บทที่ 30 หลบเลี่ยงกฎ
แปลโดย เนสยังผ่านไปไม่นาน คนอื่นๆ ก็เริ่มทยอยตื่นนอน
พวกเขาต่างก็มาที่ห้องโถง สั่งอาหารของตัวเอง แล้วจับกลุ่มคุยกัน
ฟู่เฉินไปหาไช่จื้อหยวนเป็นคนแรก
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไช่จื้อหยวนก็ลุกขึ้นไปเรียกหลี่เหรินซูกับเฉาไห่ชวน และพาพวกเขาไปที่ห้องประชุมเล็กๆ ข้างห้องโถง
ในอาคารแห่งนี้มีห้องเล็กๆ หลายขนาดที่มีการตกแต่งแตกต่างกันไป ดูเหมือนว่าเป็นการสนับสนุนให้ผู้คนนำมันไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ
หลินซือจือเป็นคนสุดท้ายที่ถูกเรียกตัวมา
“ผมอยากจะปรึกษาหารือกับทุกคนสักหน่อย ว่าพอจะมีวิธีช่วยลุงติงบ้างไหม”
ฟู่เฉินไม่ได้อ้อมค้อม เขาอธิบายปัญหาที่ติงเหวินเฉียงพบเจออย่างรัดกุม
“ที่ผมไม่พูดในที่สาธารณะ ก็เป็นเพราะเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวของลุงติงอยู่บ้าง ผมกลัวว่าแกจะเสียหน้า แล้วก็ปฏิเสธความหวังดีของพวกเรา
“คนเยอะขึ้นก็วุ่นวายขึ้นด้วย
“ดังนั้นผมจึงอยากให้พวกเราปรึกษาหารือกันแบบส่วนตัวดูก่อน ลองคิดแผนการคร่าวๆ ออกมา ถ้ามันเป็นไปได้ พวกเราค่อยไปโน้มน้าวคนอื่นๆ ต่อ”
ฟู่เฉินมองไปที่คนอื่นๆ ทั้งสี่คน
ไช่จื้อหยวนส่ายหน้า: “ผมว่าทำไม่ได้หรอก
“ห้ามมิให้ผู้เล่นทำการซื้อขายเวลาวีซ่าไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมโดยเด็ดขาด นี่คือกฎพื้นฐานของชุมชน
“พูดอีกอย่างก็คือ สมมติว่าผมซื้อข้าวผัดมา แล้วแกล้งเอาไปวางไว้ตรงนั้น จากนั้นลุงติงก็หยิบไปกิน นี่ก็ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎเช่นกัน
“ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของการฝ่าฝืน สถานเบาก็หักเวลาวีซ่า สถานหนักก็ถูกเนรเทศออกจากชุมชนทันที
“ผมคิดว่า ทางที่ดีอย่าเข้าไปยุ่งกับเขตอันตรายเลยดีกว่า”
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ไช่จื้อหยวนมีนิสัยที่ใช้เหตุผลเป็นหลัก
ไม่ว่าจะพิจารณาเรื่องอะไร เขาก็จะให้ความสำคัญกับความเป็นไปได้ หรือความน่าจะเป็นก่อนเสมอ บางครั้งเขาก็อาจจะมองข้ามเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกไปโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ
หรือนี่อาจจะเป็นโรคประจำอาชีพของโปรแกรมเมอร์?
แต่หลินซือจือก็รู้สึกมาตลอดว่า แม้ไช่จื้อหยวนจะมีลักษณะบางอย่างของโปรแกรมเมอร์อยู่บ้าง แต่เขาก็แตกต่างจากภาพจำของโปรแกรมเมอร์ที่ว่า “ทึ่มและซื่อ” โดยสิ้นเชิง
ฟู่เฉินหันไปมองเฉาไห่ชวน: “ผู้กองเฉา คุณคิดว่าไงครับ?”
เฉาไห่ชวนแบมือออก: “เรื่องแบบนี้มาถามผมก็ถามผิดคนแล้วล่ะ ผมมันเป็นพวกใช้แต่กำลัง นอกจากไขคดีและจัดการกับความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ แล้ว เรื่องอื่นผมก็ไม่ถนัดหรอก
“ผมคิดว่า กฎของเกมเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเมิด ก็พยายามอย่าละเมิดให้ได้มากที่สุดเถอะ
“ไว้คราวหน้าตอนที่โถงระเบียงเปิดอีกครั้ง ถ้ามีใครในกลุ่มเราโชคดีได้อยู่กลุ่มเดียวกับติงเหวินเฉียง ก็ค่อยช่วยดึงเขาขึ้นมาหน่อยแล้วกัน”
หลี่เหรินซูเอาแต่ก้มหน้าขมวดคิ้ว และไม่ได้ให้คำตอบอย่างรวดเร็วเหมือนกับไช่จื้อหยวนและเฉาไห่ชวน
“ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังคิดวิธีดีๆ ไม่ออก แต่ฉันคิดว่าการจัดตั้งระบบการรับประกันให้กับชุมชนนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
“นี่ไม่ได้ทำเพื่อลุงติงแค่คนเดียว แต่ทำเพื่อพวกเราเองด้วย
“ตอนนี้คนที่มีเวลาวีซ่าสั้นที่สุดคือลุงติง แล้วหลังจากนี้ล่ะ?
“ใครจะรับประกันได้ว่าตัวเองจะไม่มีวันเสียเวลาวีซ่าไปจนหมด หรือไม่ได้รับบาดเจ็บในเกม?
“ในโถงระเบียงมีโอกาสสูงมากที่จะปรากฏเกมที่อันตรายสุดๆ ออกมา และพวกเราแต่ละคนก็อาจจะกลายเป็นภาระของชุมชนได้
“ถ้าพวกเราสามารถหาวิธีแก้ปัญหาเรื่องอาหารการกินได้ นี่ก็เท่ากับเป็นการสร้างการรับประกันขั้นพื้นฐานให้กับชุมชน ซึ่งในระยะยาวแล้ว มันจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงของทั้งชุมชนด้วย”
ไช่จื้อหยวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างฝืนๆ: “อืม ก็มีเหตุผล”
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เขายอมรับ “เหตุผล” ของหลี่เหรินซู ซึ่งก็คือหากมีระบบการรับประกันเช่นนี้จริงๆ ก็จะสามารถดูแลผู้อ่อนแอ และเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงโดยรวมของชุมชนได้
แต่เขาไม่ได้คิดว่าตัวเองจะกลายเป็นผู้อ่อนแอนั้นเสียหน่อย
ทุกคนในที่นั้นต่างตกอยู่ในความเงียบงัน เห็นได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาในตอนนี้ คือสิ่งที่ควรทำ และหากทำไปก็มีข้อดีเช่นกัน ทว่าสิ่งนี้ดูเหมือนจะแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำสำเร็จ
ฟู่เฉินมองไปที่หลินซือจือ: “ทนายหลิน คุณคิดยังไงครับ?”
หลินซือจือพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง: “ผมคิดว่า แม้กฎของชุมชนจะดูตายตัว แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีหลีกเลี่ยงนะครับ”
ทันทีที่คำพูดนี้จบลง ดวงตาของฟู่เฉินก็เป็นประกายด้วยความหวัง: “งั้นเหรอครับ? ช่วยอธิบายหน่อยสิ”
อีกสามคนก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน เพราะในสายตาของพวกเขา หลินซือจือมักจะเป็นคนที่พึ่งพาได้เสมอ และไม่เคยพูดจาส่งเดช ดังนั้นคำพูดนี้ก็ต้องมีความมั่นใจอยู่บ้าง
แต่กฎก็คือกฎ
หลินซือจือหยุดชะงักไปเล็กน้อย: “ทุกคนจำได้ไหมว่า พวกเราเจอคนจากชุมชนที่ 3 ในเกม
“สาเหตุที่เจียงเหอกับคนอื่นๆ ต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในตอนแรก ก็เป็นเพราะผู้เล่นทั้งสี่คนจากชุมชนที่ 3 ได้รวมกลุ่มกันอย่างแน่นแฟ้นแล้ว
“แต่พอลองมาคิดดูดีๆ นี่มันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
“ในเกม แม้ว่าจะเป็นผู้เล่นจากชุมชนเดียวกัน แต่ก็ไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกันมากมายขนาดนั้น เพราะผู้ชนะบนโต๊ะพนันจะมีเพียงคนเดียว ชิปที่ได้มาก็แบ่งให้คนอื่นยาก
“พูดอีกอย่างก็คือ มันมีปัญหาเรื่องการ ‘แบ่งผลประโยชน์’
“แต่ในเกม ผู้เล่นอีกสามคนกลับยินดีที่จะร่วมมือกัน และยอมเสียชิปของตัวเองให้กับลู่ซินอี๋”
ไช่จื้อหยวนครุ่นคิด: “หรืออาจจะเป็นวิธีคล้ายๆ กับพวก PUA (การล่อลวง) หรือการควบคุมจิตใจ?”
หลินซือจือส่ายหน้าเบาๆ: “เป็นไปได้ยากครับ
“ผมเอนเอียงไปทางที่ว่า ผู้เล่นในชุมชนที่ 3 น่าจะค้นพบวิธีแจกจ่ายเวลาวีซ่าให้กับสมาชิกในชุมชนได้
“มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น ผลประโยชน์ของพวกเขาถึงจะผูกมัดเข้าด้วยกัน และสามารถสร้างพันธมิตรที่มั่นคงกว่าเดิมได้”
ทุกคนตกอยู่ในความเงียบงัน เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ตัวอย่างเฉพาะเจาะจงนี้ค่อนข้างมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
หลินซือจือพูดต่อ: “ห้ามมิให้ทำการซื้อขาย ‘เวลาวีซ่า’ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมโดยเด็ดขาด นี่คือสิ่งที่เขียนไว้ในกฎเกณฑ์พื้นฐานของชุมชน ซึ่งแน่นอนว่าห้ามฝ่าฝืน
“แต่ว่า พวกเราอาจจะหาวิธีหลบเลี่ยงมันได้
“ข้อแรก สิ่งที่จะนำมาต่อกรกับกฎเกณฑ์พื้นฐานได้ ก็มีเพียงแค่กฎเกณฑ์พื้นฐานอีกข้อเท่านั้น ดังนั้นพวกเราก็ควรหาวิธีจากกฎเกณฑ์พื้นฐานข้ออื่นๆ
“ข้อสอง พวกเราต้องหาช่องโหว่ทางตัวอักษร ขอเพียงวิธีที่พวกเราคิดขึ้นมาไม่นับว่าเป็น ‘การซื้อขาย’ นั่นก็ไม่ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎแล้ว”
หลี่เหรินซูครุ่นคิดอย่างหนัก: “ไม่นับเป็นการซื้อขาย แต่กลับสามารถแบ่งปันเวลาวีซ่าที่เหลืออยู่ให้กับคนที่มีเวลาน้อยกว่าได้…”
ไช่จื้อหยวนก็ยังคงไม่ค่อยเข้าใจนัก: “มันมีวิธีแบบนั้นจริงๆ เหรอ?”
หลี่เหรินซูกับเฉาไห่ชวนมองหน้ากัน เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ทั้งสองคนเดาคำตอบออกพร้อมกันแล้ว
“มีสิคะ”
หลี่เหรินซูพูดอย่างจริงจัง: “ก่อนที่เงินจะถูกแจกจ่ายให้กับแต่ละคน ให้หักออกตามสัดส่วนที่กำหนดแล้วนำมาจัดสรรใหม่ การทำแบบนี้ก็ไม่ถือว่าเป็นการซื้อขายแล้วค่ะ ในสังคมความเป็นจริง สิ่งนี้มักจะถูกเรียกว่า ‘ภาษี’ และ ‘ระบบประกันสังคม’ ยังไงล่ะคะ”
ไช่จื้อหยวนก็เข้าใจขึ้นมาในทันที
ภาษีและการประกันสวัสดิการ นี่คือสิ่งที่มีอยู่แล้วในสังคมความเป็นจริง เพียงแต่พอมาถึงสถานที่ที่ถูกเรียกว่า ‘โลกใบใหม่’ แห่งนี้ ไช่จื้อหยวนกลับมองข้ามมันไป
หากมองจากแค่แนวคิดแล้ว ภาษีและระบบประกันสังคม ก็ไม่ถือเป็นการซื้อขายจริงๆ และยังสามารถมอบการรับประกันชีวิตขั้นพื้นฐานให้กับผู้มีรายได้น้อยได้ ซึ่งก็ตรงกับจุดประสงค์ของพวกเขาพอดี
เมื่อมาถึงจุดนี้ ทุกคนก็คิดออกแทบจะพร้อมๆ กัน ว่าควรใช้วิธีไหน
“กฎเกณฑ์พื้นฐานของชุมชนข้อที่สอง เสนอญัตติ!”
ในตอนที่มีการแนะนำกฎเกณฑ์พื้นฐาน ก็เคยมีการเอ่ยถึงวิธีนี้ไว้แล้ว
พูดสั้นๆ ก็คือ ทุกคนสามารถเสนอญัตติให้กับชุมชนได้ หลังจากที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ก็จะให้สมาชิกทุกคนในชุมชนเป็นผู้ลงคะแนนเสียง
เมื่อคะแนนเสียงเห็นด้วยเกินครึ่ง ซึ่งก็คืออย่างน้อยต้องมี 7 คนที่เห็นด้วย ญัตตินี้ก็จะสามารถนำมาบังคับใช้ได้
ฟู่เฉินพยักหน้าเล็กน้อย: “พูดอีกอย่างก็คือ พวกเราสามารถเสนอญัตติเรื่อง ‘การรับประกันขั้นต่ำของชุมชน’ ได้
“แต่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ญัตตินี้ก็ไม่สามารถเสนอแบบส่งเดชได้ เพราะอย่างแรกเลย มันต้องผ่านการตรวจสอบจากชุมชนเสียก่อน
“มันต้องไม่ขัดต่อกฎเกณฑ์พื้นฐานของชุมชน และในขณะเดียวกัน ก็ต้องมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติด้วย”
จู่ๆ ไช่จื้อหยวนก็คิดอะไรแปลกๆ ขึ้นมาได้: “ถ้าพวกเราเสนอญัตติ ให้ชุมชนแจกเวลาวีซ่าให้เราวันละหมื่นนาทีล่ะ จะเป็นยังไง?”
ผู้กองเฉาส่ายหน้า: “ก็น่าจะไม่ผ่านการตรวจสอบแหละ ความเป็นไปได้สูงก็คือเราจะแจกจ่ายได้เฉพาะเวลาวีซ่าที่มีอยู่เท่านั้น การจะใช้กฎข้อนี้มากอบโกยจากชุมชน คงจะเป็นการคิดตื้นเกินไป”
ไช่จื้อหยวนเห็นด้วย: “อืม ผมก็เดาว่าน่าจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่ก็อยากจะลองดู ต่อให้ไม่ผ่านการตรวจสอบ อย่างน้อยก็ไม่ได้มีความเสียหายอะไรที่เห็นได้ชัดหรอก”

0 Comments