ตอนที่ 29 ฉันต้องไปหาหล่อนแล้ว
แปลโดย เนสยังช่วงบ่ายหลิวซานจินเลิกงานกลับมาแต่หัววัน นางมานั่งรอเซี่ยจิ้งห่าวอยู่ที่หน้าประตูห้องโถง สองวันมานี้สะใภ้สามมักจะพาเด็กๆ วิ่งไปหาบ้านใหญ่เสมอ อย่าคิดนะว่านางไม่รู้ วันนี้ยายแก่ที่ชอบจับกลุ่มคุยกันอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านมาบอกนางว่า วันนี้ลูกสะใภ้คนโตของนางไปตัวอำเภอ แถมยังลากกระสอบใบใหญ่กลับมาตั้งสองใบ นางเดาได้ทันทีเลยว่าหล่อนคงไปรับของที่ลูกชายของนางส่งมาให้แน่ๆ ส่วนจะเป็นอะไรนั้น นางต้องไปสืบดูให้รู้เรื่องเสียหน่อย
ตอนที่เซี่ยจิ้งห่าวจูงมือเสี่ยวกังกลับมา พอเปิดประตูเข้ามาสบตากับหลิวซานจินพอดี ก็ตกใจจนฝีเท้าชะงัก
“แม่ เลิกงานเร็วขนาดนี้เลยเหรอจ๊ะ เดี๋ยวฉันไปทำกับข้าวให้นะ”
“รอก่อน มานั่งตรงนี้ก่อน ฉันมีเรื่องจะถามแกหน่อย”
เซี่ยจิ้งห่าวปรายตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะจูงเสี่ยวกังเดินเข้าไปหา
หลิวซานจินทำตัวไม่ค่อยดีกับลูกสะใภ้คนนี้นัก แต่กับเสี่ยวกังผู้เป็นหลานชายก็ถือว่าดีอยู่ แน่นอนว่าถ้าเทียบกับลู่หมิงข่ายแล้วล่ะก็ ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
“เสี่ยวกังมานี่สิ ย่าอุ้มหน่อย”
“ผมจะให้แม่อุ้ม เสี่ยวกังจะให้แม่อุ้ม”
หลิวซานจินสีหน้าเปลี่ยนไปทันที นางหันไปมองเซี่ยจิ้งห่าวด้วยใบหน้าบึ้งตึง หลานชายไม่ยอมสนิทด้วย นางก็เหมาเอาเองว่าเป็นเพราะลูกสะใภ้แอบพูดจาเป่าหูหลานในทางไม่ดีลับหลังนางแน่ๆ
“หึ เลิกแอบเป่าหูหลานฉันลับหลังได้แล้ว หลานฉันต้องสนิทกับฉันที่สุดสิ เสี่ยวกังสนิทกับย่าที่สุดใช่ไหมลูก หึๆๆ” นางพูดพลางถลึงตาใส่เซี่ยจิ้งห่าว “แกเพิ่งกลับมาจากบ้านพี่สะใภ้ใหญ่ หล่อนไม่ได้พูดอะไรเลยเหรอ?”
“อ้อ พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่ฝากเงินค่าเลี้ยงดูของเดือนนี้มาให้จ้ะ แถมยังกำชับว่าอย่าให้แม่ทำงานหนักเกินไปด้วยนะ!” เซี่ยจิ้งห่าวเพิ่งกลับมาก็กลัวว่าจะโดนด่า มัวแต่คิดจะไปทำกับข้าว เลยลืมเรื่องเงินไปสนิท
“หึ ถ้าไม่ถาม แกก็คงไม่ยอมเอาออกมาสินะ มีแค่เงินอย่างเดียวงั้นรึ? แล้วคูปองล่ะ คูปองอาหาร คูปองผ้า คูปองน้ำมันก๊าด แล้วของกระสอบใหญ่เบ้อเริ่มที่พี่ใหญ่แกส่งมาให้อีกล่ะ หล่อนไม่ได้เอาออกมาแบ่งให้เลยเหรอ?”
เซี่ยจิ้งห่าวเลียริมฝีปาก ก่อนจะฝืนยิ้มตอบกลับไป “แม่ ของพวกนั้นพี่ใหญ่ไม่ได้เป็นคนส่งมาหรอกจ้ะ ฉันเห็นจดหมายของพี่ใหญ่แล้ว มีแค่ใบรับเงินเท่านั้น ส่วนพัสดุนั่น สหายทหารในกองทัพเป็นคนส่งมาให้พวกหมิงหยางจ้ะ ก็มีพวกเส้นหมี่ เห็ดแห้ง อะไรพวกนี้น่ะจ้ะ”
พอหลิวซานจินได้ยินดังนั้น ก็ถลึงตาเบิกกว้าง ยายแก่เท้าเล็กแทบจะกระโดดตัวลอย ในสายตาของนาง ตราบใดที่ยังไม่ได้แยกบ้าน ของที่ลูกชายคนโตส่งมาก็ควรจะตกเป็นของนางทั้งหมด แม้แต่เข็มสักเล่ม ด้ายสักเส้น ก็ห้ามตกไปอยู่ในมือของเสิ่นเมิ่งเด็ดขาด
นางกะไว้แล้วเชียว ตอนแรกก็คัดค้านไม่ให้สร้างบ้านใหม่ ไม่ให้สร้างบ้านใหม่ ตอนนี้เป็นไงล่ะ ของที่ลูกชายตัวเองส่งมา กลับถูกนังคนใจดำอย่างเสิ่นเมิ่งเก็บซ่อนไว้หมดเลย
“ตอนเย็นไม่ต้องทำกับข้าวเผื่อบ้านใหญ่แล้ว ปล่อยให้มันอดข้าวไปสักหลายๆ มื้อ หึ ไม่ได้การ ฉันต้องไปทวงคืนมา ของพวกนั้นทหารส่งมาให้พวกหมิงหยาง ขืนปล่อยไว้ในมือของนังเสิ่นเมิ่ง มีหวังถูกส่งกลับไปบ้านเดิมของมันหมดแน่ๆ”
เซี่ยจิ้งห่าวยังไม่ทันได้เอ่ยปากห้าม ก็เห็นหลิวซานจินจ้ำอ้าวด้วยเท้าเล็กๆ ตรงดิ่งไปที่ประตูบ้านทันที นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นแม่สามีเดินเร็วขนาดนี้!
พอลับสายตาคน เธอถึงได้พาเสี่ยวกังกลับเข้าห้อง ปลดผ้าที่เสิ่นเมิ่งพันไว้ที่เอวออก ข้างในซ่อนลูกอมรสนมตราจินซือโหวไว้กำใหญ่ แถมยังมีน้ำตาลทรายแดงอีกห่อหนึ่ง เธอรีบเก็บของทั้งหมดใส่ตู้บนเตียงเตาแล้วล็อกกุญแจทันที ถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เสี่ยวกังผู้รู้ความเดินเข้าไปซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของเธอ ในหัวของเธอกลับนึกถึงคำพูดของเสิ่นเมิ่ง “ปิดประตูใช้ชีวิตกับครอบครัวตัวเอง สบายใจดี” เธอเองก็อยากจะมีชีวิตที่สุขสบายแบบนั้นบ้าง ถ้าเธอได้แยกบ้านออกไปอยู่เอง ก็คงไม่ต้องมาคอยแอบๆ ซ่อนๆ เวลาจะเอาของดีๆ ให้ลูกกินแบบนี้หรอก
เสิ่นเมิ่งที่อยู่ในห้องกำลังมองดูหมิงข่ายกับหมิงฟางเอาเสื้อผ้าใหม่มาทาบตัวอย่างอารมณ์ดี จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงทุบประตูดังปังๆ เธอขมวดคิ้วแน่น
“หมิงฟาง รีบเก็บของให้หมดนะ อยู่ในห้องดูแลน้องให้ดี เดี๋ยวแม่จะออกไปดูเอง”
ลู่หมิงฟางตกใจจนหน้าซีด รีบกระโดดลงจากเตียงเตา เอาเสื้อผ้าและรองเท้าไปซ่อนไว้ในตู้ของเสิ่นเมิ่ง เธอไม่รู้หรอกว่าทำไม แต่ในเมื่อแม่สั่ง มันก็ต้องมีเหตุผลแน่ๆ
เสียงทุบประตูดังสนั่น จนเพื่อนบ้านละแวกนั้นพากันชะโงกหน้าออกมาดู นึกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“คุณป้าสาม เป็นอะไรไปจ๊ะเนี่ย เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ?”
หลิวซานจินปาดหางตาแล้วแกล้งสะอื้นสองที “แม่ของต้าชิ่งเอ๊ย ก็เจิ้นผิงส่งจดหมายมาน่ะสิ ผ่านไปเป็นวันแล้ว ฉันยังไม่รู้เลยว่าลูกเขียนมาว่าอะไร สะใภ้เจิ้นผิงก็เอาแต่เก็บซ่อนไว้ไม่ยอมให้ฉันดู ฉันเป็นห่วงลูกจะแย่อยู่แล้ว!”
หวังเหลียนฮวา แม่ของต้าชิ่งถูมือไปมา มองหลิวซานจินด้วยความเห็นใจเล็กน้อย
“จริงด้วยจ้ะคุณป้าสาม พี่เจิ้นผิงไม่ได้กลับบ้านมาตั้งหลายปีแล้ว จดหมายก็ส่งมาแค่เดือนละฉบับ ป้าอย่าเพิ่งโมโหไปเลยนะจ๊ะ แม่ของหมิงหยางสุขภาพไม่ค่อยดี รออีกสักเดี๋ยว หล่อนก็คงจะออกมาแล้ว ค่อยถามดูว่ามีเรื่องอะไรก็แล้วกันนะจ๊ะ”
ตอนแรกหลิวซานจินกะว่าหวังเหลียนฮวาจะเออออห่อหมกช่วยด่าเสิ่นเมิ่งไปสักสองสามประโยค นึกไม่ถึงเลยว่าจะมาพูดจาเข้าข้างกันแบบนี้ นางรู้สึกหงุดหงิดใจเป็นอย่างมาก น้ำหนักมือที่ทุบประตูจึงหนักขึ้นไปอีก
“พี่สะใภ้เกิดอะไรขึ้นเนี่ย สะใภ้เจิ้นผิงทำให้พี่โมโหอีกแล้วเหรอ ถ้าเป็นฉันนะ จะตบให้สั่งสอนสักสองฉาด ตบให้หลาบจำแล้วจะได้เชื่อฟัง ลองดูเหลียนฮวา กับพวกหยวนเฟิ่งสิ เชื่อฟังฉันจะตายไป พี่น่ะใจอ่อนเกินไป อ่อนปวกเปียกเป็นก้อนแป้ง ลูกสะใภ้ถึงได้ปีนเกลียวขึ้นมาขี้รดหัวได้ขนาดนี้”
หวังเหลียนฮวาได้ยินคำพูดของแม่สามีก็ตัวสั่นเทา รีบกลับเข้าไปทำงานในลานบ้านทันที
เฉินเจาตี้มองแผ่นหลังของลูกสะใภ้คนที่สองแล้วก็ถ่มน้ำลายลงพื้น
หลิวซานจินเสยผมแล้วตอบกลับไป “ฉันจะไปวาสนาดีเหมือนหล่อนได้ยังไงล่ะ ก็มีแค่สะใภ้ใหญ่นี่แหละที่ไม่ค่อยกตัญญู ส่วนเซียงหลานกับเจียวเจียวน่ะกตัญญูจะตายไป มีอะไรอร่อยๆ ก็คอยนึกถึงฉันตลอด เจียวเจียวกับเจียเซวียนย้ายกลับไปก็ยังให้ฉันอยู่บ้านหลังใหญ่อีก เฮ้อ น่าเวทนาจริงๆ”
ลูกสะใภ้น่ะเป็นคนดี แต่ลูกชายนี่สิช่างน่าสงสาร ก่อนหน้านี้เจียเซวียนก็เคยเปรยๆ ว่าอยากจะซ่อมแซมลานบ้าน ตั้งแต่เขาได้เป็นผู้ดูแลโกดังของหน่วยผลิต เงินที่เขาหามาได้ นางก็ไม่เคยแตะต้องเลยสักนิด ถ้าจะซ่อมแซมลานบ้านก็คงต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เงินที่นางเก็บไว้ก็คือเงินทำศพของตัวเอง จะเอาออกมาใช้ไม่ได้เด็ดขาด เพราะงั้นเงินก้อนนี้ก็ต้องให้เจิ้นผิงเป็นคนออก มันไม่มีเหตุผลเลยที่พี่ชายจะได้อยู่บ้านอิฐ แต่ปล่อยให้น้องชายต้องมาอยู่บ้านดินดิบแบบนี้!
นอกจากเฉินเจาตี้แล้ว ก็ยังมีเพื่อนบ้านอีกหลายหลังที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็พากันออกมายืนดูเรื่องสนุก เสิ่นเมิ่งกอดอกยืนฟังอยู่หลังประตูพักใหญ่ ถึงได้เปิดประตูออกมา ใบหน้าขาวซีดภายใต้แสงสลัวๆ ดูราวกับผีที่เพิ่งปีนขึ้นมาจากหลุมศพไม่มีผิด
“โอ๊ย แม่ร่วง!”
“สวรรค์ทรงโปรด ตกใจหมดเลย!”
“สะใภ้เจิ้นผิง เป็นอะไรไปเนี่ย? ทำไมถึงมีสภาพแบบนี้ล่ะ?”
หลิวซานจินก็ตกใจจนผงะไปเหมือนกัน พอมองเห็นเสิ่นเมิ่งเกาะขอบประตู นางก็เผลอก้าวถอยหลังไปสองก้าวด้วยสัญชาตญาณ เพราะกลัวว่าจู่ๆ เสิ่นเมิ่งจะล้มทับนางเข้า
“คุณป้าจ๊ะ ฉัน… แค่กๆๆ ฉันได้รับจดหมายจากเจิ้นผิง ดีใจมากเลย กะจะฝากคนไปรับพัสดุให้ แต่ก็กลัวจะไปรบกวนเวลาทำงานเขา ก็เลยไปเอง พอกลับมาก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ นอนพักไปตั้งครึ่งค่อนวันถึงเพิ่งจะลุกขึ้นมาได้”
“จึ๊ๆ แล้วหมิงหยางกับหมิงเลี่ยงล่ะ ป่วยขนาดนี้ เด็กๆ ไม่ดูแลเลยเหรอ?”
เสิ่นเมิ่งหดคอลงเล็กน้อยราวกับหวาดกลัว ก่อนจะตอบกลับไปว่า “สหายของเจิ้นผิงส่งเห็ดกับเส้นหมี่จากทางฝั่งเตียนหนานมาให้น่ะจ้ะ เมื่อตอนเที่ยงพวกเราทั้งบ้านยังไม่ได้กินข้าวเลย พอตกเย็นก็ทนหิวไม่ไหวแล้ว ของพวกนั้นพวกหมิงหยางก็ทำไม่เป็น แถมยังเป็นห่วงฉัน ก็เลยให้หมิงฟางอยู่ดูแลฉัน ส่วนเด็กสองคนนั้นก็วิ่งไปจับปลาที่แม่น้ำ ป่านนี้ยังไม่กลับมาเลย ฉันเป็นห่วงจะแย่อยู่แล้ว”
หลิวซานจินมีคำพูดอัดอั้นอยู่ในใจมากมายที่ยังไม่ได้พูดออกไป แต่กลับถูกเสิ่นเมิ่งใส่ร้ายกันซึ่งๆ หน้า พอมองเห็นสายตาเคลือบแคลงสงสัยของคนรอบข้าง นางก็รู้สึกจุกอกจนแทบจะกระอักเลือดออกมา

0 Comments