ตอนที่ 52 ชนะแล้ว?
แปลโดย เนสยังเนื่องจากมีผู้ฝึกอสูรระดับ F ที่ผ่านเกณฑ์ลงสมัครเป็นจำนวนมาก แม้จะผ่านการแข่งขันรอบคัดเลือกอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องมาตลอดทั้งวันเมื่อวาน แต่รอบคัดเลือกก็ยังไม่จบลงเสียที
อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าแข่งขันที่เหลืออยู่ก็มีแค่ 60 กว่าคนเท่านั้น ใช้เวลาอย่างมากก็ชั่วโมงเดียว รอบคัดเลือกก็น่าจะเสร็จสิ้น
เฉียวซางเดินไปที่โซน C แถวที่ 9
ไป๋อวิ๋นเหมี่ยวก็ลงสมัครการแข่งขันร้อยหน้าใหม่ในครั้งนี้ด้วย และเธอก็ผ่านรอบคัดเลือกมาได้อย่างฉลุย
พวกเธอสองคนที่ผ่านเข้ารอบมาได้ ก็เลยนัดมาเจอกันที่นี่
“คุณอัจฉริยะเฉียว ฉันไปสืบมาแล้วนะ คนที่ผ่านรอบคัดเลือกมาได้ รายชื่อจะถูกสุ่มสลับในหน้าจอใหญ่ แล้วคนที่ถูกจับคู่กันก็จะต้องมาแข่งกัน” ไป๋อวิ๋นเหมี่ยวชี้ไปที่หน้าจอยักษ์ที่ติดตั้งอยู่เหนือลานประลอง
ตั้งแต่รู้ชื่อของเฉียวซาง ไป๋อวิ๋นเหมี่ยวก็เรียกเธอว่าคุณอัจฉริยะเฉียวบนโลกออนไลน์มาตลอด
เฉียวซางพยักหน้ารับ การสุ่มจับคู่แบบนี้เป็นระบบที่พบเห็นได้ทั่วไปในการแข่งขันต่างๆ
“วันนี้ทำไมเธอแต่งตัว… สวยจังเลยล่ะ?” เฉียวซางเอ่ยถาม
ถ้าจะพูดให้ถูกก็คือ ดูจัดเต็มมากต่างหาก
ไป๋อวิ๋นเหมี่ยวนั่งเรียบร้อยราวกับกุลสตรี ทั้งเสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็มสไตล์งานราตรี แถมยังใส่เดรสสั้นสีดำเข้าคู่กับรองเท้าส้นสูงสีสันสดใสอีกด้วย
“ก็แต่งมาเผื่อขึ้นกล้องไงล่ะ เมื่อวานฉันกลับไปดูย้อนหลังในเน็ตมา มุมกล้องนั่นมันทำร้ายกันชัดๆ ถ่ายฉันออกมาซะขี้เหร่เลย ไม่ได้สะท้อนความสวยของฉันออกมาเลยสักนิด” ไป๋อวิ๋นเหมี่ยวบ่นอุบ
ก็จริง กล้องถ่ายทอดสดที่ไม่มีฟิลเตอร์ช่วย บางครั้งมันก็เหมือนกระจกวิเศษส่องความจริงนั่นแหละ
ไป๋อวิ๋นเหมี่ยวพูดต่อ “แล้ววันนี้ผู้เข้าแข่งขันก็หายไปตั้งครึ่งนึง ฉันว่าฉันมีโอกาสสูงมากที่จะโดนเรียกสัมภาษณ์นะ”
สัมภาษณ์…
พอเฉียวซางนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อกี้ เธอก็รู้สึกจุกอก ไม่อยากจะพูดอะไรอีกแล้ว…
……
ภายในลานประลอง เฉียวซางบังเอิญเห็นคนรู้จักในกลุ่มผู้เข้าแข่งขันรอบคัดเลือกกลุ่มที่ 9 นั่นก็คือ ไต้ซูซู
ถ้าไม่ใช่เพราะมาเจอที่นี่ เฉียวซางก็แทบจะลืมชื่อนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ…
สัตว์อสูรของไต้ซูซูไม่ใช่หนึ่งในห้าตัวเลือกยอดฮิตของมือใหม่ แต่เป็นกุ้งหลั่งน้ำ
สัตว์อสูรธาตุน้ำไม่ได้เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเสมอไป ต่อให้บางตัวจะสามารถเคลื่อนไหวบนบกได้อย่างอิสระ แต่ก็มักจะไม่สามารถแสดงพลังออกมาได้เต็มที่
ด้วยข้อจำกัดเรื่องสภาพแวดล้อม จึงมีผู้ฝึกอสูรน้อยคนนักที่จะเลือกทำสัญญากับสัตว์อสูรธาตุน้ำเป็นตัวแรก
เฉียวซางตั้งใจดูการแข่งขันอย่างจริงจัง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ลึกๆ แล้วเธอยังคงมองว่าไต้ซูซูคือคู่แข่งคนสำคัญ
56 วินาทีผ่านไป
“ผู้เข้าแข่งขันเฉินเฉิงเป็นฝ่ายชนะ”
เฉียวซางนิ่งอึ้งไปพักใหญ่
นี่มันไม่เห็นจะเหมือนที่เธอคิดไว้เลยสักนิด!
เธอยังไม่ทันจะได้เริ่มวิเคราะห์ฝีมือการต่อสู้ของไต้ซูซูกับกุ้งหลั่งน้ำเลย การแข่งขันก็ดันจบลงซะแล้ว!
นกพิราบน้อยตุ้ยนุ้ยของฝ่ายตรงข้ามใช้ท่าโจมตีทางอากาศสองครั้งติดๆ อัดกุ้งหลั่งน้ำจนหมดสภาพการต่อสู้ไปเลย นี่มันก็แค่การแข่งขันรอบคัดเลือกที่แสนจะธรรมดาทั่วไปชัดๆ!
ไต้ซูซูฝีมือแค่นี้เองเหรอ?!
เฉียวซางรู้สึกมึนงงไปหมด
ตอนนั้นทำไมเธอถึงได้มองไต้ซูซูเป็นคู่แข่งคนสำคัญได้นะ…
เฉียวซางพยายามนึกย้อนกลับไป
ตอนนั้นพวกเธอต่างก็ตื่นรู้ด้วยตนเองเหมือนกัน ข้อแตกต่างก็คือ…
คะแนนวิชาการ…
คะแนนวิชาการสินะ…
ไต้ซูซูก็ยังเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวอยู่ดี…
การแข่งขันยังคงดำเนินไปอย่างรวดเร็วเหมือนเมื่อวาน ไม่ถึงชั่วโมง รายชื่อผู้ที่ผ่านเข้ารอบคัดเลือกทั้งหมดก็ถูกบันทึกลงในระบบเรียบร้อยแล้ว
หน้าจอยักษ์เหนือลานประลองเริ่มสุ่มสลับรูปถ่ายของผู้เข้าแข่งขันอย่างบ้าคลั่ง
6 วินาทีต่อมา
รูปถ่ายก็หยุดนิ่ง
รายชื่อการจับคู่ทั้งหมดถูกกำหนดไว้แล้ว เฉียวซางเห็นคู่แข่งของตัวเองบนหน้าจอ
รูปถ่ายนั้นเป็นผู้ชายตาตี่เหมือนเมล็ดถั่วเขียว แถมไรผมยังเถิกขึ้นไปนิดๆ หน้าตาดูล้ำอายุจริงไปมาก
เซี่ยเจี้ยนอิ๋น
เฉียวซางจำเขาได้ทันที เขาคือหนึ่งใน 21 ผู้ฝึกอสูรที่เธอจดบันทึกเอาไว้นั่นเอง
ดวงดีจริงๆ ไม่เสียแรงที่อุตส่าห์อดหลับอดนอนนั่งวิเคราะห์มา…
การแข่งขันรอบ 64 คนสุดท้ายเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว
ฝีมือของคนที่ผ่านรอบคัดเลือกมาได้ย่อมสูงกว่าคนที่ตกรอบไปนิดหน่อย ระยะเวลาในการแข่งขันจึงนานขึ้นตามไปด้วย จากที่เคยจบภายในหนึ่งนาที ตอนนี้ก็ต้องใช้เวลาสองถึงสามนาทีถึงจะรู้ผลแพ้ชนะ
“คุณซาตั๋วคิดว่าระหว่างผู้เข้าแข่งขันเฉียวซางกับผู้เข้าแข่งขันเซี่ยเจี้ยนอิ๋น ใครจะมีโอกาสชนะมากกว่ากันครับ?” พิธีกรผมเรียบแปล้หันไปถามซาตั๋ว
บนลานประลอง เฉียวซางกับเซี่ยเจี้ยนอิ๋นยืนประจำที่เรียบร้อยแล้ว
ในฐานะคู่ที่ 3 เฉียวซางเดินไปรอที่ห้องพักนักกีฬาตั้งแต่ตอนที่ประกาศเริ่มการแข่งขันคู่แรกแล้ว
และแล้วก็ถึงคิวของเธออย่างรวดเร็วจริงๆ ด้วย…
“ผู้เข้าแข่งขันเซี่ยเจี้ยนอิ๋นเป็นผู้ฝึกอสูรระดับ F มา 3 ปีแล้ว ไม่ว่าจะมองเรื่องประสบการณ์หรือฝีมือ เขาก็น่าจะมีโอกาสชนะมากกว่าผู้เข้าแข่งขันเฉียวซางนะครับ” ซาตั๋ววิเคราะห์ตามมุมมองของเขา
“น่าเสียดายจัง ผู้เข้าแข่งขันตั้งเยอะแยะ ดันมาเจอคนที่มีสัตว์อสูรระดับกลางซะได้”
“ฉันจำได้ว่าสัตว์อสูรของเซี่ยเจี้ยนอิ๋นคืองูหางยาวนี่นา”
“แค่คิดว่าสาวน้อยน่ารักๆ ต้องมาแพ้ให้กับผู้ชายหน้าตาอัปลักษณ์แบบนี้ ฉันก็ปวดใจแล้ว”
“เขาเพิ่งจะ 18 เองนะ ยังเป็นแค่เด็กหนุ่มอยู่เลย”
ผู้ชมในสนามเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เข้าข้างเฉียวซางทั้งนั้น
ถึงแม้สังคมนี้จะยกย่องคนเก่ง แต่ในสถานการณ์ที่ทั้งคู่เป็นผู้ฝึกอสูรระดับ F เหมือนกัน คนก็มักจะเอาใจช่วยผู้เข้าแข่งขันที่หน้าตาดีกว่าอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนยังจำหมาเขี้ยวไฟของเฉียวซางได้แม่น เพราะมันเป็นสัตว์อสูรธาตุไฟเพียงตัวเดียวที่ลงแข่งขันร้อยหน้าใหม่ในตอนนี้
……
เมื่อกรรมการให้สัญญาณอัญเชิญสัตว์อสูร ค่ายกลดาวสีเทาก็สว่างวาบขึ้นเบื้องหน้าเซี่ยเจี้ยนอิ๋น
หมาเขี้ยวไฟรวบรวมพลังงานไว้ในร่างกาย เตรียมพร้อมรับมือเต็มที่
เมื่อคืนมันกับผู้ฝึกอสูรของมันนั่งวิเคราะห์วางแผนรับมือกันตั้งนาน ไม่ว่าจะเจอคู่แข่งแบบไหนก็มีแผนรับมือเตรียมไว้หมดแล้ว
ต่อไปนี้ก็แค่รอให้ไอ้ตัวดำเมี่ยมโผล่ออกมา…
บนค่ายกลดาวสีเทา ปรากฏร่างของสัตว์อสูรตัวสีแดงเพลิง หัวเป็นรูปวงรี มีลวดลายสีดำยาวพาดตั้งแต่กลางหัวไปจนสุดปลายหาง
เอ๊ะ?
ทำไมไม่ใช่ไอ้ตัวดำเมี่ยมตัวนั้นล่ะ?
หมาเขี้ยวไฟงุนงง
นี่มันไม่เหมือนกับที่ผู้ฝึกอสูรของมันบอกไว้นี่นา?
เฉียวซางมองดูสัตว์อสูรของฝ่ายตรงข้ามแล้วก็ถึงกับพูดไม่ออก
งูโซ่ไฟ สัตว์อสูรธาตุไฟระดับเริ่มต้น
เมื่อวานเธออุตส่าห์นั่งวิเคราะห์งูหางยาวซึ่งเป็นสัตว์อสูรระดับกลางอยู่ตั้งนานสองนาน แต่เขากลับเอางูโซ่ไฟที่เป็นสัตว์อสูรระดับเริ่มต้นมาสู้กับเธอเนี่ยนะ?
ทั้งๆ ที่รู้ว่าเธอมีหมาเขี้ยวไฟเพียงตัวเดียว เขาก็ยังส่งสัตว์อสูรธาตุไฟเหมือนกันออกมาสู้
ดูเหมือนเขาจะไม่ได้เห็นหมาเขี้ยวไฟอยู่ในสายตาเลยสินะ…
เซี่ยเจี้ยนอิ๋นไม่ได้เห็นหมาเขี้ยวไฟอยู่ในสายตาจริงๆ นั่นแหละ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เขาไม่ได้เห็นเฉียวซางอยู่ในสายตาเลยต่างหาก
เขาเพิ่งจะทำสัญญากับงูโซ่ไฟซึ่งเป็นสัตว์อสูรตัวที่สองได้แค่สองเดือนเท่านั้น
ในฐานะผู้ฝึกอสูรที่มีสัตว์อสูรถึงสองตัว การลงแข่งก็ต้องให้สัตว์อสูรทั้งสองตัวสลับกันลงสนามสิ!
กับแค่เด็กเพิ่งจบ ม.3 ที่เพิ่งจะทำสัญญากับสัตว์อสูรได้ไม่นาน เขาจะส่งสัตว์อสูรตัวไหนออกไปสู้ มันก็เกินพออยู่แล้ว
กรรมการเพิ่งจะให้สัญญาณเริ่มการแข่งขัน เฉียวซางก็ออกคำสั่งให้หมาเขี้ยวไฟทำตามแผนเดิมทันที
ในขณะเดียวกัน เซี่ยเจี้ยนอิ๋นก็ออกคำสั่งให้ใช้ท่าพ่นไฟ
หมาเขี้ยวไฟรวบรวมพลังงานเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว
ดังนั้นมันจึงปลดปล่อยทักษะออกไปได้เร็วกว่างูโซ่ไฟ
นอกสนาม
“นั่นมันท่าประกายไฟขั้นเชี่ยวชาญนี่!” พิธีกรอุทานด้วยความตกใจ
ท่าพ่นไฟของงูโซ่ไฟยังเพิ่งจะเริ่มรวมตัวอยู่ในปากได้ไม่ถึง 10 เซนติเมตร ท่าประกายไฟของหมาเขี้ยวไฟก็พุ่งเข้ามาปะทะเข้าอย่างจัง
พลังทั้งสองสายปะทะกันจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่น
และตรงจุดศูนย์กลางของการระเบิด งูโซ่ไฟก็รับแรงกระแทกเข้าไปเต็มๆ
“โซ่!!!”
หมาเขี้ยวไฟไม่สนใจงูโซ่ไฟที่กระเด็นไปตกกระแทกพื้น มันใช้ท่าแยกร่างเงากลายเป็นสี่ตัวเตรียมจะเข้าไปล้อมกรอบ
ตามแผนที่วางไว้กับผู้ฝึกอสูรเมื่อคืน หลังจากนี้มันจะต้องใช้ร่างเงาสองร่างหลอกล่อคู่แข่ง ส่วนร่างจริงกับร่างเงาอีกร่างจะ…
“ผู้เข้าแข่งขันเฉียวซางเป็นฝ่ายชนะ!” จู่ๆ กรรมการก็ประกาศขึ้น
“โฮ่ง?”
ร่างเงาของหมาเขี้ยวไฟที่ยังไม่ทันได้ล้อมกรอบหยุดชะงักลงพร้อมกัน
ชนะแล้วเหรอ?
(จบตอน)

0 Comments