ตอนที่ 79 ถ่ายแบบ
แปลโดย เนสยังเวลา 19.45 น.
เฉียวซางนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ วางแผนการใช้เวลาในช่วงปิดเทอมหน้าร้อนที่เหลืออยู่
ตอนนี้เพิ่งจะวันที่ 6 กรกฎาคม ตามปกติแล้ว กว่าจะเปิดเทอม ม.4 ก็ต้องเป็นช่วงต้นเดือนกันยายนนู่น
เหลือเวลาอีกตั้งเดือนครึ่งแหนะ
คะแนนของหมาเขี้ยวไฟตอนนี้ทะลุไปถึง 456 แต้มแล้ว ถ้าเอาไปอัปเกรดระดับทั้งหมด โดยอิงจากอัตราการเพิ่มขึ้นตามปกติที่วันละ 2 แต้ม ก็จะใช้เวลาแค่ 176 วันเท่านั้นในการวิวัฒนาการ
เธอสามารถให้หมาเขี้ยวไฟเพิ่มคะแนนจากการประลอง เพื่อให้มันสามารถวิวัฒนาการขั้นแรกได้สำเร็จตั้งแต่ช่วงปิดเทอมหน้าร้อนนี้เลยก็ได้
ส่วนเรื่องคุณลักษณะเพลิงเดือด เมื่อเช้าเธอลองให้หมาเขี้ยวไฟลองกระตุ้นดูแล้ว ปรากฏว่าไม่สามารถเรียกใช้ได้ตามสั่ง 100% เหมือนพวกทักษะอื่นๆ
เรื่องคุณลักษณะนี้ เธอเองก็พอจะศึกษามาบ้างเหมือนกัน
สมาพันธ์จัดอันดับคุณลักษณะไว้ 6 ระดับ ตั้งแต่ E ไปจนถึง S
ซึ่งไม่ได้วัดจากประโยชน์การใช้งานหรอกนะ แต่วัดจากความสามารถในการดึงศักยภาพของคุณลักษณะนั้นออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่หรือเปล่าต่างหากล่ะ
อารมณ์คล้ายๆ กับความชำนาญของทักษะนั่นแหละ
ถ้าเป็นคุณลักษณะประเภทที่ควบคุมไม่ได้
อย่างเช่น หญ้าขี้เซาที่พอฝนตกก็ต้องนอนหลับ แบบนี้ก็จะเป็นคุณลักษณะระดับ E มาตั้งแต่เกิด ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
เพราะมันไม่สามารถควบคุมได้ด้วยตัวเองยังไงล่ะ
ผู้ฝึกอสูรที่มีประสบการณ์หลายคนมักจะพิจารณาคุณลักษณะของสัตว์อสูรเป็นอันดับแรกๆ ก่อนตัดสินใจทำสัญญาเสมอ
เฉียวซางเดาว่า การจัดอันดับคุณลักษณะในคัมภีร์อสูรก็น่าจะใช้มาตรฐานเดียวกับของสมาพันธ์นี่แหละ
ถ้าการกระตุ้นคุณลักษณะเพลิงเดือดของหมาเขี้ยวไฟต้องแลกมาด้วยการใช้แต้มอัปเกรด หรือต้องอยู่ในสภาพร่างกายที่ย่ำแย่ถึงจะแสดงผลได้ล่ะก็ เธอคิดว่าปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่า
เพราะถ้าในอนาคตทุกการต่อสู้จะต้องพึ่งพาคุณลักษณะเพลิงเดือดเพื่อพลิกสถานการณ์ล่ะก็ เธอคงเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ฝึกอสูรที่มีคุณภาพไม่ได้หรอก
ส่วนเรื่องทักษะ เมื่อเช้าเธอก็ลองทดสอบดูแล้วเหมือนกัน
เพราะยังอยู่ในเขตหมู่บ้าน หมาเขี้ยวไฟเลยทำได้แค่แยกร่างแล้วฝึกท่าเขี้ยวอัคคี
ขืนให้ร่างแยกไปฝึกทักษะอื่นพร้อมๆ กัน มีหวังโดนลูกบ้านในละแวกนี้ที่กำลังพักผ่อนอยู่ร้องเรียนเอาแน่ๆ
แยกร่าง 5 ครั้ง ปล่อยท่าเขี้ยวอัคคีไปทั้งหมด 40 ครั้ง
นี่คือขีดจำกัดพลังงานที่หมาเขี้ยวไฟสามารถทำได้ในตอนนี้
ซึ่งดีกว่าตอนแรกที่เพิ่งจะกินอาหารพลังงานเข้าไป แล้วปล่อยทักษะเขี้ยวอัคคีได้แค่วันละ 20 กว่าครั้งตั้งเยอะ
เรื่องผีค้นสมบัติตัวน้อยถือเป็นเรื่องผิดคาด
ตามแผนเดิมที่วางไว้ สัตว์อสูรตัวที่สองที่อยู่ในมือเธอตอนนี้ควรจะยังเป็นแค่ไข่ใบหนึ่งด้วยซ้ำ
แต่เธอก็ไม่ได้รังเกียจเรื่องที่เหนือความคาดหมายแบบนี้หรอกนะ
แถมยังคิดว่าถ้ามีเรื่องเซอร์ไพรส์แบบนี้เกิดขึ้นอีกสักสองสามครั้งก็คงจะดีไม่น้อย…
ผีค้นสมบัติตัวน้อยยังเป็นแค่ทารกแรกเกิด
ขืนจับมันมาฝึกตั้งแต่ตอนนี้ก็ดูจะโหดร้ายเกินไปหน่อย
ปล่อยให้มันใช้ชีวิตวัยเด็กให้สนุกสนานไปก่อนดีกว่า อีกสักเดือนนึงค่อยเริ่มฝึกก็ยังไม่สาย…
เวลาในช่วงปิดเทอมหน้าร้อนนี้ คงต้องทุ่มเทให้กับหมาเขี้ยวไฟเป็นหลักแล้วล่ะ…
ภายใต้แสงไฟ เด็กสาวใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง ส่วนอีกข้างก็ถือปากกาจดๆ เขียนๆ อยู่ไม่ขาด
ในห้องนั่งเล่น สัตว์อสูรทั้งสามตัวกำลังเล่นซ่อนหากันอย่างสนุกสนาน
ผีค้นสมบัติตัวน้อยใช้ทักษะล่องหน ลอยตัวอยู่บนทีวีอย่างเปิดเผย
มันมองดูหมาเขี้ยวไฟและพิราบบ้านตุ้ยนุ้ยที่กำลังเดินหาตัวมันอยู่ในครัวอย่างงงๆ แล้วใช้กรงเล็บสั้นๆ สองข้างปิดปากกลั้นหัวเราะ รู้สึกสนุกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
ส่วนในอีกห้องหนึ่งก็ยังมีคนคุยโทรศัพท์ไม่หยุด
“ฮัลโหล พี่สะใภ้รองเหรอคะ? ไม่มีอะไรหรอกค่ะ แค่โทรมาคุยเล่นด้วยเฉยๆ ซางซางบ้านฉันน่ะ…”
……
วันรุ่งขึ้น
เฉียวซางให้ผีค้นสมบัติตัวน้อยเกาะบนหัว แล้วอุ้มหมาเขี้ยวไฟ เดินทางไปยังตึกจินอวี๋ตามที่นัดไว้กับซ่งหยวน
ผีค้นสมบัติตัวน้อยถือขวดนมดูดอยู่บนหัวเฉียวซาง ดวงตากลมโตมองสิ่งรอบข้างด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ใครก็ตามที่เผลอสบตากับมัน ก็จะรีบหลบสายตาไปทันที
ทำให้มันรู้สึกสนุกสนานเป็นอย่างมาก ก็เลยจงใจจ้องหน้าคนอื่นไปเรื่อย รอให้เขาหันมามองมัน
ต่างจากหมาเขี้ยวไฟที่ดูเป็นผู้ใหญ่และสุขุมขึ้นมาก ไม่เหมือนกับทุกที
นั่นก็เพราะมันรู้ว่าวันนี้เป็นวันสำคัญยังไงล่ะ
ผู้ฝึกอสูรของมันบอกไว้แล้วว่า
ขอแค่ตั้งใจถ่ายรูปให้ดี วันหลังก็จะมีนมให้ดื่มไม่อั้น! เผลอๆ ค่านมของลูกน้องคนใหม่ก็อาจจะต้องพึ่งเงินก้อนนี้ด้วยซ้ำ!
ตึกจินอวี๋ ชั้น 18
“คุณซ่งคะ แขกที่คุณนัดไว้มาถึงแล้วค่ะ” พนักงานสาวในชุดเครื่องแบบเคาะประตูแล้วรายงาน
“เชิญเข้ามาได้เลย” ซ่งหยวนหยิบสัญญาที่เตรียมไว้แล้วขึ้นมา
แต่พนักงานสาวกลับยืนนิ่งไม่ยอมไปไหน ทำหน้าเหมือนมีอะไรจะพูดแต่ก็ไม่กล้าพูด
เธอจำได้ว่าเจ้านายของเธอนัดแชมป์การแข่งขันร้อยหน้าใหม่มา
เพราะจะต้องคุยเรื่องงานกัน ข้อมูลประวัติของเฉียวซางก็เลยถูกสืบมาหมดแล้ว
เด็กสาวเพิ่งจบ ม.3 หมาดๆ สอบเข้ามัธยมเซิ่งสุ่ยได้ด้วยโควตาความสามารถพิเศษ และเพิ่งคว้าแชมป์การแข่งขันร้อยหน้าใหม่มาได้ด้วยหมาเขี้ยวไฟที่เป็นสัตว์อสูรระดับเริ่มต้น
แต่ในประวัติไม่ได้มีบอกเลยนี่นาว่าเธอมีผีค้นสมบัติด้วย หรือว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติในป่า?
จะรายงานให้เจ้านายทราบดีไหมเนี่ย…
แต่ทาง รปภ. ชั้นล่างก็ไม่ได้แจ้งอะไรมานี่นา…
“มีอะไรอีกไหม?” ซ่งหยวนถาม
“ไม่มีค่ะ” พนักงานสาวตัดสินใจเชื่อใจระบบรักษาความปลอดภัยของตึก
30 วินาทีต่อมา
ซ่งหยวนมองเฉียวซางที่กำลังเดินเข้ามาหาด้วยความอึ้งไปพักใหญ่ ไม่ได้ทักทายในทันที แต่กลับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์โทรออก
“ฮัลโหล สายด่วนหน่วยลาดตระเวนใช่ไหมคะ? ทางเราพบสัตว์อสูรสายภูตผีวิญญาณจากป่า เป็นผีค้นสมบัติค่ะ พิกัดคือ…”
เฉียวซาง: “…!”
เฉียวซางรีบสวนกลับทันที “นี่คือสัตว์อสูรตัวใหม่ที่ฉันเพิ่งทำสัญญาด้วยค่ะ!”
ซ่งหยวน: “!!!”
หลังจากสื่อสารทำความเข้าใจกันอย่างรวบรัด ซ่งหยวนก็วางสายโทรศัพท์ลงได้ในที่สุด
“ฉันจำได้ว่าเธอเพิ่งเรียนจบ ม.3 เองนี่นา” ซ่งหยวนพูดด้วยสีหน้าซับซ้อน
“สงสัยฉันคงจะเป็นอัจฉริยะล่ะมั้งคะ” เฉียวซางตอบ
ซ่งหยวน: “…”
เธอพูดไม่ออกเลยจริงๆ
ผ่านไปสักพัก ซ่งหยวนก็ทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว เอ่ยถามขึ้นมาว่า “ทำไมสัตว์อสูรตัวที่สองของเธอถึงเลือกทำสัญญากับสัตว์อสูรสายภูตผีวิญญาณล่ะ? เธอควรจะเลือกสัตว์อสูรที่ควบคุมง่ายๆ ก่อนสิ รอให้อีกสักสองสามปี พัฒนาฝีมือขึ้นมาแล้วค่อยคิดจะทำสัญญากับสัตว์อสูรสายภูตผีวิญญาณก็ยังไม่สายนะ”
ซ่งหยวนไม่เข้าใจเลยจริงๆ
ความจริงแล้วเธอไม่ใช่คนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านหรอก ในหมู่ลูกหลานญาติพี่น้องของเธอก็ใช่ว่าจะไม่มีพวกอัจฉริยะ แต่พอเอามาเทียบกับเด็กสาวตรงหน้าแล้ว ก็ดูธรรมดาไปเลย
ทำให้เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมและเอ็นดูเด็กสาวคนนี้
ด้วยพรสวรรค์ที่เด็กสาวตรงหน้ามี เธอสามารถก้าวขึ้นไปเป็นผู้ฝึกอสูรระดับโปรได้สบายๆ เลยล่ะ
แต่ถ้าด่วนตัดสินใจทำสัญญากับสัตว์อสูรที่ควบคุมยากเกินไป ก็รังแต่จะทำให้เสียเวลาไปกับการตามล้างตามเช็ดวีรกรรมของมัน แถมยังต้องมานั่งรับมือกับความดื้อรั้นของมันอีก
และยังต้องระวังพวกสัตว์อสูรหัวรุนแรงที่ยอมแลกด้วยชีวิตเพื่อยกเลิกสัญญาอีกต่างหาก
ดูยังไงก็เป็นการตัดสินใจที่ไม่ค่อยจะฉลาดเอาซะเลย
เขาว่ากันว่าพวกอัจฉริยะมักจะมีความคิดที่ต่างจากคนทั่วไป แต่พวกลูกหลานญาติพี่น้องของเธอก็ดูปกติดีนี่นา
เฉียวซางถอนหายใจ “เฮ้อ ฉันเองก็ไม่ได้อยากจะทำแบบนี้หรอกค่ะ แต่มันดันเป็นอัจฉริยะน่ะสิ”
ซ่งหยวน: “…”
เมื่อกี้เธอไม่น่าพูดเลยจริงๆ
การเจรจาเซ็นสัญญาและการถ่ายแบบเป็นไปอย่างราบรื่น
หมาเขี้ยวไฟถ่ายแบบแว่นตากันแดดคอลเลกชันใหม่แค่สามรุ่น ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จ
ผีค้นสมบัติตัวน้อยจ้องมองการทำงานทั้งหมดด้วยความตื่นตาตื่นใจ
มันค่อยๆ ลอยไปหยุดอยู่ตรงหน้าแว่นตากันแดดรูปหัวใจสีชมพูที่เพิ่งถูกถอดวางไว้ หยิบห่วงบนหัวออกมา แล้วก็เก็บแว่นตากันแดดอันนั้นเข้าไปอย่างทุลักทุเล
เฉียวซาง: “…”
เธอคอยจับตาดูผีค้นสมบัติตัวน้อยมาตลอด
เธอรู้ดีว่านิสัยของผีค้นสมบัติเป็นยังไง ย่อมไม่ปล่อยให้มันทำอะไรตามใจชอบแน่ๆ
ผีค้นสมบัติแต่ละตัวก็ชอบของไม่เหมือนกัน เธอแค่อยากจะลองสังเกตดูว่าผีค้นสมบัติตัวน้อยของเธอจะชอบของแบบไหน
ไม่คิดเลยว่ามันจะหยิบแว่นตากันแดดไป
หรือว่ามันจะชอบของแบบเดียวกับหมาเขี้ยวไฟ?
ในขณะที่เฉียวซางกำลังจะเอ่ยปากบอกให้ผีค้นสมบัติตัวน้อยเอาแว่นตากันแดดออกมา ยังไม่ทันได้พูดอะไร มันก็เอาห่วงลงมาแล้วหยิบแว่นตากันแดดออกมาคืนเองซะงั้น
เฉียวซางรู้สึกปลาบปลื้มใจมาก
นึกว่าผีค้นสมบัติตัวน้อยจะอ่านใจเธอออกซะอีก
แต่ที่ไหนได้ มันกลับเอาแว่นตากันแดดลอยไปให้หมาเขี้ยวไฟที่เพิ่งจะถ่ายแบบเสร็จหมาดๆ ซะงั้น
“จ๊วบจ๊วบ~”
“โฮ่ง~”
หมาเขี้ยวไฟเห่าตอบด้วยความเขินอาย
เฉียวซาง: “…”
ในฐานะที่เป็นผู้ฝึกอสูรของสัตว์อสูรทั้งสองตัว เธอย่อมฟังออกอยู่แล้วว่าพวกมันคุยอะไรกัน
เฉียวซางมองผีค้นสมบัติตัวน้อยด้วยสีหน้าแปลกๆ
นี่มันชมกันจริงๆ เหรอเนี่ย?
ทำไมถึงรู้สึกว่ามันเป็นคำพูดที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์เกินวัยยังไงก็ไม่รู้แฮะ…
(จบตอน)

0 Comments