ตอนที่ 23 ไหลตามน้ำไปเลย
แปลโดย เนสยังเสิ่นเมิ่งมองลู่หมิงข่ายที่ยังมีท่าทีหวาดกลัวอยู่บ้าง จึงกวักมือเรียกเขา
“หมิงข่าย มานี่สิ”
ลู่หมิงข่ายชะงักไปเล็กน้อย ค่อยๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเธอ แม้ในใจจะยังมีความหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่ด้วยสายเลือดและความรู้สึกในวัยเด็กที่โหยหาความใกล้ชิดจากผู้เป็นแม่ก็ยังมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม
“แม่”
เสิ่นเมิ่งลงจากเตียงเตา เอื้อมมือไปคว้าตัวเขามากอดไว้และนั่งตะแคงอยู่บนเตียง เด็กอายุสามขวบแล้ว แต่พอจับมานั่งบนตักกลับรู้สึกว่ากระดูกทิ่มแทงจนเจ็บไปหมด ผอมเกินไปแล้ว เธอใช้มือลูบผมลู่หมิงข่ายเบาๆ
“หมิงข่าย ที่ถามเรื่องข้าวเย็นเมื่อกี้ เพราะหิวหรือเปล่าลูก”
ลู่หมิงข่ายซุกตัวอยู่ในอ้อมอกของแม่ สูดดมกลิ่นหอมกรุ่นจนรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปทั้งตัว
“แม่ หนูไม่หิวหรอก หนูแค่ถามดูเฉยๆ กับข้าวที่แม่ทำอร่อยมากๆ เลย หนูอยากกินกับข้าวฝีมือแม่อีก”
“ตกลง เดี๋ยววันหลังแม่จะทำกับข้าวให้กินอีกนะ จะเลี้ยงหมิงข่ายให้ขาวอวบอ้วนตุ๊ต๊ะเหมือนลูกหมูเลย ดีไหม”
“ฮี่ๆ ดีเลย แม่ใจดีที่สุดเลย”
“เด็กโง่”
สองแม่ลูกกำลังสวีตหวานกันอยู่ในห้อง แต่ลู่หมิงหยางที่อยู่ข้างนอกกลับรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าเปรี้ยง นางผู้หญิงใจร้ายบอกว่าหมิงข่ายเหมือนลูกหมู หมายความว่ายังไง หรือว่ากะจะเลี้ยงให้หมิงข่ายโตอีกนิด แล้วก็เอาไปขายงั้นเหรอ!
เขารู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น สายตาที่มองไปยังเสิ่นเมิ่งช่างมืดมนและน่ากลัว ถ้านางผู้หญิงใจร้ายกล้าเอาหมิงข่ายไปขายล่ะก็ เขาจะสู้ตายกับนางแน่ๆ
ช่วงหัวค่ำ ลู่เจียเซวียนและโจวเจียวเจียวเพิ่งเลิกงานกลับถึงบ้าน ก็ถูกสั่งให้เอาข้าวไปส่งให้เสิ่นเมิ่ง ผัดผักกะละมังเล็กๆ หนึ่งใบ ด้านบนมีหมั่นโถวแป้งข้าวโพดห้าลูก และน้ำซุปแป้งข้าวโพดปั้นก้อนอีกหนึ่งกะละมังเล็กๆ ตอนที่ทั้งสองคนยกไปส่ง ระหว่างทางมีคนที่เพิ่งเลิกงานเดินสวนกันไม่น้อย พอได้กลิ่นหอมก็พากันหันมามองเป็นตาเดียว
“โอ้โห ของอร่อยอะไรน่ะ หอมจังเลย”
“ตอนเย็นกินดีขนาดนี้เลยเหรอ สมกับที่เป็นบ้านที่มีเสบียงเหลือเฟือจริงๆ ตอนเย็นยังมีข้าวกินด้วย!”
พอโจวเจียวเจียวได้ยินคนถาม ก็หัวเราะตอบว่า “จะเป็นไปได้ยังไงล่ะจ๊ะ นี่เป็นข้าวของพี่สะใภ้ใหญ่กับพวกหมิงหยางต่างหาก พอทำเสร็จก็รีบเอามาส่งให้เลย พอกลับไปพวกเราก็กินกันง่ายๆ นั่นแหละจ้ะ พี่สะใภ้ใหญ่ของฉันยังไม่ค่อยสบายอยู่เลย!”
หลังจากที่โจวเจียวเจียวตอบกลับชาวบ้านเสร็จ ก็หันไปพูดกับลู่เจียเซวียนว่า “รีบเดินหน่อยเถอะ ป่านนี้พี่สะใภ้ใหญ่กับเด็กๆ คงหิวแย่แล้ว พอกลับไปฉันยังต้องซักผ้าอีกนะ มีงานต้องทำอีกตั้งเยอะแหนะ!”
ลู่เจียเซวียนได้ยินคำพูดของเธอ สีหน้าก็ดูแย่ลงเล็กน้อย เมียของเขาต้องทำงานหนักเหมือนวัวเหมือนควาย แต่พี่สะใภ้ใหญ่กลับนอนรอให้คนเอาข้าวมาเสิร์ฟถึงที่ เขาขมวดคิ้วมุ่น ไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น
“นั่นน่ะสิ เมื่อตอนบ่ายได้ยินมาว่าบ้านเก่าสกุลลู่ไม่ยอมส่งข้าวให้บ้านพี่เจิ้นผิง พอเลิกงานมาก็เห็นแบบนี้ ข่าวลือต้องเป็นของปลอมแน่ๆ คุณป้าซานจินเป็นคนดีจะตาย จะไม่ส่งข้าวให้ได้ยังไงกัน!”
“ฉันก็บอกแล้วว่าไม่จริง อาจจะแค่มาส่งช้าไปหน่อย เสิ่นเมิ่งก็เลยไม่พอใจ ถึงได้ไปพูดจาใส่ร้ายส่งเดชแบบนั้น ไม่เคยเห็นลูกสะใภ้แบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ เจียวเจียวอุตส่าห์ยุ่งมาทั้งบ่าย หาแต้มแรงงานได้เกือบเท่าพวกแรงงานหนัก เลิกงานแล้วยังต้องมาส่งข้าวให้พี่สะใภ้อีก น่าสงสารจริงๆ”
“เจียวเจียวเป็นลูกสะใภ้ที่ดีจริงๆ เจียเซวียนช่างมีบุญนัก โชคดีที่เจียเซวียนเป็นคนเก่ง ทำงานได้เงินเดือนละตั้งสามหยวน ทำให้เจียวเจียวได้พลอยสุขสบายไปด้วย”
“จะสบายยังไงก็คงไม่เท่าเสิ่นเมิ่งหรอกมั้ง ได้อยู่บ้านอิฐหลังใหญ่เบ้อเริ่ม แถมยังมีน้องสามีกับน้องสะใภ้เอาข้าวมาประเคนให้ถึงที่อีก ดูชีวิตนางสิ ทำบุญมาด้วยอะไรถึงได้โชคดีขนาดนี้!”
“ทำตัวเป็นพวกนายทุนชัดๆ”
เสิ่นเมิ่งเดินหน้าดำคร่ำเครียดออกมาจากห้องทางทิศตะวันตก ในตู้เสื้อผ้าของเด็กๆ ไม่มีเสื้อผ้าดีๆ เลยสักตัว มีแต่รอยปะชุนทับซ้อนกันไปมา แถมยังสกปรกมอมแมม มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นฝีมือการซักของเด็กๆ เอง
ตอนบ่ายเธออุ้มหมิงข่ายอยู่พักหนึ่ง ก็ได้กลิ่นเหม็นตุๆ โชยมาจากตัวเขา บนหัวก็สกปรกมอมแมม เมื่อตอนเที่ยงมัวแต่ยุ่งกับการเอาใจเด็กๆ เลยไม่ได้สังเกตเรื่องพวกนี้เลย ขนาดลู่หมิงข่ายที่ได้รับการดูแลจากพี่ๆ ค่อนข้างดียังเป็นแบบนี้เลย แล้วพวกหมิงหยางจะขนาดไหน ไม่ต้องพูดถึงเลย
พวกหมิงหยางเห็นเสิ่นเมิ่งเดินเข้าไปด้อมๆ มองๆ ในห้องของพวกเขา พอออกมาสีหน้าก็เปลี่ยนไป ในใจของทุกคนก็เกิดความหวาดหวั่นขึ้นมาทันที ในขณะที่ลู่หมิงเลี่ยงกำลังวางแผนว่า ถ้านางลงไม้ลงมือเมื่อไหร่ เขาจะใส่เกียร์หมาวิ่งหนีทันที แต่เสิ่นเมิ่งกลับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“หมิงหยาง เดี๋ยวลูกช่วยหมิงเลี่ยงต้มน้ำร้อนสักหม้อนะ ตอนเย็นแม่จะอาบน้ำให้พวกลูกทุกคน อากาศร้อนขนาดนี้ ไม่อาบน้ำไม่ได้หรอก เมื่อตอนบ่ายตอนที่แม่อุ้มหมิงข่าย เจ้าตัวเล็กมีแต่กลิ่นเหงื่อเต็มไปหมดเลย”
“ครับ แม่” ไม่ว่าจะให้ทำอะไร ตอนนี้ก็ต้องตอบตกลงไปก่อน ลู่หมิงหยางคิดในใจ
ลู่หมิงข่ายถูกเรียกชื่อ ใบหน้าเล็กๆ ก็แดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ลู่หมิงฟางเองก็รู้สึกขวยเขินเล็กน้อย เธอหดคอลงแล้วดมกลิ่นตัวของตัวเองตามสัญชาตญาณ อืม กลิ่นไม่ค่อยดีเท่าไหร่จริงๆ ด้วย มีแต่ลู่หมิงเลี่ยงเท่านั้นที่ไม่ได้ใส่ใจ เขาคิดว่านี่แหละคือกลิ่นอายของลูกผู้ชาย
“พี่สะใภ้ใหญ่ ฉันกับเจียเซวียนเอาข้าวมาส่งให้พี่กับเด็กๆ แล้วจ้ะ เข้าไปได้ไหม” โจวเจียวเจียวตะโกนถามเสียงดังมาจากหน้าประตู
“เข้ามาสิ ประตูไม่ได้ล็อก”
โจวเจียวเจียวยกกระละมังกับข้าวเดินเข้ามา ก็เห็นเสิ่นเมิ่งยืนอยู่ตรงประตูห้องโถง โดยมีเด็กๆ ยืนเรียงแถวหน้ากระดานอยู่ตรงหน้านาง
“โอ๊ะ พี่สะใภ้ใหญ่ นี่พี่กำลังทำอะไรอยู่น่ะ พวกหมิงหยางเป็นเด็กดีนะ เมื่อตอนบ่ายเด็กสองคนนี้เดินไปกลับตั้งหลายรอบเพื่อเก็บฟืนมาให้ที่บ้าน ทุกคนเขาก็เห็นกันหมด ไม่ว่ายังไงก็ห้ามลงไม้ลงมือเด็ดขาดเลยนะ!” โจวเจียวเจียวรีบเอ่ยปากห้ามปราบ
ตอนที่พวกเขาเดินเข้ามา ประตูปิดไม่สนิท ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาได้ยินคำพูดของโจวเจียวเจียว ก็เริ่มหยุดชะงักและชะเง้อคอมอง
“เจียวเจียวพูดอะไรแบบนั้น ฉันกำลังคุยกับเด็กๆ อยู่พอดี ว่าอากาศมันร้อน เลยให้พวกเขาไปต้มน้ำร้อนมาอาบตอนเย็น นี่ไง พวกเธอก็มาพอดี เด็กพวกนี้เป็นเด็กดีจะตาย สวรรค์เมตตาให้ฉันมีลูกที่ดีแบบนี้ ฉันจะไปลงไม้ลงมือตีพวกเขาได้ยังไงล่ะ”
คนข้างนอกได้ยินคำพูดของเสิ่นเมิ่ง ก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ จึงหันหลังเดินจากไป
เป็นพระเอกนางเอกแล้วไงล่ะ เธอมีนิ้วทองคำซะอย่าง เธอไม่กลัวพระเอกนางเอกหรอกนะ เธอไม่เคยคิดจะหลบหน้าพวกเขาเลย ในเมื่อเธอรับปากเจ้าของร่างเดิมไว้แล้ว สิ่งที่ควรชดใช้ เธอจะต้องทวงคืนจากตัวการและคนที่ได้รับผลประโยชน์อย่างแน่นอน
รอยยิ้มบนใบหน้าของโจวเจียวเจียวชะงักไปเล็กน้อย หันไปมองลู่เจียเซวียนแล้วพูดว่า “ฉันเข้าใจผิดไปเอง เจียเซวียน รีบเอาข้าวไปวางบนโต๊ะสิ วันนี้พี่สะใภ้สามเป็นคนทำกับข้าว แม่ตั้งใจสั่งให้พี่สะใภ้สามต้มไข่มาให้พี่ด้วยนะ พี่สะใภ้ใหญ่ พี่รีบกินเถอะจ้ะ จะได้บำรุงร่างกาย”
เสิ่นเมิ่งมองดูอาหารบนโต๊ะ พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ดูท่าทางหลิวซานจินจะยอมลงทุนจริงๆ ผัดผักกะละมังนั้นน้ำมันเยิ้มเชียว ดีไม่ดีอาจจะใช้น้ำมันของบ้านลู่ไปตั้งหลายวันเลยกระมัง
“ฝากขอบคุณแม่ด้วยนะ เจียวเจียว เจียเซวียน พวกเธอกินข้าวกันมาหรือยังล่ะ มากินด้วยกันไหม”
“ไม่ล่ะจ้ะพี่สะใภ้ใหญ่ พวกเราต้องรีบกลับแล้ว ที่บ้านยังมีงานต้องทำอีกตั้งเยอะ พี่สะใภ้ใหญ่ ที่บ้านมีอะไรให้ช่วยก็บอกฉันได้เลยนะ อะไรที่พอจะช่วยได้ ฉันก็จะจัดการให้เอง”
“แบบนั้นจะเกรงใจแย่เลย ถ้าพวกเธอไม่ยุ่งล่ะก็ ช่วยต้มน้ำร้อนให้หมิงหยางหน่อยได้ไหม เขาเป็นแค่เด็ก ให้มาก่อไฟตอนกลางคืน ฉันกลัวว่าเขาจะฉี่รดที่นอนน่ะสิ แล้วฉันก็ปวดหัวมากด้วย เสื้อผ้าที่พวกเขาใส่อาบน้ำเสร็จก็คงไม่มีแรงซัก เฮ้อ เป็นความผิดของฉันเองที่ไม่ได้เรื่องเลย”
ลู่หมิงหยาง: “…”
ผมฉี่รดที่นอนเนี่ยนะ? ผมอายุเก้าขวบแล้วนะยังจะฉี่รดที่นอนอีกเหรอ???
โจวเจียวเจียวก็แค่พูดไปตามมารยาทก่อนกลับ ไม่คิดเลยว่าเสิ่นเมิ่งจะไหลตามน้ำไปเลยแบบนี้ ท่าทางของเธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็วและพูดว่า “งั้นก็ได้จ้ะ เจียเซวียน เธอช่วยหมิงหยางต้มน้ำร้อนหน่อยนะ พี่สะใภ้ใหญ่ พี่เก็บเสื้อผ้าสกปรกเอาไว้นะ พรุ่งนี้ฉันจะมาเอา”
ลู่เจียเซวียนมองดูโจวเจียวเจียวที่ทำตัวว่าง่าย เขารู้สึกสงสารเมียตัวเองที่โดนรังแก เขาขมวดคิ้วแน่นและกำลังจะปฏิเสธ แต่จู่ๆ ก็นึกถึงคำพูดของซุนซานจื่อเรื่องที่คอมมูนเปิดรับสมัครเจ้าหน้าที่ขึ้นมาได้ ในหัวคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว จึงได้แต่เงียบปากลง

0 Comments