีสิ่งปฏิกูลเรี่ยราด กลิ่นเหม็นเน่าก็โชยมาจากสิ่งเหล่านี้นี่เอง ในแม่น้ำแซนมีซากสัตว์ลอยผ่านไปเป็นระยะ ส่วนโรงงานริมฝั่งก็ปล่อยน้ำเสียสีสันประหลาดลงสู่ลำน้ำ จนเปลี่ยนน้ำให้กลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม

บรรดาพ่อค้าแม่ค้าตั้งแผงขายของกันอย่างระเกะระกะสองฝั่งถนน ทำให้ถนนที่ควรจะกว้างขวางกลับแออัดจนแทบสัญจรไม่ได้ เด็กน้อยวิ่งไล่กวดกันอย่างสนุกสนานพลางขว้างปาโคลนใส่กัน เสียงด่าทออย่างไร้สาเหตุดังระงมไปทั่ว

การทะเลาะวิวาทมีให้เห็นทุกหัวระแหง แต่ผู้คนรอบข้างกลับทำเป็นหูไปนาเอาตาไปไร่ต่อเสียงร้องโหยหวนของผู้ที่ถูกทำร้าย

ซ้ำร้ายยังมีการปล้นชิงกันกลางวันแสกๆ จนกระทั่งโจเซฟต้องสั่งให้องครักษ์ของเขาเข้าไปขัดขวาง โจรพวกนั้นถึงได้มุดรูหนีเข้าตรอกซอกซอยไป ทั้งที่ที่นี่คือเขตลูฟร์ ซึ่งนับว่าเป็นเขตที่รักษาความปลอดภัยได้ดีที่สุดในปารีสแล้ว…

สรุปสั้นๆ คือ ทั้งเมืองไม่มีกลิ่นอายความโรแมนติกภายใต้กระแสแนวคิดยุคเรืองปัญญาเลยแม้แต่น้อย และไม่มีร่องรอยความกระปรี้กระเปร่าของการปฏิวัติอุตสาหกรรมให้เห็น

พระราชวังแวร์ซายส์ที่หรูหราตระการตากับกรุงปารีส แม้จะอยู่ห่างกันเพียงเอื้อมมือ แต่กลับดูเหมือนอยู่กันคนละโลก

รถม้าแล่นผ่านฝั่งเหนือของแม่น้ำแซน คนขับรถร้อง “วูโอ” เบาๆ รถจึงค่อยๆ หยุดนิ่ง

“ฝ่าบาท ถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เอมงก้มตัวส่งสัญญาณ ก่อนจะลงไปเปิดประตูรถม้าให้มกุฎราชกุมาร

โจเซฟลูบสะโพกที่แทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ จากแรงกระแทกของรถม้า เขาเดินลงตามบันไดที่มหาดเล็กจัดเตรียมไว้ พลางเงยหน้าขึ้นมองอาคารมหึมาที่อยู่เยื้องไปทางด้านหน้า มันมีความกว้างเกือบหนึ่งร้อยเมตร ผนังภายนอกเต็มไปด้วยรูปสลัก มีเสาจำนวนมากและหน้าต่างโค้งจรดพื้นดูโอ่อ่า ราวกับปราสาทขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางปารีส เพื่อประกาศศักดาถึงอำนาจสูงสุดของชนชั้นฐานันดร

ทางศาลาว่าการได้รับแจ้งข่าวการมาเยือนของมกุฎราชกุมารอยู่ก่อนแล้ว ยามนี้ ข้าราชการทั้งเล็กใหญ่ต่างมารวมตัวกันที่ลานหน้าประตูทางเข้า ยืนตั้งแถวเพื่อรอรับเสด็จ

เพียงแต่รถม้าหลวงสีเงินที่พวกเขาตั้งตารอคอยกลับไม่ปรากฏสู่สายตา

จนกระทั่งรถม้าสีเทาดำสามคันมาจอดสนิทที่หน้าประตูใหญ่ศาลาว่าการ และเอมงก้าวออกมาจากรถ เลอแวเบล ผู้ตรวจการเทศบาลปารีสถึงกับตาค้าง รีบหันไปตะโกนบอกคนรอบข้างอย่างลนลาน: “เร็วเข้า! นั่นคือองค์รัชทายาท!”

เลอแวเบลเอามือกดหมวกสามเหลี่ยมสีดำ พยายามขยับขาที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูเพื่อขับเคลื่อนร่างกายที่หนักเกือบ 200 ปอนด์ นำขบวนทุกคนวิ่งมาหยุดตรงหน้าโจเซฟ แล้วพากันคำนับอย่างนอบน้อม: “มกุฎราชกุมารพ่ะย่ะค่ะ”

บรรดานักดนตรีรอบข้างเพิ่งจะได้สติ จึงเริ่มบรรเลงเพลงต้อนรับกันอย่างทุลักทุเล

เลอแวเบลเริ่มแนะนำตัวเอง ก่อนจะผายมือไปยังชายวัยกลางคนที่มีดวงตาสีเทาฟ้าและโหนกแก้มแหลมคมจนแทบจะทะลุผิวหนังซึ่งยืนอยู่ข้างๆ: “ฝ่าบาท ขอประทานอนุญาตแนะนำให้รู้จัก นี่คือ วิสเคานต์เฟรแซล ประธานสมาคมการค้าปารีสพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟได้ยินดังนั้นจึงพินิจมองชายผู้นี้เป็นพิเศษ เขาเพิ่งรู้จากเอกสารเมื่อครู่ว่า แม้เลอแวเบลจะเป็นผู้ตรวจการเทศบาลซึ่งเทียบเท่ากับนายกเทศมนตรี แต่คนที่มีอำนาจตัวจริงของปารีสกลับเป็นเฟรแซลผู้นี้ ช่วยไม่ได้ เพราะรัฐบาลถังแตก หากต้องการให้งานดำเนินต่อไปได้ก็ต้องอาศัยเงินทุนจากสมาคมการค้า บวกกับเครือข่ายความสัมพันธ์ของสมาคมที่ช่วยแก้ปัญหาได้มากมาย ประธานสมาคมการค้าจึงกลายเป็นผู้กุมอำนาจล้นมือ

เฟรแซลก้าวขึ้นมาคำนับอีกครั้ง: “ฝ่าบาท พวกเราได้จัดเตรียมงานเลี้ยงมื้อกลางวันไว้แล้ว หวังว่าพระองค์จะทรงให้เกียรติร่วมงานพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟแม้จะไม่ชอบงานเลี้ยงและงานเต้นรำในยุคนี้เอาเสียเลย เพราะสำหรับเขาแล้วพิธีรีตองและกฎเกณฑ์ที่ยุ่งยากคือการทรมานชัดๆ แต่การเข้าสังคมก็เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ เขาจึงพยักหน้าตอบรับ: “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบใจพวกท่านมาก”

ภายในห้องโถงจัดเลี้ยงที่กว้างขวางและหรูหราของศาลาว่าการ เหล่าคนรับใช้เดินขวักไขว่ไปมา บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสหลากชนิด จานไหนที่เริ่มเย็นจะถูกเปลี่ยนออกและนำจานใหม่มาวางแทนทันที

ท่ามกลางเสียงชนแก้วและเสียงหัวเราะที่ดังไม่ขาดสาย โจเซฟคอยตอบรับคำสรรเสริญเยินยอที่พรั่งพรูมาจากเหล่าข้าราชการ แต่ในใจเขากลับพะวงอยู่แต่เรื่องการปฏิรูปกรมตำรวจ

“ฝ่าบาทหมายความว่า พระองค์ทรงต้องการเข้ามาดูแลการบริหารตำรวจอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?” นายกเทศมนตรีร่างอ้วนถามด้วยความตกใจพลางมองสบตากับประธานสมาคมการค้า ก่อนจะรีบฝืนยิ้มทูลโจเซฟว่า “ฝ่าบาท พระองค์ทรงสูงศักดิ์ยิ่งนัก ไยต้องไปเกลือกกลั้วกับพวกหัวขโมยหรือฆาตกรพวกนั้นด้วยพ่ะย่ะค่ะ?”

ประธานสมาคมการค้ารีบพยักหน้าเห็นพ้อง: “จริงด้วยพ่ะย่ะค่ะ อีกทั้งงานในกรมตำรวจนั้นจุกจิกและน่าเบื่อหน่ายยิ่งนัก”

ในใจเขากลับโอดครวญว่า พ่อทูนหัวของข้า ท่านแค่มาหาประสบการณ์ประดับบารมีเฉยๆ ก็พอ อย่าได้จริงจังขนาดนี้เลย ขืนไปทำระบบตำรวจปั่นป่วนเข้า ปารีสไม่เกิดจลาจลกันพอดีหรือ?

โจเซฟรู้สึกจนใจ ในขณะที่เขากำลังต่อรองกับทั้งสองคนอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงแหลมสูงของผู้หญิงดังมาจากด้านนอกศาลาว่าการ: “ไม่! เลอโนตร์ไม่มีทางฆ่าตัวตายเด็ดขาด! พวกเจ้าต้องหาตัวฆาตกรให้ได้!”

เสียงนั้นบางครั้งก็แหลมสูง บางครั้งก็โหยหวนราวกับการร้องเพลงโอเปร่า “เลอโนตร์เป็นคนร่าเริงขนาดนั้น เรากำลังจะแต่งงานกันเดือนหน้าแท้ๆ เขาจะฆ่าตัวตายได้ยังไง? ปิดคดีไม่ได้นะ! ฆาตกรยังคงลอยนวลอยู่…”

นายกเทศมนตรีร่างอ้วนหน้าถอดสีทันที พลางสบถอย่างหัวเสีย: “นางมาอีกแล้วเหรอ?”

เฟรแซลรีบโบกมือสั่งองครักษ์อย่างแรง: “ไปไล่นางออกไปเร็วเข้า! ไม่เห็นหรือไงว่าวันนี้ใครอยู่ที่นี่?!”

เขารีบหันมาทางโจเซฟพร้อมรอยยิ้มประจบ: “อา… ฝ่าบาท ก็แค่ผู้หญิงสติไม่ดีคนหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ อย่าให้นางมาทำให้พระองค์เสียอารมณ์เลย”

โจเซฟมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วถามว่า: “ข้าได้ยินนางพูดถึงฆาตกร เรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่?”

เลอแวเบลรีบทูลว่า: “เมื่อหนึ่งเดือนก่อนคู่หมั้นของนาง หรือก็คือวิสเคานต์เลอโนตร์ ได้กลืนดาบฆ่าตัวตายพ่ะย่ะค่ะ… โอ้ คดีนี้กระจ่างแจ้งไม่มีปัญหาแน่นอน แต่ผู้หญิงคนนี้ดูเหมือนจะเสียสติไปแล้ว นางยืนกรานท่าเดียวว่าเป็นคดีฆาตกรรม”

“นางมาโวยวายหนักมากจนเราต้องสั่งห้ามไม่ให้นางเข้าศาลาว่าการ แต่นางก็ยังแวะมาตะโกนโหวกเหวกอยู่ข้างนอกทุกๆ สองสามวันพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยจึงถามว่า: “กลืนดาบฆ่าตัวตาย?”

ชายรูปร่างผอมบางที่นั่งอยู่ทางขวาของเลอแวเบลน้อมตัวลงทำความเคารพ: “ฝ่าบาท มันคือการปักด้ามดาบไว้บนพื้น เอาปลายดาบใส่เข้าปาก แล้วกดน้ำหนักตัวลงมาอย่างแรงจนดาบทิ่มทะลุคอหอยพ่ะย่ะค่ะ เป็นวิธีฆ่าตัวตายที่พบเห็นได้บ่อยในหมู่ขุนนาง [1]”

โจเซฟจำได้ว่านายกเทศมนตรีเพิ่งแนะนำเขาไปเมื่อครู่ เขาคือ วิสเคานต์กีโซ ผู้อำนวยการตำรวจปารีส หรือผู้ดูแลรับผิดชอบสูงสุดของตำรวจปารีสนั่นเอง

กีโซเห็นมกุฎราชกุมารดูเหมือนจะมีความสนใจ จึงรีบทูลรายละเอียดเพื่อเอาใจ: “เมื่อเดือนกว่าก่อนในตอนบ่าย คนรับใช้ของวิสเคานต์เลอโนตร์มาแจ้งความว่านายท่านของเขาตายอยู่ในห้องนอน ผมจึงส่งคนไปตรวจสอบและพบว่าเขาฆ่าตัวตายด้วยการกลืนดาบพ่ะย่ะค่ะ”

โจเซฟขมวดคิ้ว: “ท่านมั่นใจได้ยังไงว่าเป็นเรื่องฆ่าตัวตาย? เขามีจดหมายลาตาย หรือมีท่าทางเบื่อโลกมาก่อนหน้านี้ไหม?”

“ไม่มีเลยพ่ะย่ะค่ะ” กีโซกล่าว “แต่เลอโนตร์ใช้ดาบของตัวเอง และไม่มีทรัพย์สินสูญหาย ในห้องไม่มีร่องรอยการต่อสู้ บนร่างกายเขาก็ไม่มีรอยแผลอื่นเลยแม้แต่นิดเดียว”

“ฝ่าบาทต้องทราบก่อนว่า เลอโนตร์เคยผ่านศึกในอเมริกามาแล้ว เขาสูงถึง 6 ฟุต [6.4 ฟุตฝรั่งเศส] เชี่ยวชาญการต่อสู้ หากใครสักคนจะยัดดาบเข้าปากเขาได้ในตอนกลางวันแสกๆ โดยที่ไม่ทำให้เขาบาดเจ็บเลยแม้แต่นิดเดียว… คนคนนั้นก็มีแค่ตัวเขาเองเท่านั้นแหละพ่ะย่ะค่ะ”

6 ฟุตฝรั่งเศสนั้นสูงกว่า 190 เซนติเมตร ถือว่าเป็นคนร่างใหญ่กำยำจริงๆ

โจเซฟหรี่ตาลงเล็กน้อย วิธีการฆ่าคนทำนองนี้เขาเคยเห็นมาบ่อยในนิยายสืบสวน การไม่มีสัญญาณเตือนเรื่องฆ่าตัวตายและไม่มีจดหมายลาตาย มีเพียงตำรวจในศตวรรษที่ 18 ที่ไม่เคยเรียนโรงเรียนตำรวจและขาดการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเท่านั้นแหละที่จะด่วนสรุปแบบหยาบๆ ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

เขาหันไปมองกีโซแล้วพูดว่า: “ไม่… นอกจากตัวเขาเองแล้ว ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งที่ทำได้”

“ฝ่าบาททรงล้อเล่นแล้ว” นายกเทศมนตรีหัวเราะพลางโบกมือ “หรือว่าคนคนนั้นจะใช้เวทมนตร์พ่ะย่ะค่ะ?”

โจเซฟเอ่ยตอบอย่างไม่รีบร้อน: “เปล่าเลย เขาแค่มีความสามารถในการรักษาฟันเท่านั้นเอง”

“รักษาฟัน… ฝ่าบาทหมายถึง หมอฟันงั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?!”

“ใช่ หมอฟัน”

คนรอบข้างต่างพากันอึ้งไปตามๆ กัน ในสมองพลันปรากฏภาพเลอโนตร์ที่อ้าปากออกอย่างว่าง่ายตามคำสั่งของหมอฟัน จากนั้นหมอฟันก็เอาผ้าขาวที่ใช้ในการผ่าตัดมาคลุมปิดตาเขาไว้ ก่อนจะหันไปดึงดาบที่แขวนอยู่บนผนังออกมา แล้วแทงเข้าไปในปากของเขาอย่างง่ายดาย เลือดพลันพุ่งกระฉูดออกมาทันที…

[1]: เนื่องจากในศตวรรษที่ 18 ยุโรปนิยมวิชาดาบที่ “รวดเร็วและพลิกแพลง” ทำให้ดาบพกของขุนนางมักจะมีลักษณะเรียวบางและน้ำหนักเบา จึงยากที่จะใช้ปาดคอตัวเอง ดังนั้นพวกเขาจึงนิยมใช้วิธีกลืนดาบในการฆ่าตัวตาย และวิธีนี้จะทำให้ศพอยู่ในท่าคุกเข่าเหมือนกำลังสวดภาวนาหลังจากตายไปแล้ว จึงเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ขุนนาง

(จบตอนที่ 4)

โฆษณานะค๊ะ

0 Comments

Heads up! Your comment will be invisible to other guests and subscribers (except for replies), including you after a grace period.
Note