ตอนที่ 73 ความต่างอยู่ตรงไหน
แปลโดย เนสยังสัตว์อสูรทั้งสามธาตุนี้ มีตัวที่ราคาไม่ถึง 500,000 เหรียญพันธมิตรอยู่ไม่น้อยเลย
แต่ถ้าอยากได้ตัวที่มีทักษะสายรักษาติดตัวมาตั้งแต่เกิด ก็ค่อนข้างจะหายากหน่อย
ไม่ได้แปลว่าสัตว์อสูรในระดับราคานี้จะไม่มีทักษะนี้นะ
แค่สัตว์อสูรที่อยู่ในระดับราคานี้ แถมยังมีทักษะสายรักษาติดตัวมาด้วย ส่วนใหญ่ก็มักจะถูกคนในหรือหน่วยงานรัฐจองตัวไปหมดแล้ว
ผู้ฝึกอสูรธรรมดาทั่วไปที่ไม่มีเส้นสาย ก็ต้องยอมถอยไปเลือกสัตว์อสูรตัวอื่นแทน
ก็แน่ล่ะ มีสัตว์อสูรแบบนี้ติดตัว โอกาสรอดชีวิตก็พุ่งสูงขึ้นไม่รู้ตั้งเท่าไหร่
แถมในอนาคตถ้าอยากจะเป็นหมอหรือพยาบาล ก็เหมือนมีทางลัดให้เดินอีกต่างหาก
สัตว์อสูรประเภทนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสัตว์อสูรธาตุพืช
ในสถานการณ์ที่ทุกคนอยากได้แต่หาไม่ได้ ราคาของสัตว์อสูรธาตุพืชก็เลยถูกปั่นจนสูงลิ่ว แถมยังลามไปถึงสัตว์อสูรธาตุพืชตัวอื่นๆ ที่ไม่มีทักษะสายรักษาติดตัวด้วย
อย่างเถาวัลย์โปรยทองของไป๋อวิ๋นเหมี่ยว ก็เป็นเพราะพ่อของเธอทำงานในหน่วยงานรัฐมาสิบกว่าปี คนรู้จักถึงยอมเก็บไว้ให้
ดังนั้น ถึงแม้สัตว์อสูรธาตุพืชส่วนใหญ่จะมีนิสัยอ่อนโยน แต่ก็ไม่ค่อยมีใครแนะนำให้เป็นสัตว์อสูรตัวแรกสำหรับผู้ฝึกอสูรหน้าใหม่เท่าไหร่นัก
การจะซื้อสัตว์อสูรที่มีทักษะสายรักษาติดตัวมาตั้งแต่เกิดนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
เฉียวซางจึงเบนเป้าหมายไปที่สัตว์อสูรที่มีโอกาสเรียนรู้ทักษะสายรักษาได้ในภายหลังแทน
สัตว์อสูรที่สามารถเรียนรู้ทักษะสายรักษาในภายหลังได้นั้นมีอยู่ไม่น้อย
แต่พอเอาเรื่องศักยภาพสูงและมีเพดานการวิวัฒนาการสูงมาเป็นเกณฑ์ ตัวเลือกก็แคบลงมาถนัดตา
หลังจากค้นหาข้อมูลอยู่ 2 ชั่วโมง เฉียวซางก็ล็อกเป้าหมายสัตว์อสูรได้ 3 ตัว
นั่นก็คือ ซากุระมู่เหมียน (ซากุระปุยฝ้าย), จระเข้โคมน้ำ และนกปุยฝ้าย
ซากุระมู่เหมียนและจระเข้โคมน้ำ ขอแค่ไม่มีปัญหาเรื่องพรสวรรค์ และได้รับการฝึกฝนเพิ่มเติมในภายหลัง โอกาสที่จะเรียนรู้ทักษะสายรักษาได้สักหนึ่งหรือสองทักษะก็มีสูงมาก
ส่วนนกปุยฝ้ายนั้นมีร่างกายที่อ่อนนุ่มราวกับปุยฝ้าย
ร่างวิวัฒนาการของมันคือนกพายุขาว ซึ่งยังคงรักษาร่างกายที่อ่อนนุ่มเอาไว้ แถมยังมีความเร็วติดอันดับท็อปในบรรดาสัตว์อสูรสายบินระดับเดียวกันอีกด้วย
เรื่องความสบายในการขี่นี่ถือว่ายืนหนึ่งเลยล่ะ
ที่สำคัญที่สุดคือ สัตว์อสูรทั้งสามตัวนี้ ราคาอยู่ที่ 480,000 – 500,000 เหรียญพันธมิตร
คูปองแลกไข่สัตว์อสูรจากการแข่งขันร้อยหน้าใหม่ใช้ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น
ไม่ว่าจะแลกไข่ราคา 100,000 หรือ 500,000 ก็มีค่าเท่ากัน
ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็ต้องเลือกตัวที่แพงที่สุดสิ
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เฉียวซางก็ปิดคอมพิวเตอร์ อาบน้ำล้างหน้า แล้วล้มตัวลงนอนหนุนมือทั้งสองข้างบนเตียง
เธอมองดูโคมไฟบนเพดาน ฟังเสียงหมาเขี้ยวไฟเล่นกับพิราบบ้านตุ้ยนุ้ยในห้องนั่งเล่น ปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปถึงสิ่งที่จะต้องทำต่อไป
พรุ่งนี้ไปซื้อไข่สัตว์อสูร มะรืนนี้ไปเซ็นสัญญาพรีเซ็นเตอร์ให้เรียบร้อย แถมยังตกลงกับป้าสะใภ้ไว้แล้วว่าจะกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดช่วงกลางเดือน
วันนี้เพิ่งจะวันที่ 5 กรกฎาคมเอง
ซ่งหยวนบอกว่าพอเซ็นสัญญาเสร็จก็จะเริ่มถ่ายทำเลย จะได้อาศัยกระแสจากรายการร้อยหน้าใหม่รีบโปรโมต
ถ้าคำนวณดูแล้ว วันที่ 8 กรกฎาคมเธอก็คงไม่มีอะไรทำแล้ว ถ้างั้นก็กลับบ้านเกิดเร็วหน่อยดีกว่า…
เสียงหยอกล้อกันในห้องนั่งเล่นเงียบลง ประตูห้องที่แง้มอยู่ถูกผลักเปิดออกดังเอี๊ยด
หมาเขี้ยวไฟชะโงกหน้าเข้ามา พอเห็นผู้ฝึกอสูรของมันยังไม่นอน ก็กระโดดขึ้นเตียงด้วยความดีใจ
“โฮ่ง”
มันทิ้งตัวลงนอนตะแคงข้างๆ เฉียวซาง ขยับตัวหาท่าที่สบายที่สุดเตรียมจะหลับ
ไม่กี่วินาทีต่อมา หมาเขี้ยวไฟก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ มันเบิกตากว้าง กระโดดลงจากเตียง เดินไปปิดประตูให้สนิท แล้วค่อยกลับมาหาที่นอนต่อ
เฉียวซางเห็นดังนั้นก็รู้สึกปลื้มปริ่มใจ
ไม่เสียแรงที่อบรมสั่งสอนมาตั้งเดือนกว่าๆ
ย้อนกลับไปตอนนั้น หมาเขี้ยวไฟจะมาทำตัวว่าง่ายแบบนี้ได้ยังไงล่ะ
สัตว์อสูรสามตัวที่เธอเลือกมา นิสัยก็อ่อนโยนกันทั้งนั้น พอเลือกมาแล้ว ฟักออกจากไข่แล้ว พวกมันจะต้องเข้ากันได้ดีแน่ๆ
เฉียวซางยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าอนาคตมันช่างสดใส
ก่อนนอน เธอเปิดคัมภีร์อสูรขึ้นมาดูตามปกติ
พอดูก็ต้องชะงักไป
【ชื่อ: หมาเขี้ยวไฟ】
【ธาตุ: ไฟ】
【ระดับ: ขั้นต้น (192/1000) +】
【คุณลักษณะที่หนึ่ง: เพลิงเดือด
ระดับ: D (1/500)
สถานะ: (ใช้ยาก)
คำอธิบาย: (เมื่อสถานะร่างกายต่ำกว่า 1/4 จะสามารถกระตุ้นศักยภาพ ทำให้ทักษะธาตุไฟรุนแรงขึ้น 2 เท่า และความเร็วเพิ่มขึ้น 2 เท่า)】
【ทักษะ: กัด (ขั้นเริ่มต้น 74/100) +
พุ่งชน (ขั้นเชี่ยวชาญ 483/500) +
เขี้ยวอัคคี (ขั้นชำนาญ 645/2000) +
ประกายไฟ (ขั้นชำนาญ 786/2000) +
แยกร่างเงา (ขั้นเชี่ยวชาญ 3/500) +
วังวนเปลวเพลิง (ขั้นเชี่ยวชาญ 164/500) +
พุ่งชนเปลวเพลิง (ขั้นเชี่ยวชาญ 109/500) +】
【คะแนน 454】
พระเจ้าช่วย!
คะแนนระดับของหมาเขี้ยวไฟปกติก็เพิ่มแค่วันละ 1-2 แต้ม ทำไมจู่ๆ ถึงพุ่งขึ้นมาตั้ง 30 แต้มเมื่อเทียบกับเมื่อวานล่ะ!
แถม!
คุณลักษณะก็โผล่มาด้วย!
ดูเหมือนจะอธิบายรายละเอียดได้ชัดเจนกว่าตอนทักษะซะอีกนะ…
แถมยังดูเหมือนว่าจะสามารถใช้แต้มอัปเกรดได้เหมือนทักษะเลยด้วย
เฉียวซางจ้องมองข้อมูลที่ต่างไปจากเมื่อวานอย่างสิ้นเชิงด้วยความตื่นเต้น หัวใจเต้นระรัว
เธอจำได้ว่า เมื่อวานหลังจากชนะมังกรเขาเล็กได้ คะแนนก็เพิ่มมา 60 แต้มรวด
จาก 220 กลายเป็น 280
นั่นทำให้เธอยิ่งมั่นใจว่าระบบนี้จะบวกคะแนนเพิ่มตามระดับความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้
ไม่งั้นจะอธิบายยังไงล่ะว่าทำไมตอนสู้กับมังกรเขาเล็กที่เป็นสัตว์อสูรระดับเริ่มต้น กับสู้กับจิ้งจอกหางทะเลทรายที่เป็นสัตว์อสูรระดับกลาง คะแนนถึงต่างกันแค่ 20 แต้ม
แต่วันนี้ตอนแข่งรอบรองชนะเลิศกับตุ๊กตาควบคุมสมดุล เธออัปคะแนนเพิ่มให้ทักษะแยกร่างเงาไป 25 แต้ม และพุ่งชนเปลวเพลิงไป 91 แต้ม
ตามหลักแล้ว คะแนนควรจะเหลือ 164 แต้ม
และถ้าเทียบจากคะแนน 80 แต้มที่ได้จากการเอาชนะสัตว์อสูรระดับกลางทุกครั้ง คะแนนตอนนี้ก็ควรจะเป็น 404 แต้มสิ
แต่ตอนนี้มันกลับกลายเป็น 454 แต้มซะงั้น
แสดงว่าสัตว์อสูรระดับกลางที่เอาชนะมาได้ในวันนี้ จะต้องมีตัวนึงที่ให้คะแนนมากกว่า 80 แต้มแน่ๆ
ถ้าให้เดาก็คงเป็นตุ๊กตาควบคุมสมดุลนั่นแหละ…
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด
ประเด็นสำคัญคือ รูปแบบการเปลี่ยนแปลงของคะแนนในครั้งนี้มันไม่เหมือนครั้งก่อนๆ เลย!
ตามปกติแล้ว ถ้าหมาเขี้ยวไฟปล่อยทักษะออกมาหนึ่งครั้ง คะแนนของทักษะนั้นก็จะเพิ่มขึ้นหนึ่งแต้ม
เมื่อวานหลังจากแข่งกับมังกรเขาเล็กเสร็จ หมาเขี้ยวไฟก็ยังฝึกซ้อมตามปกติ คะแนนก็เลยเพิ่มขึ้นตามปกติ
แต่วันนี้หมาเขี้ยวไฟต้องสู้กับสัตว์อสูรระดับกลางถึงสามตัวรวด แถมยังชนะมาได้หมด
เพื่อเป็นการฉลอง ตอนเย็นเธอก็รีบกลับมาทำกับข้าว เลยไม่ได้ให้มันฝึกซ้อมตามปกติ
แต่ตัวเลขข้อมูลที่แสดงออกมา กลับไม่ได้สะท้อนจำนวนครั้งที่ปล่อยทักษะในการแข่งขันวันนี้เลย แต่มันกลับพุ่งขึ้นมาเยอะมาก
เดี๋ยวก่อน!
ทักษะประกายไฟ พุ่งชนเปลวเพลิง และแยกร่างเงา ข้อมูลก็ยังเพิ่มตามรูปแบบปกตินี่นา
ปัญหาอยู่ที่ท่าพุ่งชน, เขี้ยวอัคคี และวังวนเปลวเพลิงต่างหาก
ทักษะพวกนี้มันต่างกันตรงไหนนะ…
เฉียวซางพยายามนึกทบทวนภาพการแข่งขันในวันนี้
3 นาทีต่อมา
“เชี่ย…”
เฉียวซางรีบเอามือปิดปากตัวเองทันที
หมาเขี้ยวไฟหลับไปแล้ว เกือบจะทำมันตื่นซะแล้ว
แต่ว่านะ
ปลุกมันขึ้นมาเลยดีกว่า…
ตอนนี้ก็ยังไม่ดึกเท่าไหร่ ลงไปพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของเธอข้างล่างตึกเลยก็ยังได้…
ถ้าเป็นอย่างที่เธอคิดล่ะก็ ประสิทธิภาพในการฝึกปล่อยทักษะก็จะพุ่งทะยานขึ้นไปอีกขั้น แถมยังประหยัดเวลาลงได้เยอะด้วย
แบบนี้ก็จะมีเวลาเหลือไปทำอย่างอื่นได้อีกเพียบ
เฉียวซางมองดูหมาเขี้ยวไฟที่นอนหลับน้ำลายยืดอยู่ใต้แสงไฟ
สุดท้ายก็ตัดใจปลุกมันไม่ลง
เธอหยิบกระดาษทิชชู่บนโต๊ะหัวเตียงมาเช็ดน้ำลายให้หมาเขี้ยวไฟตามความเคยชิน
ช่างเถอะ…
ปล่อยให้มันนอนไปเถอะ
พรุ่งนี้ตื่นเช้ามาค่อยปลุกมันก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อนอะไรขนาดนั้นหรอก…
……
เช้าวันรุ่งขึ้น
“โฮ่ง”
หมาเขี้ยวไฟมองเฉียวซางอยู่ข้างเตียงด้วยความรู้สึกขัดใจ
ผู้ฝึกอสูรของมันนี่ขี้เซาจริงๆ เลย
จะปลุกดีไหมนะ
มันหิวแล้วอ่ะ
(จบตอน)

0 Comments